วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569
.jpg)
คดีล่าสุด ศาลพิพากษาจำคุก นักศึกษา มช. ผิด ม.112 และ พ.ร.บ.ธงฯ จำคุกรวม 3 ปี 6 เดือน (รอลงอาญา)
จำเลยดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการชูแสดงแผ่นพลาสติกคล้ายธงชาติ ไม่มีสีน้ำเงิน มีข้อความดูหมิ่น
พอศาลพิพากษาว่ามีความผิด แนวร่วมม็อบ 3 นิ้วก็พยายามบิดเบือนคดีนี้
อ้างว่า แค่ชูงานศิลปะคล้ายธงชาติไม่มีสีน้ำเงิน ก็คุก 3 ปี ซึ่งเป็นการบิดเบือนอย่างหน้าด้าน
ความจริงเกี่ยวกับคดีนี้ เป็นอย่างไร?
1. ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาคดีความผิด ม.112 และ พ.ร.บ.ธงฯ
รามิล - ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ และเท็น - ยศสุนทร รัตตประดิษฐ์ นักศึกษา มช. เป็นจำเลย จากการกระทำในการชุมนุมการเมือง บริเวณสนามรักบี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2564
พิพากษาลงโทษตาม ม.112 จำคุก 4 ปี และ พ.ร.บ.ธง จำคุกอีก 8 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 4 เหลือจำคุกรวม 3 ปี 6 เดือน ปรับคนละ 1,500 บาท
และศาลเห็นว่าจำเลยทั้งสองยังเป็นนักศึกษาและไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกใหัรอลงอาญา 3 ปี ให้คุมประพฤติ 2 ปี
นับว่า ศาลยุติธรรมให้ความเมตตาแก่จำเลยมาก
2. คดีนี้ ศาลอ่านคำพิพากษาโดยสรุป
ข้อเท็จจริง
พยานโจทก์เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้พบเห็นเหตุการณ์ทั้งสามปาก ได้เบิกความถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2564 ที่สนามรักบี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มีพยานพบเห็นชาย 2 คน ถือวัสดุคล้ายธงชาติไปวางไว้ และมีประชาชนมาร่วมกันเขียนข้อความหลายคน โดยพยานจำได้ว่าคือจำเลยทั้งสองในคดีนี้
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้นำวัสดุดังกล่าวไปวางไว้จริง
เมื่อพิจารณาแถบของวัสดุดังกล่าว มีลักษณะใกล้เคียงกับลักษณะของธงชาติ ตามมาตรา 5 อนุ 1 ของ พ.ร.บ.ธง พ.ศ. 2522 แตกต่างเพียงสัดส่วนที่ไม่ตรงกัน แม้จำเลยทั้งสองจะต่อสู้ว่าไม่ได้มีเจตนาทำผลงานคล้ายคลึงกับธงชาติ
พยานยืนยันว่า จำเลยทั้งสองได้ชูวัสดุดังกล่าวขึ้นเป็นเวลาประมาณ 10 นาที โดยพยานทั้งสามปากอยู่คนละจุดกัน แต่เบิกความในลักษณะเดียวกัน โดยมีพยาน 1 ปาก ที่ระบุว่าการชูวัสดุดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่พิธีกรเชิญชวนให้มีการเคารพธงชาติ
จากภาพถ่ายพยานหลักฐานในคดี บางภาพเห็นจำเลยทั้งสองหยุดนิ่งกับที่ แต่บางภาพมีการเคลื่อนที่ไปไม่น้อย ไกลเกินกว่าจะเป็นการพับเก็บตามที่จำเลยอ้าง
มีภาพที่บุคคลผู้เข้าร่วมกำลังยืนอยู่ด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยชูวัสดุขณะเปิดเพลงชาติ ไม่ใช่การชูขึ้นเพื่อพับเก็บแต่อย่างใด
พบข้อความที่เขียนบนวัสดุดังกล่าวว่า “Revolution Flag” ย่อมทำให้เข้าใจว่ามีผู้ที่มาเขียนข้อความเข้าใจว่าวัสดุดังกล่าวมีลักษณะคล้ายธงชาติ
เมื่อพิจารณารูปแบบ ลักษณะ และช่วงเวลาที่จำเลยชูขึ้นประกอบกัน จึงทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าวัสดุดังกล่าวเป็นธงชาติ เห็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ธง พ.ศ. 2522 มาตรา 51 แล้ว
ศาลชี้ว่า การทำสีแถบคล้ายกับธงชาติ แต่มีพลาสติกใสแทนแถบบริเวณสีน้ำเงิน และชูในงานชุมนุมขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงเวลาที่มีการเคารพธงชาติ แสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองไม่ต้องการให้มีพระมหากษัตริย์ในธงชาติไทย อันเป็นลดทอนคุณค่าของพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ถือเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำปากกามาวางไว้บริเวณวัตถุดังกล่าว เพื่อทำงานศิลปะที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชมนั้น จำเลยทั้งสองย่อมคาดหมายได้ว่าผู้ชมอาจเขียนข้อความอะไร
ส่วนข้อความที่ปรากฏบนวัสดุ คำว่า “พอแล้วไอษัตร์” พบว่าถูกเขียนเป็นตัวขนาดใหญ่ด้านที่จำเลยที่ 1 ยกชูขึ้น เจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่าได้เห็นถ้อยคำนี้ก่อนยกชูขึ้น แต่ไม่เข้าใจความหมาย
คำว่า “ษัตร์” ไม่มีความหมายตามพจนานุกรม แต่ฟังเสียงคล้ายกับคำว่า “ไอ้สัตว์” ที่ใช้กล่าวติเตียน ด่าว่า และพ้องรูปกับคำว่า “กษัตริย์” เมื่อพิจารณาว่าถูกเขียนลงบนวัสดุคล้ายธงชาติที่ไม่มีสีน้ำเงิน บุคคลย่อมทราบและเข้าใจว่าความหมายว่า “ให้พระมหากษัตริย์หยุดได้แล้ว” และมีคำว่า “ไอ้” ซึ่งเป็นคำไม่สุภาพ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เข้าใจความหมายเช่นกัน ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจอธิปไตยผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล และโดยที่พระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ ถ้อยคำดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์
และคำว่า “พอแล้ว” หมายถึงพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน ไม่ใช่อดีต
จึงเป็นการดูหมิ่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ส่วนข้อความขนาดเล็กถูกเขียนกระจายกันอยู่จำนวนมาก ศาลชี้ว่าจำเลยอาจจะมองไม่เห็นข้อความก็เป็นได้ ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เห็นข้อความดังกล่าวหรือไม่ และเข้าใจความหมายของข้อความหรือไม่ อย่างไร การกระทำของจำเลยที่ 2 ในการชูวัสดุดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดในกรณีนี้
จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษเป็นกระทงความผิดไป
ข้อหาตามมาตรา 112 ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี และข้อหาตาม พ.ร.บ.ธง มาตรา 51 ให้ลงโทษจำคุก 8 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท
จำเลยทั้งสองให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ข้อหาตามมาตรา 112 คงจำคุก 3 ปี และข้อหาตาม พ.ร.บ.ธง คงจำคุก 6 เดือน ปรับคนละ 1,500 บาท
รวมโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน ปรับคนละ 1,500 บาท
ศาลเห็นว่า จำเลยทั้งสองยังเป็นนักศึกษา ใกล้สำเร็จการศึกษาแล้ว หากต้องรับโทษจำคุกย่อมเสียประวัติ ประกอบกับจำเลยทั้งสองไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 3 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยทั้งสอง มีกำหนด 2 ปี โดยให้รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานคุมประพฤติทั้งหมด 8 ครั้ง และให้ยึดของกลางในคดีนี้
3. ความจริง บนธงดังกล่าว ยังมีข้อความจาบจ้วงหยาบคาย ใส่ร้ายด้วยความเท็จอีกหลายข้อความ
มีทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ
ถ้าโจทก์เอาความทุกข้อความ น่าจะหนักกว่านี้
4. คดีนี้มี พ.ต.ท.อานนท์ เชิดชูตระกูลทอง และ ศรีสุวรรณ จรรยา เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธมาตลอด
ศาลนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งหมด 4 นัด เมื่อวันที่ 8-10 ก.พ. และ 2 พ.ค. 2566
ตัวอย่างคำให้การพยานที่น่าสนใจ (ศูนย์ทนายความรวบรวมข้อมูล) อาทิ
พ.ต.ท.อานนท์ เชิดชูตระกูลทอง รองผู้กำกับสืบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุ วันที่ 14 มี.ค. 2564 เวลา 12.00 น. พ.ต.ท.อานนท์ ได้รับแจ้งว่ามีการนัดชุมนุมขับไล่นายกรัฐมนตรีในช่วงเย็นที่สนามรักบี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตนกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนประมาณ 4-5 คน เจ้าพนักงานชุดสืบสวนภาค 5 และตำรวจสันติบาลเข้าสังเกตการณ์บริเวณดังกล่าวโดยแต่งตัวนอกเครื่องแบบ เนื่องจากหากแต่งชุดตำรวจอาจถูกกดดัน และไม่สามารถเข้าไปสถานที่ดังกล่าวได้
เมื่อไปถึงสนามรักบี้ ตนก็ไม่สามารถเข้าไปในบริเวณงานได้เนื่องจากกิจกรรมมีการคัดกรองบุคคลและเจ้าพนักงานตำรวจที่เข้าไปมักจะหน้าเดิมๆ จึงยืนอยู่บริเวณขอบสนาม ในกิจกรรมมีพิธีกร 2 คน ผู้ร่วมกิจกรรมประมาณ 70 คน อายุประมาณ 18-30 ปี ทั้งเพศชายและหญิงคละกัน บางส่วนแต่งกายชุดนักศึกษาและชุดธรรมดา
ขณะนั้นมีชาย 2 คน ถือวัสดุคล้ายธงชาติ กว้างประมาณ 1.2 เมตร ยาวประมาณ 3 เมตรกว่า วัสดุคล้ายธงมีแถบแนวนอน 5 แถบ แถบแนวบนสุดและล่างสุดเป็นสีแดง ถัดมาเป็นสีขาวและตรงกลางเป็นพลาสติกใส โดยแถบที่เป็นพลาสติกใสตรงกลางมีความกว้างกว่าแถบสีที่เหลือ ส่วนแถบสีที่เหลือมีความกว้างเท่ากัน
เบื้องต้นทางตำรวจเห็นเป็นธง แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นธงอะไร จากนั้นพิธีกร 2 คนบนเวทีได้กล่าวถึงการต่อต้านรัฐบาล และได้เชิญชวนให้ผู้ร่วมกิจกรรมเข้ามาเขียนข้อความลงบนวัสดุดังกล่าวที่วางอยู่บริเวณกลางค่อนไปทางขอบสนาม และชาย 2 คนดังกล่าวก็ยืนอยู่บริเวณที่ธงวางอยู่ด้วย
ต่อมา มีประชาชนต่างเข้ามาเขียนข้อความลงบนวัสดุดังกล่าว และอีกราว 20 นาที ชาย 2 คนได้ยกธงขึ้นชู และยืนบริเวณดังกล่าวประมาณ 10 นาที ระหว่างนั้นมีประชาชนส่วนหนึ่งเข้ามาให้ความสนใจและถ่ายรูปไว้ ต่อมาจึงพับเก็บ ระหว่างนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาของพยาน แอบเดินไปถ่ายภาพวัสดุและนำมาเล่าให้ตนฟัง จากนั้นก็มีการชุมนุมต่อ แต่ตนได้กลับไปแล้ว
ตามภาพที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ถ่ายรูปมามีข้อความว่า “พอแล้วไอ้ษัตร์” เมื่อเปิดพจนานุกรมแล้ว ไม่พบคำว่า “ษัตร์” โดยตนเข้าใจว่าตัดมาจากคำว่า “กษัตริย์” นอกจากนี้ยังพ้องเสียงว่าสัตว์ด้วย ส่วนคำว่า “ไอ้” เป็นคำไม่สุภาพ ซึ่งพออนุมานว่าเป็นการด่าพระมหากษัตริย์ว่า “ไอ้สัตว์”
และคำว่า “Fuck 112 if you use 112 fuck you too” คำว่า Fuck หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ ถือเป็นคำสบถด้านลบ ส่วน 112 หมายถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112จึงเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ และคำว่า “สุนัขทรงเลี้ยงออกไป” เป็นคำราชาศัพท์ เป็นคำที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ และคำว่า “112 NO GOD NO KING ONLY HUMAN14/3/2564” ซึ่งหมายถึงไม่เอามาตรา 112 ไม่เอาพระเจ้า ไม่เอาพระมหากษัตริย์ เอาแค่มนุษย์
ภายหลังผู้ใต้บังคับบัญชาได้จัดทำรายงานสืบสวน สามารถระบุตัวบุคคลที่ชูวัสดุดังกล่าวได้ คือจำเลยทั้งสอง โดยเปรียบเทียบวัสดุดังกล่าว กับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2564 ที่มี รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในขณะนั้น เข้าไปตรวจสอบที่หอศิลป์ อาคารเรียน Media Arts and Design โดยมีการตรวจยึดผืนผ้าที่มีลักษณะคล้ายธงชาติ ก่อนทางผู้บริหารคณะวิจิตรศิลป์ มีมติให้นำส่งวัสดุคล้ายธงชาติดังกล่าวส่งต่อตำรวจ เมื่อดูข้อความทั้งหมดปรากฏว่ามี 35 ข้อความ ที่มีการเพิ่มขึ้นมาจากภาพถ่ายในวันที่ 14 มี.ค. 2564
ต่อมา เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2564 จำเลยทั้งสองเดินทางมาที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ ว่าได้ทำการลักทรัพย์ไปจากจำเลยทั้งสอง พ.ต.ท.อานนท์ จึงเข้าใจได้ว่าวัสดุคล้ายธงชาตินี้เป็นของจำเลยทั้งสอง เพราะคณบดีฯ ได้นำมามอบไว้ก่อนแล้ว
ส่วนจำเลยที่ 1 อ้างว่า ทำชิ้นงานศิลปะร่วมกับเพื่อน ต้องการให้เป็น “งานศิลปะบนพื้นที่สาธารณะ” โดยมีปฏิสัมพันธ์กับคน บุคคลทั่วไปสามารถเขียนข้อความอะไรก็ได้
จำเลยที่ 2 อ้างว่า ไม่มีเจตนาทำงานให้คล้ายธงชาติ แต่ “แถบสีนามธรรม” สะท้อนความคิด-ความหมายของผู้มองงานศิลปะ การตีความย่อมเป็นสิทธิแต่ละคน
วิญญูชนก็ลองพิจารณา ว่าเจตนาแท้จริงของคนทำ คืออะไร? แล้วคำให้การเช่นนี้ในภายหลัง เชื่อถือได้ไหม?
สารส้ม

สายทุเรียนเซฟไว้! หมอเผยทริคกินทุเรียนยังไง ให้น้ำตาลไม่พุ่งปรี๊ด
คูเวต ไล่ทูตอิหร่านพ้นประเทศภายใน 24 ชม. หลังเกิดเหตุโจมตีอาคารสนามบิน
ทอ.ส่ง โดรนพระราชทาน สนับสนุนดับไฟใหม้ ตลาดสามแยกไทยรุ่ง ขอนแก่น
ด่วน! ปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน-โซฮอล์ 40 สตางค์/ลิตร ดีเซลขยับ 80 สตางค์/ลิตร มีผลพรุ่งนี้
แฟนทั่วโลกอาลัย พีโบ ไบรสัน เสียชีวิตแล้วในวัย 75 ปี ปิดตำนานเจ้าของเสียงร้องเพลงดิสนีย์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี