วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569
นโยบาย “รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย” ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมเริ่มทยอยผลักดันและประกาศนำร่องในบางเส้นทาง กำลังกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างกว้างขวางในสังคมไทย ทั้งในแง่ของความเป็นไปได้ ประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น และความเสี่ยงที่ตามมา โดยเฉพาะในบริบทของการคลังที่ตึงตัว และทิศทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
สาระสำคัญของนโยบายนี้คือการกำหนดให้ประชาชนจ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้าไม่เกิน 20 บาทตลอดสาย โดยเบื้องต้นจะเริ่มจากระบบรถไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ เช่น สายสีม่วงและสายสีแดง ก่อนจะขยายไปยังระบบรถไฟฟ้าที่มีการร่วมทุนเอกชน อย่าง BTS และ MRT สายสีน้ำเงิน ซึ่งต้องมีการเจรจากับผู้รับสัมปทานอีกหลายขั้นตอน
แน่นอนว่าจุดประสงค์หลักของนโยบายนี้คือเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้นลดปัญหาการจราจรและมลพิษทางอากาศใน
เมืองหลวงและปริมณฑล ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเป้าหมายที่ดีในเชิงนโยบายสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม เสียงวิจารณ์จากหลายภาคส่วนก็ไม่อาจมองข้ามได้ โดยเฉพาะกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านงบประมาณที่ตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของนโยบายนี้ในระยะยาว ข้อมูลจากกระทรวงคมนาคมประเมินว่า หากจะทำให้ระบบรถไฟฟ้าทั้งหมดในกรุงเทพฯและปริมณฑลสามารถให้บริการในอัตรา 20 บาทตลอดสายได้ รัฐจะต้องจัดสรรงบประมาณชดเชยให้เอกชนที่ถือสัมปทานมากถึงปีละ 15,000-20,000 ล้านบาท และตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นทุกปีตามจำนวนผู้โดยสารและอัตราค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้น
อีกข้อกังวลหนึ่งคือ นโยบายนี้จะกลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของ “ประชานิยมเชิงปริมาณ”ที่เน้นให้ของถูกหรือฟรีแก่ประชาชน โดยขาดการประเมินต้นทุน-ประโยชน์ในระยะยาว ซึ่งไทยเคยมีบทเรียนมาแล้วจากโครงการประชานิยมในอดีตที่บานปลายกลายเป็นภาระงบประมาณ เช่น โครงการรับจำนำข้าว หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรูปแบบที่ขาดกลไกยกระดับรายได้อย่างยั่งยืน
ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายที่สนับสนุนนโยบายนี้ มองว่า “การอุดหนุนค่าโดยสาร” เป็นหน้าที่ของรัฐในฐานะผู้ให้บริการสาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างค่าโดยสารรถไฟฟ้าของไทยถือว่าสูงที่สุดในเอเชียเมื่อเทียบกับรายได้ประชาชน การลดค่าบริการจึงเป็นการแก้ความเหลื่อมล้ำเชิงระบบ และอาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมจากการหมุนเวียนของเงินในภาคประชาชน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “รถไฟฟ้า 20 บาท”ดีหรือไม่ดี แต่คือ “ทำอย่างไรให้นโยบายนี้ยั่งยืน”
การชดเชยค่าโดยสารควรมีกรอบงบประมาณที่ชัดเจน มีกลไกตรวจสอบและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง รวมถึงควรผูกโยงกับการพัฒนาระบบขนส่งให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่แค่ลดราคาเพื่อหวังผลนิยมในระยะสั้น
แม้จะพยายามมองในแง่ดีว่านี่คือ ความพยายามลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงระบบคมนาคมของคนเมือง แต่ต้องไม่หลงลืมหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานว่า “ไม่มีของฟรีในโลก” หากรัฐไม่มีแผนการรองรับในระยะยาวอย่างรอบคอบ ทั้งในแง่ของงบประมาณ โครงสร้างสัมปทาน และการควบคุมต้นทุน นโยบายนี้อาจไม่ต่างจากการวาดฝันที่ใช้เงินภาษีอนาคตมาจ่ายในวันนี้
ท้ายที่สุด การขนส่งสาธารณะที่ดีควรเป็นทั้ง“ของประชาชน” และ “อยู่ได้ด้วยตัวเอง” มิใช่ต้องอยู่ได้ด้วยเงินอุดหนุนตลอดไป

นนนี่ ตอบแล้ว หลังลบรูปสามีเกลี้ยงไอจี ส่อแววเตียงหัก
รมว.พลังงาน สั่งด่วน ระงับการส่งออกน้ำมัน เหตุสู้รบตะวันออกกลาง ยันไทยมีพอใช้ 60 วัน
ละมุนทุกช็อต พั้นช์ วรกาญจน์ แจกความสดใสริมชายหาด
อนุทิน ไปต่อ! ดูจุดเพลิงไหม้ ตชด.21 ตรวจซากคลังสรรพาวุธ ย้ำจนท.เคลียร์พื้นที่ปลอดภัย
ไฟสงครามปะทุ อิสราเอล โจมตี อิหร่าน ระลอกใหม่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี