วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569
.jpg)
สัญญาสัมปทานกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ระหว่างกระทรวงคมนาคม และบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด ลงนามตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2534 อายุสัมปทาน 30 ปี สิ้นสุดสัญญาเมื่อ 10 กันยายนที่ผ่านมา
ในช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้ (โดยเฉพาะยุคทักษิณและยิ่งลักษณ์) ได้เกิดกรณีเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอกชนคู่สัญญากลายกรณี รวมถึงการถ่ายโอนทรัพย์สินกิจการดาวเทียม
ข้างต้นมาเป็นของรัฐหลังหมดสัญญาในยุครัฐบาลปัจจุบัน ก็ถูกจับตาว่าจะดำเนินการอย่างครบถ้วน หรือจะเอื้อประโยชน์แก่เจ้าของกิจการดาวเทียมคนใหม่หรือไม่ (ปัจจุบัน มีการขายหุ้นอินทัชไปให้คนอื่นแล้ว)
1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนินการตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ
ชุดที่มี พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นประธานกรรมการ มีบุคคลที่น่าเชื่อถือระดับอธิบดีกรมสรรพากร นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และเลขาธิการ ก.ล.ต. นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล ร่วมเป็นกรรมการ ฯลฯ โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาฯ
ขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ ตามคำสั่งนายกฯ ระบุว่า
“...เพื่อให้การตรวจสอบการดำเนินการต่างๆ ตามสัญญา และการเตรียมความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐเมื่อสิ้นสุดสัญญา เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนในการรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ ประกอบกับได้มีข้อร้องเรียนหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติเสนอแนะคณะรัฐมนตรีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว...
.jpg)
...ให้คณะกรรมการตามข้อ 1 มีอำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นมา และการดำเนินการต่างๆ ตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ระหว่างกระทรวงคมนาคมและบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด รวมถึงนิติสัมพันธ์อื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาดังกล่าวในสมัยรัฐบาลต่างๆ ตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เสนอมายังคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้ตลอดจนให้คำแนะนำแก่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการเจรจาและดำเนินการในเรื่องดังกล่าว และการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2564 การหาผู้ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่รัฐและประชาชนได้รับ และการแก้ไขปัญหาการดำเนินการภายหลังสัญญาสิ้นสุดโดยกำหนดกรอบในการเจรจาระหว่างคู่สัญญาให้ได้ข้อยุติที่เป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยให้รับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากบุคคลภายนอกได้...”
เท่ากับว่า สามารถตรวจสอบได้ครอบคลุมทั้งหมด เพียงแต่ไม่มีอำนาจลงโทษใคร มีหน้าที่รายงานนายกฯ และแนะนำกระทรวงดีอีเอส ล่าสุด ทราบว่า นัดประชุมกันวันจันทร์ที่ 13 ก.ย.นี้
2. กรณีดาวเทียมไอพีสตาร์ (ไทยคม4)
ปัจจุบัน ดาวเทียมไอพีสตาร์ยังใช้งานอยู่ (แม้จะเกินอายุใช้งานตามการออกแบบมาแล้ว)
แต่ปมสำคัญ คือ การที่รัฐบาลทักษิณปล่อยให้บริษัทเอกชนดำเนินกิจการดาวเทียมไอพีสตาร์ โดยไม่ต้องประมูลเป็นโครงการใหม่ ด้วยการสวมรอยเป็นไทยคม 4 (อ้างเป็นดาวเทียมสำรอง) อ้างเป็นดาวเทียมภายใต้สัญญาสัมปทานดาวเทียมสื่อสารในประเทศ ทั้งๆ ที่ ไอพีสตาร์ใช้ทำมาหากินกับลูกค้าต่างประเทศเป็นหลัก และมีเทคนิคแตกต่างจากดาวเทียมไทยคม 3
ลองคิดง่ายๆ สมมุติว่า บริษัทของนายก อบต.ได้สัมปทานเรือข้ามฟาก แต่ดันไปทำเรือโดยสารขนส่งคนตามลำน้ำ โดยอ้างว่าเป็นเรือสำรองของเรือข้ามฟาก อ้างเป็นส่วนหนึ่งของสัมปทานกิจการเรือข้ามฟาก ได้หรือไม่? แล้วการที่ไม่มีเรือข้ามฟากสำรองจริงๆ ก็ทำให้เกิดความเสียหายด้วย
ลองคิดดู... ในเมื่อไอพีสตาร์มีเทคโนโลยีแตกต่างจากดาวเทียมไทยคม 3 อย่างสิ้นเชิง แถมใช้แสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจในต่างประเทศเป็นหลัก ไม่สามารถอ้างว่าเป็นดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 ซึ่งเป็นดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ
คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีทักษิณร่ำรวยผิดปกติ ชี้ชัดว่า ไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมนอกสัญญาสัมปทาน เพราะเป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่ ไม่ใช่ดาวเทียมสำรองของไทยคม 3
น่าคิดว่า ในเมื่อเป็นดาวเทียมคนละประเภท อยู่นอกกรอบสัญญาสัมปทานดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศที่บริษัทของทักษิณได้สัมปทานมาในยุครัฐบาล รสช.ปี 2534 ดังนั้น ก่อนจะประกอบกิจการ ภาครัฐย่อมจะต้องเปิดให้มีการประมูลแข่งขันตามกฎหมาย เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนเสนอโครงการใหม่อย่างเสรีและเป็นธรรม ทั้งในด้านการบริหารงาน และอัตราการจ่าย
ผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่รัฐ
เท่ากับว่า ประเทศชาติเสียหาย เพราะขาดดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 ไปหนึ่งดวง จากการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทของทักษิณในขณะนั้นได้ยิงดาวเทียม “ไอพีสตาร์” ได้ประกอบธุรกิจดาวเทียมสื่อสารระหว่างประเทศไปโดยไม่ต้องมีการประมูล
ยิ่งกว่านั้น ในการไต่สวนพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ พบพฤติกรรมการกระทำอย่างอุกอาจ ทั้งใช้วิธีกระทำการลัดขั้นตอนในการปฏิบัติราชการ ในลักษณะที่รวบรัดและรีบเร่ง ผิดปกติวิสัย รัฐมนตรีคมนาคมขณะนั้นถึงกับอนุมัติคุณสมบัติดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรองไปก่อน แล้วจึงมีการจัดทำหนังสือเวียนให้คณะกรรมการรับรองรายงานการประชุมภายหลัง เป็นต้น ศาลฎีกาฯ ชี้ว่า เป็นการกระทำที่เป็นการลัดขั้นตอนในการปฏิบัติราชการในลักษณะรวบรัด และรีบเร่ง เป็นการกระทำที่ผิดปกติวิสัย
.jpg)
ปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏว่า ฝ่ายนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐรวมถึงเอกชนที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานดาวเทียมพ่วงไอพีสตาร์ จะได้มีการชดใช้ ชดเชยผลประโยชน์แก่แผ่นดิน หรือถูกลงโทษจากกรณีนี้
3. ประเด็นเรื่องดาวเทียมไอพีสตาร์ ในมุมของบริษัทไทยคม
บริษัทไทยคมฯ ได้ยืนยันไว้ในรายงานประจำปีว่า ตนได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว
“อีกทั้ง ในการดำเนินโครงการดาวเทียมไทยคม 4 บริษัทได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของวิธีปฏิบัติในทางสัญญาและกฎหมาย และได้รับอนุมัติจากกระทรวงฯ แล้ว ในภายหลังกระทรวงฯ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 เพื่อพิจารณากำหนดแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งบริษัทได้มีการประสานงานกับกระทรวงฯ และคณะกรรมการฯ เพื่อดำเนินการต่างๆ ต่อไป”
4. การส่งมอบทรัพย์สินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ
ตามสัญญาสัมปทานข้อ 15 เรื่อง การโอนกรรมสิทธิ์ การส่งมอบ และรับมอบทรัพย์สิน
กำหนดไว้ชัดเจน สรุป คือ
บริษัทจะต้องยกกรรมสิทธิ์ของดาวเทียมทุกดวงให้เป็นของกระทรวงฯ หลังจากส่งดาวเทียมเข้าสู่ตำแหน่งวงโคจรและผ่านการทดสอบการใช้งานเรียบร้อยแล้ว
ส่วนสถานีควบคุมดาวเทียมและอุปกรณ์ต่างๆ ตกเป็นของกระทรวงฯ ทันทีหลังการจัดตั้ง และทดสอบประสิทธิภาพ โดยกระทรวงฯ จะมอบทรัพย์สินดังกล่าวให้บริษัทครอบครองเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการต่อไป
เมื่อสัญญาสิ้นสุดลง บริษัทต้องส่งมอบทรัพย์สิน สถานีควบคุมดาวเทียม และอุปกรณ์ต่างๆ ต้องอยู่ในสภาพใช้งานได้ดีส่วนดาวเทียมต้องอยู่ในสภาพใช้งานได้ ณ ตำแหน่งวงโคจร และบริษัทต้องส่งมอบสัญญาและเอกสารหลักฐานหรือเอกสารใดๆ ที่เกี่ยวกับการตกลงใช้บริการวงจรดาวเทียมของผู้ใช้วงจรดาวเทียมทุกรายให้แก่กระทรวงโดยทันทีด้วย
อย่าอ้อยอิ่ง อย่าปล่อยให้ใครอมของหลวง
อย่าปล่อยให้ใครครอบครองแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของหลวงโดยมิชอบ อย่างไม่เป็นธรรม
มิฉะนั้น รัฐบาลปัจจุบันเอง ก็จะต้องรับผิดชอบ
5. ปมอื่นๆ ซุกใต้พรมกิจการดาวเทียม
.jpg)
สำหรับดาวเทียมไทยคม 1-6 บริษัทไทยคมยืนยันว่าเป็นดาวเทียมในสัญญาสัมปทานดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เพราะฉะนั้น ก็ควรจะต้องส่งมอบทรัพย์สินให้ครบถ้วนตามสัญญา
ส่วนดาวเทียมไทยคม 7-8 อีกสองดวง บริษัทยืนยันว่าเป็นดาวเทียมนอกสัญญาสัมปทาน แต่ดำเนินการตามใบอนุญาตที่ได้มาในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์
อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2560 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เคยแจ้งไปยังบริษัทแล้วว่า ดาวเทียมไทยคม 7 และดาวเทียมไทยคม 8 เป็นดาวเทียมภายใต้สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ลงนามเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2534 ทั้งนี้ หนังสือจากกระทรวงดิจิทัลฯ ระบุให้ปฏิบัติตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารฯ ให้ครบถ้วนโดยด่วน อาทิ การโอนกรรมสิทธ์ิและส่งมอบทรัพย์สิน การจัดสร้างดาวเทียมสำรอง การชำระเงินผลประโยชน์ตอบแทน และการประกันภัยทรัพย์สิน
ขณะนี้ บริษัทไทยคมยื่นข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด เป็นข้อพิพาทหมายเลขดำ ที่ 97/2560 ขณะนี้ข้อพิพาทดังกล่าวอยู่ในกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ
กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้วินิจฉัยว่า คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจพิจารณาข้อเรียกร้องของบริษัทในข้อพิพาทดังกล่าวด้วย
ยิ่งกว่านั้น ล่าสุด นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปราบโกง เอาผิดกับบุคคลในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย
สันติสุข มะโรงศรี

จับตาพรุ่งนี้!!! CIB แถลงผลปฏิบัติการ ตัดวงจรเครือข่ายล้งมะพร้าวนอมินีข้ามชาติ
ป.ป.ช.ยืดเวลาส่งคำร้องฟัน อดีต 44 สส. ก้าวไกล แก้ไข ม.112 ออกไปอีก
สะกดทุกสายตา ปู ไปรยา นั่งฟรอนต์โรว์ชมแฟชั่นโชว์ กระทบไหล่คนดัง
เอาแล้วไง! 'แบงก์กรุงเทพ' ออกกฎ 'บัญชี e-Saving' มีต่ำกว่า 2,000 ถอนเงินจากบัญชีไม่ได้
เลขาฯ กฤษฎีกา ชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ปัดคุยแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี