วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
.jpg)
ในช่วงเตรียมจัดงานประชุมเอเปก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้หลบหนีคดีทุจริตประพฤติมิชอบอยู่ต่างแดน ได้โจมตีประเทศไทยว่าไม่มีความพร้อมในการจัดประชุมเอเปก
ทั้งด้อยค่า ดูหมิ่น ถากถางรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
“...อย่าเป็นเลยเจ้าภาพเอเปก เพราะเป็นแล้วไทยไม่มีความพร้อมสูงมากกับภาวะการประชุมเอเปก ซึ่งมีภาวะแทรกซ้อนของการเมืองระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศสมาชิกสูงมาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศต้องคล่องตัว และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศด้วยกัน กลัวรับมือไม่อยู่ เพราะกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงกระทรวงการคลังของไทยไม่แข็งแรง ยิ่งนายกรัฐมนตรียิ่งไปกันใหญ่ โดยเฉพาะการประชุมครั้งนี้ไม่ปกติ จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซีย ซึ่งอาจขยายความขัดแย้งไปยังเวทีการประชุมอื่น...” – นายทักษิณกล่าว ในคลับเฮ้าส์กลุ่มแคร์
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ยังสำทับด้วยว่า “การจัดการประชุมเอเปก เป็นเรื่องที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมอย่างมาก แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่า การประชุมเอเปกที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ รัฐบาลมีการเตรียมความพร้อมทั้งในแง่ของเนื้อหาสาระ พิธีการต่างๆ มีการลงในรายละเอียดเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้น หากไม่มีการเตรียมการอย่างดี อาจจะเป็นการจัดการประชุมเอเปกครั้งหนึ่งที่อาจจะเป็นความล้มเหลว ซึ่งน่าเป็นกังวลมาก เพราะประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ”
หลังจากนั้นนายทักษิณยังได้โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ ระบุว่า รัฐบาลนี้ไม่มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ประธานเอเปก เพราะครั้งนี้จะมีความซับซ้อน ยากกว่าทุกครั้ง พร้อมระบุว่า ถ้าหากจะต้องมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ก็น่าจะได้ทีมที่จะเป็นเจ้าภาพได้ดีกว่านี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากกว่า
1. ในที่สุด ความจริงปรากฏว่า เวทีการประชุมเอเปกในไทย ได้รับการชื่นชมอย่างที่สุด ว่าไทยจัดงานได้ระดับเวิลด์คลาส
และยังเป็นเวทีเดียวในระดับนานาชาติที่สามารถบรรลุเป้าหมายร่วมกันของชาติสมาชิกที่เข้าร่วม Bangkok Goals โดยไม่ปล่อยให้ลื่นไถลไปเป็นเวทีโจมตีรัสเซียฝ่ายเดียว
ไม่ทราบว่า ทั้งนายทักษิณ นายสุรพงษ์ ละอายแก่ใจตัวเองบ้างหรือไม่?
คนที่ยังหลงเชื่อคำพูดของคนกลุ่มนี้ ที่ชอบด้อยค่า ให้ร้ายประเทศตัวเอง ยังจะหลงลมปากคนพวกนี้ไปอีกนานเท่าใด?
2. ไทยบรรลุผลในการผลักดัน เศรษฐกิจ BCG ในระดับผู้นำเอเปก และในระดับทวิภาคียังบรรลุผลการเจรจาข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศที่นำผลประโยชน์เข้าประเทศอีกมหาศาล ทั้งกับจีน ซาอุฯ ญี่ปุ่น ฯลฯ
3. คาดว่า การลงทุนที่จะเกิดขึ้นตามมาภายใต้นโยบาย BCG มากกว่า 6 แสนล้านบาท
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากการที่ประเทศไทยได้ผลักดันให้เกิดการรับรอง “เป้าหมายกรุงเทพฯ” ว่าด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bangkok Goals on BCG Model) ในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ค.ศ. 2022 ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุดของการเป็นเจ้าภาพเอเปกของไทยในปีนี้
ถือเป็นกรอบการดำเนินการกำหนดเป้าหมายร่วมกันเพื่อให้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เจริญเติบโตอย่างเข้มแข็ง สมดุล มั่นคง และยั่งยืน
โดยผ่านความร่วมมือ 4 ด้าน คือ 1. การจัดการผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ 2. การส่งเสริมการค้าและการลงทุนที่ยั่งยืนและครอบคลุม 3. การอนุรักษ์บริหารจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยังยืน และ4. การบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
น.ส.รัชดา กล่าวว่า ผลจากการจัดประชุมเอเปกครั้งนี้ ยังเป็นโอกาสแสดงศักยภาพของประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG และสร้างความตื่นตัวแก่คนในสังคมถึงทิศทางการเดินหน้าของประเทศ ในส่วนของภาคเอกชนได้มีการขยายการลงทุนใน BCG ไปแล้ว ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ อาทิ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการใช้นวัตกรรม การใช้พลังงานสะอาด การแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นสินค้ามูลค่าสูง อาทิ อาหารเพื่อสุขภาพ ยาสมุนไพร เครื่องสำอาง พลังงาน เป็นต้น ความสำเร็จดังกล่าว บางส่วนได้นำมาเผยแพร่ในงานประชุมเอเปกซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่เกี่ยวข้องกับ BCG ควบคู่ไปกับมาตรการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจ EEC
“ภาคเอกชนชื่นชมและพอใจกับความสำเร็จในการผลักดัน BCG ของรัฐบาล และรัฐบาลก็พร้อมที่จะรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนในการเดินหน้าต่อไปให้เกิดผลสำเร็จอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ มีการประเมินจาก ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยว่า ผลจากการประชุมเอเปกจะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยขยายตัว โดยเฉพาะการลงทุนที่จะเกิดขึ้นตามมา ภายใต้นโยบาย BCG มากกว่า 6 แสนล้านบาท ครอบคลุมทุกกิจกรรมการผลิต เช่น เกษตรกรรม อุตสาหกรรม ป่าไม้ ปศุสัตว์ เหมืองแร่ ก๊าซธรรมชาติ ขนส่ง บริการธุรกิจ ค้าส่งค้าปลีก โรงแรมที่พัก เป็นต้น” - รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
4. IMF มองเศรษฐกิจไทยปีหน้าโตสวนทางเศรษฐกิจโลก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประมาณการเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ร้อยละ 3.7 ในปี 2566 (จากร้อยละ 2.8 ในปีนี้)
พร้อมกับคาดว่าการว่างงานของไทยจะอยู่ในอัตราต่ำที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิกที่ 1.0%
ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่ IMF มองว่าเศรษฐกิจจะยังขยายตัวได้ท่ามกลางการชะลอตัวของทั่วโลกที่เผชิญกับความท้าทายจากภาวะเงินเฟ้อ และต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น
ข้อมูลประมาณการเศรษฐกิจโดย IMF ดังกล่าว ได้มีการเปิดเผยระหว่างที่นางคริสตาลินาจอร์เจียวา ผู้อำนวยการ IMF เยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมเวทีการประชุมผู้นำเอเปก เมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่ง IMF เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเอเปกส่วนใหญ่กำลังชะลอตัวลง และอย่างน้อย 1 ใน 3 ของโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ทำให้จีดีพีทั่วโลกในปี 2566 จะขยายตัวได้ร้อยละ 2.7 (ชะลอลงจากร้อยละ 3.2 ในปี 2565)
รองโฆษกฯ ไตรศุลี ไตรสรณกุล มองว่า ความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลมีผลสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยขององค์กรทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนับแต่สามารถจัดการกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ให้อยู่ภายใต้การควบคุมได้ รัฐบาลได้เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเตรียมภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่ แรงงานจำนวนมากให้พร้อมรับนักท่องเที่ยว การมีมาตรการดึงดูดนักลงทุน เปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ๆ มาตรการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทย สำหรับภาคการท่องเที่ยวไทยรัฐบาลได้เตรียมตัวมาตั้งแต่กลางปี 2564 ด้วยการนำร่องภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ แล้วทยอยเปิดประเทศอย่างระมัดระวัง จนถึงขณะนี้สามารถเปิดประเทศได้เต็มที่ นักท่องเที่ยวทั่วโลกก็เดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งหากจีนที่เป็นตลาดท่องเที่ยวสำคัญของไทยผ่อนคลายนโยบายจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งความชัดเจนของนโยบายนี้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งนักลงทุน นักท่องเที่ยว และผู้ที่ประเมินประเทศไทย
5. สภาพัฒน์เผย เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 โต 4.5% คาดทั้งปี’65 ขยายตัวได้ 3.2%
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสที่ 3 ของปี 2565 ว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้น โดยขยายตัวได้ 4.5%
เครื่องชี้วัดต่างๆ ปรับตัวดีขึ้นเกือบทั้งหมด ทั้งการบริโภคภาคเอกชน การลงทุน ปริมาณการส่งออก รวมถึงสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร เป็นต้น
เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการโควิด และมีการเปิดภาคการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้น
คาดว่า ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดปี 2565 จะเดินทางเข้ามาประเทศไทยกว่า 10.2 ล้านคน มีรายรับกว่า 5.7 แสนล้านบาท
และคาดว่าในปี 2565 นี้ เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.2%
“ปี 2566 คาดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากการเปิดประเทศมากขึ้น คาดเข้ามากว่า 23.5 ล้านคน มีรายรับกว่า 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งในปีหน้าการท่องเที่ยวจะเป็นการสนับสนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจ” – เลขาฯ สภาพัฒน์เผย
6. ภาคการผลิตจริงฟื้นตัวต่อเนื่อง
ไม่ต้องเอาอะไรอื่น ภาคอสังหาริมทรัพย์
ผลประกอบการ 9 เดือน (มกราคม-กันยายน 2565) ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สอบผ่านฉลุย
หลายบริษัททำยอดขาย และกำไรนิวไฮด้วยซ้ำ
รวมทั้งบริษัทของตระกูลชินวัตร และบริษัทของว่าที่แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยด้วย
ด้าน “รายได้” อันดับ 1 เอพี ไทยแลนด์ 29,842 ล้านบาท, อันดับ 2 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 27,684 ล้านบาท และอันดับ 3 ศุภาลัย 25,454 ล้านบาท
ด้าน “กำไรสุทธิ” อันดับ 1 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 6,322 ล้านบาท, อันดับ 2 ศุภาลัย 6,088 ล้านบาท และอันดับ 3 เอพี ไทยแลนด์ 4,755 ล้านบาท
นี่คือสภาวะที่นักโทษหนีคดีและลิ่วล้อพยายามจะบิดเบือนปั่นหัวสาวกว่า เศรษฐกิจไทยจะแย่แล้ว ต่างชาติไม่เชื่อมั่น รัฐบาลประยุทธ์จัดการประชุมเอเปกจะล้มเหลว ต้องไล่ออกไปจากอำนาจ
คนบางคน นับวัน ยิ่งพูดยิ่งเหมือนผายลมทางปาก !!!
มีแต่ของเน่าเหม็น ไม่มีอะไรเชื่อถือได้เลย!!!
สารส้ม

แผ่นดินไหวเมียนมา! ขนาด 5.9 ลึก 10 กม. ห่างเมืองแม่ฮ่องสอน ประมาณ 259 กม.
หวานซ่อนแซ่บ! เบียร์ เดอะวอยซ์ สลัดผ้าสวมบิกินีสีชมพูเว้าสูงปรี๊ด
บีบหัวใจแม่! ลูกสาวเหยื่อเครนมรณะที่โคราช เผยที่สุดท้ายพาแม่ไปไหว้ปู่ศรีสุทโธคำชะโนด
ระทึก! ไฟไหม้ท่อยางน้ำทิ้ง สะพานภูมิพลฯ ฝั่งปู่เจ้าสมิงพราย (มีคลิป)
‘ศุภจี’ นำทัพ ‘ภูมิใจไทย’ หาเสียง ‘ตลาดโชคชัย4’ พ่อค้า-แม่ค้า-ปชช.ให้กำลังใจสานงานต่อ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี