วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569
สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ (Stanley Fischer) สำหรับชื่อนี้แล้ว ข้าราชการกระทรวงการคลัง พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย และผู้มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ คงคุ้นเคยชื่อนี้เป็นอย่างดี
ศาสตราจารย์สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๘ ในวัย ๘๑ ปี
วงวิชาการเศรษฐศาสตร์ได้สูญเสียนักเศรษฐศาสตร์ผู้มีความสามารถอย่างสูงในการประยุกต์ทฤษฎีและหลักวิชามาใช้ในกระบวนการกำหนดและบริหารนโยบายเศรษฐกิจแบบชนิดที่นำไปปฏิบัติได้ในโลกความเป็นจริง
ภายหลังดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ที่เอ็มไอที (MIT) ศาสตราจารย์ฟิชเชอร์ก็ลงจากหอคอยงาช้างในปี ๒๕๓๗ เพื่อไปรับตำแหน่งรองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หลังจากนั้นก็ไปทำงานภาคเอกชนเป็นรองประธานธนาคาร Citigroup (๒๕๔๔-๒๕๔๘) ต่อจากนั้นก็ไปเป็น ผู้ว่าการธนาคารกลางอิสราเอล (๒๕๔๘-๒๕๕๖) และไปเป็นรองประธานธนาคารกลางสหรัฐ ในปี ๒๕๕๗ ก่อนที่จะขอลาออกในปี ๒๕๖๐ เพื่อไปดูแลภรรยาของท่านที่เริ่มป่วยด้วยโรคสมองเสื่อม
นักข่าวสายเศรษฐกิจให้ฉายาฟิชเชอร์ว่า the No. 2 เพราะท่านมักจะได้ตำแหน่งเบอร์สองขององค์กรที่เข้าไปทำงานด้วย ยกเว้นธนาคารกลางอิสราเอล ศาสตราจารย์ฟิชเชอร์เกือบได้เป็นเบอร์หนึ่งของ IMF ในปี ๒๕๕๔ แต่ติดที่กฎระเบียบของ IMF ที่กำหนดว่าผู้อำนวยการต้องอายุไม่เกิน ๖๕ ปี ตอนนั้นฟิชเชอร์บอกกับนักข่าวว่า
เขาเป็นคนอายุ ๖๗ ที่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง น่าจะได้รับการยกเว้นจากเงื่อนไขนี้ อันทำให้นางคริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ได้ตำแหน่งนี้ไป (๒๕๕๔-๒๕๖๒) ปัจจุบัน นางลาการ์ดเป็นประธานธนาคารกลางยุโรป (๒๕๖๒–ปัจจุบัน)
ในฐานะศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่ MIT ลูกศิษย์จำนวนมากของฟิชเชอร์เติบใหญ่เป็นนักวิชาการชั้นแนวหน้า ผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีคลัง และนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะนักศึกษาที่เคยทำวิทยานิพนธ์กับฟิชเชอร์ล้วนแต่กลายเป็นผู้กำหนดและดูแลนโยบายเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลก เช่น
Ben Bernanke : ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (๒๕๔๙-๒๕๕๗)
Mario Draghi : ผู้ว่าการธนาคารกลางอิตาลี (๒๕๔๙-๒๕๕๔) ประธานธนาคารกลางยุโรป (๒๕๕๔-๒๕๖๒) และนายกรัฐมนตรีอิตาลี (๒๕๖๔-๒๕๖๕)
Iian Goldfajn : ผู้ว่าการธนาคารกลางบราซิล (๒๕๖๖-ปัจจุบัน)
Kazuo Ueda : ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (๒๕๖๖-ปัจจุบัน)
Guy Debelle : รองผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรเลีย (๒๕๕๙-๒๕๖๕)
นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ อย่างเช่น Gregory Mankiw, Kenneth Rogoff, Lawrence Summers,Frederic Mishkin และอีกหลายๆ คน ก็เป็นลูกศิษย์ของฟิชเชอร์ทั้งนั้น
สำหรับคนไทย แคนดิเดตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่อย่างน้อยสามคน ที่ตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการสรรหา ก็เคยเป็นลูกศิษย์โดยตรงหรือหลานศิษย์ของศาสตราจารย์ฟิชเชอร์ เช่น ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ซึ่งพึ่งโพสต์เฟซบุ๊กแสดงความไว้อาลัยต่อการจากไปของอาจารย์ฟิชเชอร์ เมื่อสามสี่วันก่อน ดร.กอบศักดิ์ยังเขียนเล่าว่า...ตอนเรียนที่ MIT ครั้งหนึ่งได้ไปพบอาจารย์ฟิชเชอร์ที่ห้องซึ่งตอนนั้นกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ พอ ดร.กอบศักดิ์เข้าไปถึง ท่านก็บอกว่า.....ให้รอสักครู่ ตอนนี้กำลังแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลกอยู่....
หรืออย่างท่านผู้ว่าคนปัจจุบันและอดีตผู้ว่า ดร.วิรไท สันติประภพ ก็เคยทำงานร่วมกับศาสตราจารย์ฟิชเชอร์เพื่อช่วยกันแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ ตอนนั้น ดร.เศรษฐพุฒิ ทำงานอยู่ที่ธนาคารโลก ส่วน ดร.วิรไท ก็อยู่ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ทั้งสองท่านก็ถูกดึงตัวกลับไทยเพื่อมาช่วยแก้ปัญหาโดยปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้อำนวยการร่วมสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง มีบทบาทสำคัญในการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินในเวลานั้น
ช่วงที่ฟิชเชอร์ทำงานในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ IMF (๒๕๓๗- ๒๕๔๔) เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกทั้ง เม็กซิโก, รัสเซีย, เกาหลีใต้, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย,ฟิลิปปินส์ และไทย
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์มหภาคและเศรษฐศาสตร์การเงิน ฟิชเชอร์ทราบดีว่าประเทศไทยกำลังบอบช้ำอย่างแสนสาหัสจากการทำสงครามปกป้องค่าเงินบาท ที่เริ่มถูกโจมตีตั้งแต่ตั้นปี ๒๕๓๘ ฟิชเชอร์ทราบดีว่างานวิจัยของ IMF, ธนาคารโลกและสถาบันวิชาการอื่นๆ จำนวนมากพบว่า ไม่มีประเทศไหน ที่กำลังรีบเร่งเดินเข้าสู่เส้นทางการเปิดเสรีทางการเงิน แต่กลับยังใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัวอยู่ จะสามารถรอดพ้นไปจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินได้ ฟิชเชอร์พยายามเตือนรัฐบาลไทยอยู่หลายครั้งในเรื่องนี้ แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจว่า กลับกลายเป็นศิษย์เก่า MIT ในไทยเอง ที่กดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงยึดระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัวไว้ ทั้งๆ ที่เงินบาทมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันไปแล้ว
ภายหลังความพ่ายแพ้ในสงครามปกป้องค่าเงินบาท จนรัฐบาลไทยต้องปล่อยให้เงินบาทมีค่าลอยตัวในวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ทุนสำรองระหว่างประเทศเหลือเพียง ๒,๘๐๐ ล้านดอลลาร์
ศาสตราจารย์สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะรองผู้อำนวยการ IMF ก็เต็มใจพร้อมที่เข้ามาช่วยเหลือประเทศไทย แต่รัฐบาลไทยก็ยังนิ่งเฉย จนฟิชเชอร์ถึงกับกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังทำตัวโง่เขลามากที่ปฎิเสธการขอเงินกู้ฉุกเฉินจาก IMF คำพูดดังกล่าวถือว่าผิดธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ IMF ที่ปกติแล้วจะต้องสื่อสารหรือส่งสัญญาณในเชิงวิถีทางการทูต อย่างไรก็ตาม การที่ฟิชเชอร์พูดอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ก็เพราะกลัวว่าปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้น จะส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลาตินอเมริกาและยุโรปตะวันออก
นอกจากนั้น ศาสตราจารย์ฟิชเชอร์คงต้องการสื่อสารไปยังศิษย์เก่า MIT ในประเทศไทยทั้งที่อยู่ในแบงก์ชาติและในรัฐบาลว่า หากปล่อยให้วิกฤตเศรษฐกิจยืดเยื้อไปนานเท่าใด ก็จะยิ่งแก้ไขปัญหาได้ยากยิ่งขึ้น ภายหลังที่เพียรพยายามหาแหล่งเงินกู้จากที่อื่นอยู่พักหนึ่งแต่ล้มเหลว ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ยื่นข้อเสนอการกู้เงินฉุกเฉินจาก IMF ต่อรัฐมนตรีคลังและนายกรัฐมนตรี ในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ยี่สิบวันหลังการประกาศลอยค่าเงินบาทและหนึ่งวันหลังจากที่โดนศาสตราจารย์สแตนลีย์ ฟิชเชอร์ ตำหนิพฤติกรรมอันโง่เขลาเบาปัญญาของผู้มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของไทยในตอนนั้น
ครับ นั้นก็เป็นเรื่องเล่าเล็กๆ น้อยๆ ของสแตนลีย์ ฟิชเชอร์ที่เกี่ยวกับเมืองไทย
ดร.ธิติ สุวรรณทัต

โอ้มายก๊อด! เจ้าของหอผงะ ผู้เช่าค้างค่าเช่า 1.6 หมื่น เปิดประตูดูในห้องเจอขยะล้นแทบไม่มีทางเดิน
ปิดฉากรัก! 'ใบเตย' พูดเองรับเลิก 'ดีเจแมน' เหลือเพียงสถานะพ่อแม่
นาทีชีวิต! ยายวัย 70 ใจดีหิ้วพัสดุส่งให้เพื่อนบ้าน ถูก 'พิทบูล' พุ่งงับหน้าสาหัส
เปิดคำร้องฝากขัง ชนนพัฒฐ์ หลักฐานมัดนายทุนใหญ่ คลิปคุยแอดมินเว็บที่ปอยเปต
ส่องประวัติ โสภณ ซารัมย์ ขุนพลบ้านใหญ่เติบโตจากดิน สู่แคนดิเดตประมุขสภาฯ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี