วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569
คนทั่วไปที่ให้การยกย่องเชิดชูหลักทางวิชาการ มักจะมองด้วยความศรัทธาว่าครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย เป็นบุคคลผู้มีความน่าเชื่อถือสูง มีสติปัญญาสูง และมีความซื่อสัตย์สุจริตสูง
แต่ในความเป็นจริงในยุคปัจจุบันปรากฏว่าความเชื่อดังกล่าวไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป เพราะพบเป็นประจำว่าครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยมีพฤติกรรมสัมพันธ์กับการทุจริตคอร์รัปชันในรูปแบบต่างๆ อาทิ เบียดบังเวลาทำงาน ใช้ตำแหน่งงานวิชาการไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบ การใช้ข้าวของทรัพย์สินของราชการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ที่น่าวิตกยิ่งกว่าคือกรณีใช้วุฒิการศึกษาปลอม การลอกเลียนงานวิชาการ และการมีพฤติกรรมส่วนตัวที่เข้าข่ายละเมิดทางเพศกับนิสิต นักศึกษา รวมถึงจำพวกที่หลอกใช้เด็กให้ออกไปเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นต้น
สาธารณชนพบเห็นมาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2-3 ทศวรรษแล้วว่า ครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยใช้ตำแหน่งนักวิชาการเพื่อเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวเช่น การวิ่งเต้นเพื่อให้ได้เป็นที่ปรึกษาทางการเมือง หรือเพื่อให้ได้ตำแหน่งอื่นๆ อาทิ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงการวิ่งเต้นเพื่อเข้าไปรับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ประจำตัวของสมาชิกวุฒิสภา เป็นต้น
อ้างผลสำรวจความเห็นประชาชนของสำนักโพลไอเอฟดี สังกัดบริษัท ตรวจสอบภายในธรรมนิติ จำกัด เมื่อปี 2560 ระบุว่าประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระบุว่ามีการทุจริตคอร์รัปชันในมหาวิทยาลัยมากที่สุด และประชาชนไม่มั่นใจว่ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหานี้ได้ และมองว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในมหาวิทยาลัยคือต้นตอสำคัญต่อการผลิตและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิชาการระดับสูงอันส่งผลเสียต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมของประเทศ
ความเสียหายอันเกิดจากการทุจริตให้มหาวิทยาลัยทำให้ประเทศสูญเสียงบประมาณแผ่นดินมหาศาล และไม่เป็นผลดีต่อคุณภาพทางวิชาการ และยังส่งผลเสียต่อระบบคุณธรรม และความเท่าเทียมในสังคม
เมื่อกลับไปค้นคว้างานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการไทยจะพบว่ามีการระบุถึงการทุจริตคอร์รัปชันในแวดวงการศึกษารวมอยู่ด้วย รูปแบบการทุจริตที่ปรากฏเป็นประจำคือ การเรียกรับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างประกวดราคาวัสดุครุภัณฑ์ทางการศึกษา การใช้ตำแหน่งวิชาการและตำแหน่งราชการเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เช่น การเบิกจ่ายต่างๆ รวมถึงการอนุมัติการเดินทางต่างๆ ซึ่งอ้างว่าเป็นการเดินทางเพื่อราชการ การฮั้วประมูลต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องการประกวดราคาจัดซื้อจัดจ้างประกวดราคาวัสดุ ครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง และการใช้ทรัพย์สินของราชการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
แต่สำหรับการทุจริตในมหาวิทยาลัยที่พบเห็นเป็นประจำคือ เรื่องที่ครูอาจารย์เบียดบังเวลาการทำงานไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น ครูอาจารย์จำนวนไม่น้อยงดการสอนเป็นประจำ โดยอ้างว่าต้องไปประชุมกับส่วนราชการอื่นๆ หรือการรับตำแหน่งที่ปรึกษาในหน่วยงานทั้งของภาครัฐ และภาคเอกชน นอกจากนี้
ยังพบด้วยว่าผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของรัฐยังรับตำแหน่งกรรมการของบริษัทเอกชนทั้งๆ ที่ตนเองยังดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัย และยังพบอีกว่าครูอาจารย์จำนวนหนึ่งรับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการเมืองให้กับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ทั้งๆ ที่ตนเองยังมีภาระการสอนในมหาวิทยาลัย หรือการใช้เล่ห์กลให้นักการเมืองระดับรัฐมนตรีทำเอกสารของตัวไปทำหน้าที่ที่ปรึกษา หรือบางรายก็วิ่งเต้นเพื่อให้ตนเองเข้าไปอยู่ในกรรมาธิการต่างๆ ของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เป็นต้น
อันที่จริง หากจะพูดถึงพฤติกรรมทุจริตของครูอาจารย์ในระดับประถมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ก็จะสามารถระบุเหตุทุจริตได้อีกมากมาย อาทิ การทุจริตเงินค่าอาหารของนักเรียน และการทุจริตการเบิกจ่ายงบประมาณการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ครุภัณฑ์ การทุจริตเงินค่านมสำหรับนักเรียน (นมโรงเรียน)
ส่วนการทุจริตในระดับอุดมศึกษา หรือมหาวิทยาลัยก็พบว่ามีรูปแบบต่างๆ อาทิ การเบิกจ่ายงบประมาณเท็จ เช่น ตั้งเรื่องเบิกเงินเพื่อการฝึกอบรม หรือการสัมมนา แต่ในความเป็นจริงไม่มีการฝึกอบรม และการสัมมนา การทุจริตนำของราชการไปใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว การใช้บ้านหลวงทั้งๆ ที่ไม่สมควรจะต้องได้รับบ้านหลวง การเรียกรับเงินใต้โต๊ะจากร้านค้าและบริษัทที่ขายวัสดุ ครุภัณฑ์ให้กับมหาวิทยาลัย การเบิกเงินค่ายานพาหนะ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงโดยมิชอบ การใช้รถยนต์ของทางราชการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว การนำทรัพย์สินราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว การเบียดบังเวลาราชการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น การเดินทางไปต่างประเทศโดยละทิ้งภารกิจการสอน เป็นต้น
การทุจริตคอร์รัปชันอีกประการหนึ่งในมหาวิทยาลัยคือการอ้างว่าเดินทางไปประชุมศึกษาดูงานวิชาการในต่างประเทศ ทั้งๆ ที่ในความจริงคือการเดินทางไปท่องเที่ยว และซื้อของโดยการใช้เงินงบประมาณราชการและเบียดบังเวลาราชการ
เมื่อพูดถึงการอ้างว่าไปดูงานต่างประเทศโดยหน่วยงานราชการต่างๆ ก็จำเป็นต้องพูดให้ครอบคลุมไปถึงหน่วยงานของกองทัพและตำรวจ รวมถึงกระทรวงทบวงกรมต่างๆ และสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงวุฒิสภาด้วย เพราะปรากฏความไม่โปร่งใสในเรื่องดังกล่าวเป็นประจำ แต่บทความนี้จะยังไม่ลงรายละเอียดในหน่วยงานราชการอื่นๆ เนื่องจากต้องการเน้นให้เห็นการทุจริตภายในมหาวิทยาลัยเป็นสำคัญก่อน แต่ก็ต้องขอย้ำว่าการทุจริตด้วยการอ้างว่าเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศเกิดกับทุกหน่วยราชการ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย (วันหน้าจะกลับมากล่าวถึงการทุจริตภายในองค์กรรัฐอื่นๆ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย)
กลับไปพูดถึงการทุจริตภายในมหาวิทยาลัย จะพบว่ามีเรื่องใหญ่ที่เป็นที่กล่าวขานอย่างมากในสังคมไทยคือ ประเด็นการใช้เงิน 6 ล้านบาท ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยอ้างว่าพาคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย ไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ เมื่อปี 2557 โดยเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส เป็นเวลารวม 9 วัน ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ระบุชัดว่าเป็นการใช้เงินไม่ชอบด้วยระเบียบราชการ และระบุด้วยว่าการเดินทางดังกล่าวไม่ได้ไปเพื่อศึกษาดูงานด้านการศึกษาตามที่อ้างไว้ในการขอเบิกงบประมาณไปใช้ แต่เป็นการไปท่องเที่ยวต่างประเทศเท่านั้น ผลการสอบสวนเรื่องนี้ส่งผลให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ในยุคที่เกิดเหตุไม่ชอบนั้นผิดวินัยอย่างร้ายแรง และต้องชดใช้ด้วยการคืนเงินให้มหาวิทยาลัย
อีกประการหนึ่งที่เท่ากับจงใจประจานความสามานย์ของมหาวิทยาลัยก็การมีพฤติกรรมเสมือนขายปริญญาบัตร ตามคำวิพากษ์ของสังคมที่ว่า จ่ายครบ จบแน่
มหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชนที่เน้นการหาเงินโดยไม่สุจริตด้วยนโยบาย จ่ายครบ จบแน่ คือมหาวิทยาลัยที่ไม่เน้นหลักวิชาการ แต่เน้นการหาเงินเข้ากระเป๋า และเพียงเลี้ยงกระเพาะของผู้บริหารมหาวิทยาลัย และแก๊งอาชญากรในมหาวิทยาลัยเท่านั้น เรามักพบว่ามีพฤติกรรมเสมือนการขายปริญญาบัตรในหลักสูตรคณะวิชาด้านสังคมศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่ทุกวันนี้มีการผลิตบุคลากรด้านสังคมศาสตร์ที่มีคุณภาพจริงๆ น้อยมาก ส่วนมากที่ผลิตออกไปนั้นก็มักเป็นพวกไร้คุณภาพ ไร้สติปัญญา และไร้คุณธรรม เราพบด้วยว่ามีการกระทำที่น่าจะเข้าข่ายขายปริญญาบัตรด้วยการอ้างว่าเทียบโอนหน่วยกิตได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าเรียนอย่างเป็นทางการ บางแห่งยังรับรองอีกว่าสามารถเรียนจบได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วจนผิดสังเกต เช่น ระบุว่าจบปริญญาโทภายใน 1 ปี หรือหนึ่งปีครึ่ง จบปริญญาเอกในระยะเวลา 2-3 ปี เป็นต้น
มีคำพูดว่าการซื้อปริญญาบัตรปลอมจากเว็บไซต์ต่างๆ ที่ลงข่าวปริญญาบัตรทั้งตรี โท และเอก ยังไม่น่ากลัวและน่ารังเกียจเท่ากับการที่มหาวิทยาลัยจริงๆ ยอมขายปริญญาบัตรให้กับผู้ไร้ความรู้ ไร้สติ ไร้ปัญญา เพราะการซื้อปริญญาบัตรปลอมนั้นยังสามารถตรวจสอบได้ว่าได้ปริญญามาไม่ชอบ หรือผิดกฎหมาย แต่การอ้างว่าเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงมิได้เข้าไปเรียนอย่างจริงๆ จังๆ แต่แค่เพียงจ่ายเงินให้กับผู้บริหารมหาวิทยาลัย แล้วสุดท้ายได้รับปริญญาบัตร
นี่คือการทำร้าย และทำลายคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยที่รุนแรงที่สุด
เรื่องชั่วช้าสามานย์แบบนี้เกิดขึ้นจริงในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศไทย ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ว่าแต่ว่า คุณผู้อ่านคอลัมน์นี้มีส่วนสนับสนุนความชั่วช้าที่ว่านี้ด้วยหรือไม่ เหตุที่ถามตรงๆ เช่นนี้ เพราะในระยะ 10-20 ปีนี้มีคนไทยจำนวนไม่น้อยได้วุฒิปริญญาเอก ใช้คำนำหน้าชื่อว่า ดอกเตอร์กันจนเกลื่อนเมือง แต่ส่วนมากเป็นดอกเตอร์ที่ปราศจากปัญญา แล้วก็ต้องย้ำว่า เรื่องชั่วช้าเช่นนี้เกิดขึ้นได้ เพราะว่ามหาวิทยาลัยกลายเป็นแหล่งทุจริตคอร์รัปชัน
วันหน้าจะมาชวนคุณคิดเรื่องมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งรวมบุคคลผู้มีความคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยหลอกใช้นิสิตนักศึกษาเป็นเครื่องมือก่อเหตุ

ไฟลุกทั้งชายหาด ชิปปี้ เสิร์ฟลุคบิกินีอวดหุ่นเป๊ะ แฟนๆกดไลก์สนั่น
'อย่าหาทำเลยค่ะ!' หญิงหน่อย อัดยับ รัฐสร้างเงื่อนไขรังแกคนจน บีบคนแก่ทิ้ง 300 บาท แลกสิทธิภาษีลูก
แตกตื่นทั้งงาน! เกิดเหตุยิงกันใกล้เทศกาลในโอไฮโอ บาดเจ็บ 12 ราย
ปีเตอร์ ฟิลลิปส์ หลานคิงชาร์ลส์ วิวาห์กับพยาบาลสาว ราชวงศ์อังกฤษพร้อมหน้า
ชัชชาติ ลุยหาเสียงบึงกุ่ม บางกะปิ ชูนโยบาย ศก.ยกระดับคุณภาพชีวิต ย้ำจุดยืนติดป้าย ต้องเท่าเทียมกัน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี