วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569
บทความสองตอนที่แล้ว ได้เขียนถึงกฎหมายที่ออกมาในยุคเผด็จการตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีลักษณะเป็นทั้งคำสั่งและประกาศของคณะปฏิวัติแต่ก็มีผลและสภาพเป็นกฎหมาย ซึ่งโดยทั่วไปมักจะมีรูปแบบในการเขียนดังนี้
.jpg)
อย่างไรก็ดี...รูปแบบของคำสั่งหรือประกาศคณะปฏิวัตินั้น หาใช่เป็นรูปแบบกฎหมายที่แท้จริงไม่
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อได้มีการปรับปรุงระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัยเยี่ยงนานาประเทศ ศาลยุติธรรมได้วินิจฉัยคดีตามหลักนิติศาสตร์ของอารยประเทศ คือพระบรมราชโองการใดๆ ของพระมหากษัตริย์จะเป็นคำสั่งหรือ คำบังคับปวงชน ได้นั้นต้องตราเป็น “บทกฎหมาย” คือ พระราชบัญญัติพระราชกฤษฎีกา พระราชกำหนด ประกาศพระบรมราชโองการ และถ้าพระราชดำรัสหรือพระราชหัตถเลขา ซึ่งเป็นเพียงความเห็นของพระองค์นั้นขัดแย้งกับบทกฎหมายที่พระองค์ทรงบัญญัติขึ้นก็ดี หรือที่พระมหากษัตริย์ปางก่อนทรงบัญญัติขึ้นก็ดี ยังมิได้ยกเลิกนั้นก็ต้องเชื่อถือตามบทกฎหมายใหญ่ๆ มิใช่พระมหากษัตริย์ตรัสคำใด ก็แก้บทความหมายมิได้
ก่อนการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. ๒๔๗๕ รูปแบบในการประกาศใช้กฎหมายเป็นไปในทำนองรับพระบรมราชโองการมาประกาศ และไม่มีการลงนามในการประกาศด้วย ซึ่งพอจะอนุมานแบบได้ดังนี้

ภายหลังจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ แล้ว แบบกฎหมายได้เปลี่ยนไปตามพระราชบัญญัติ
ดังกล่าว โดยมีพระปรมาภิไธย และผู้รับพระบรมราชโองการ พออนุมานแบบได้ดังนี้
.jpg)
อนึ่ง เมื่อได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม (พุทธศักราช ๒๔๗๕) แล้ว “ผู้รับพระบรมราชโองการ” ได้เปลี่ยนเป็น “ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ” ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ต่อมา เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ เสด็จกลับมาประทับในประเทศสยาม และปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระองค์เอง จึงได้มีการวางแบบกฎหมายเพิ่มเติม ตามรูปแบบดังนี้

ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติที่ถือเป็นกฎหมายอันมีความสำคัญนั้นจะตราขึ้น ก็แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภาเท่านั้น ซึ่งเมื่อได้ผ่านขบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภา หรือในกรณีที่เป็นกฎหมายของฝ่ายบริหารอันได้แก่ พระราชกำหนด หรือ พระราชกฤษฎีกา นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยและบทกฎหมายพระราชหัตถเลขาหรือพระบรมราชโองการใด อันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินนั้น จะต้องมีนายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
จากตัวอย่างรูปแบบของกฎหมายข้างต้นนั้นจะเห็นได้ว่า ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ดี สมัยระบอบประชาธิปไตยก็ดี รูปแบบกฎหมายนั้นจะต้องตราขึ้นโดยการลงปรมาภิไธยอันต่างจากคำประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิวัติ
อย่างไรก็ดี ขั้นตอนในการเสนอร่างกฎหมายต่อองค์พระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาธิไธยจะต้องมีใบปะหน้ารูปแบบดังตัวอย่างต่อไปนี้แนบไว้ด้วย

ศาสตราจารย์พิเศษ
ดร.ปรีชา สุวรรณทัต
หมายเหตุ :
รายละเอียดเรื่อง การร่างกฎหมายไทย ดูเพิ่มเติมได้จากเอกสารวิจัยส่วนบุคคลของนายปลั่ง มีจุล อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลายสมัยที่ทำเสนอต่อวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ประจำปีการศึกษา ๒๕๐๘

ศก.ไทยยังแข็งแกร่ง!! เอกนิติ สั่งคลังประเมินผลกระทบศก. พร้อมตั้งศูนย์เกาะติดตะวันออกกลาง
‘กรวีร์’ ชูหัวใจหลักของ ‘ผู้แทนฯ’ ต้องไม่ทิ้งพื้นที่ หนุนคนรุ่นใหม่เข้าการเมือง
นายกฯ เผยอาการพลทหารเดชศักดิ์ ปลอดภัยดี แจงเลื่อนยศมีขั้นตอนอยู่แล้ว
นนนี่ ตอบแล้ว หลังลบรูปสามีเกลี้ยงไอจี ส่อแววเตียงหัก
รมว.พลังงาน สั่งด่วน ระงับการส่งออกน้ำมัน เหตุสู้รบตะวันออกกลาง ยันไทยมีพอใช้ 60 วัน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี