วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569
ศาลทหารในประเทศไทยมีบทบาทเฉพาะและแตกต่างจากศาลยุติธรรมทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยศาลทหารถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรของกองทัพและความมั่นคงของชาติ ภายใต้บริบทของกฎหมายทหาร อย่างไรก็ตาม บทบาทของศาลทหารในสังคมไทยมีพัฒนาการขึ้นลงตามสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยอยู่
ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร ซึ่งศาลทหารได้ขยายบทบาทเข้าสู่การพิจารณาคดีของพลเรือน ส่งผลให้เกิดคำถามทางนิติศาสตร์และสิทธิมนุษยชนตามมาอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับบุคลากรของกองทัพเอง
เช่น กรณีล่าสุด ที่ศาลทหารชั้นฎีกาพิพากษาคดี นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ “น้องเมย” อดีตนักเรียนเตรียมทหารชั้นปี ๑ ที่เสียชีวิตอย่างปริศนา หลังจากถูกสั่งธำรงวินัยโดยรุ่นพี่ทหาร ภายในโรงเรียนเตรียมทหาร เมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๐ โดยให้จำคุกรุ่นพี่ ๔ เดือน ๑๖ วัน ปรับ ๑๕,๐๐๐ บาท รอลงอาญา ๒ ปี ศาลเห็นว่าจำเลยไม่เคยได้รับโทษ การจะลงโทษจำเลยไปก็ไม่เป็นประโยชน์ให้จำเลยปรับปรุงตัวรับราชการรับใช้ชาติต่อไปจะเป็นประโยชน์มากกว่า
ศาลทหารในประเทศไทยจัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดีของศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงกลาโหม ไม่ได้ขึ้นตรงต่อศาลยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญ ศาลทหารมีหลายระดับ ได้แก่
• ศาลทหารกรุงเทพ : มีเขตอำนาจครอบคลุมหลายจังหวัด และทำหน้าที่เสมือนศาลทหารชั้นต้น
• ศาลทหารภูมิภาค : มีเขตอำนาจในพื้นที่ทหารที่กำหนดไว้
• ศาลทหารกลางและศาลทหารสูงสุด : ทำหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์และฎีกาคดีทหาร
คณะผู้พิพากษาของศาลทหารประกอบด้วยนายทหารที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่พิจารณาคดี โดยไม่จำเป็นต้องมีวุฒิด้านกฎหมายเท่าศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง
ศาลทหารมีอำนาจในการพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับทหาร ตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร และคดีอาญาทั่วไปที่จำเลยเป็นทหารหรือบุคคลที่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก โดยเฉพาะในกรณีที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกหรืออยู่ภายใต้คำสั่งของคณะรัฐประหาร ศาลทหารจะมีอำนาจขยายครอบคลุมไปถึงพลเรือนที่กระทำความผิดบางประเภท เช่น คดีความมั่นคง คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือการฝ่าฝืนคำสั่งคณะรัฐประหาร
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๔๗๕ ศาลทหารเริ่มมีบทบาทชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ประเทศเผชิญภัยคุกคามจากภายนอก เช่น สงครามโลกครั้งที่สอง และช่วงสงครามเย็น ซึ่งกองทัพมักใช้อำนาจผ่านกลไกศาลทหารเพื่อรักษาความมั่นคงภายใน
ประเทศไทยเผชิญรัฐประหารหลายครั้ง เช่น ในปี ๒๔๙๐, ๒๕๐๑, ๒๕๑๙, ๒๕๓๔, ๒๕๔๙ และ ๒๕๕๗ ซึ่งในแต่ละครั้งรัฐบาลทหารที่ขึ้นมามักใช้อำนาจทางกฎหมายขยายอำนาจศาลทหารเหนือพลเรือน โดยเฉพาะหลังรัฐประหาร ๒๕๕๗ ภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกคำสั่งให้พลเรือนที่กระทำผิดเกี่ยวกับความมั่นคงต้องขึ้นศาลทหาร ทำให้มีการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหารหลายร้อยคดี
หลังการเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ และภายใต้แรงกดดันจากนานาชาติ รวมถึงข้อเรียกร้องจากองค์กรสิทธิมนุษยชน รัฐบาลไทยภายหลัง คสช. ได้ออกคำสั่งยกเลิกการพิจารณาคดีพลเรือนในศาลทหาร แต่คดีที่ได้เริ่มต้นไปแล้วก็ยังคงอยู่ในกระบวนการของศาลทหารต่อไปอีกหลายคดี
ศาลทหารถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันและควบคุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการควบคุมเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมเช่น การพิจารณาคดีนักกิจกรรม นักศึกษา และประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร ส่งผลให้ศาลทหารถูกมองว่าเป็นกลไกของรัฐมากกว่ากลไกอิสระด้านตุลาการ
ศาลทหารไม่รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลยเท่าเทียมกับศาลยุติธรรม เช่น สิทธิในการประกันตัว การมีทนายตั้งแต่ต้นกระบวนการ และการเปิดเผยข้อมูลการพิจารณา ส่งผลให้เกิดคำถามต่อความเป็นธรรมของกระบวนการพิจารณาคดี และละเมิดหลักการ“ผู้ต้องหาถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิด”
ในช่วงที่ประเทศเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง ศาลทหารถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมสถานการณ์ เช่น การดำเนินคดีกลุ่มคนเสื้อแดง นักกิจกรรมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง หรือผู้ต้องหาในคดี มาตรา ๑๑๒ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ
เนื่องจากศาลทหารอยู่ภายใต้กระทรวงกลาโหม ไม่ได้ขึ้นกับสำนักงานศาลยุติธรรม จึงขาดหลักประกันด้านความเป็นอิสระในการพิจารณาคดี และอาจตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองหรืออำนาจทหารโดยตรง การพิจารณาคดีในศาลทหารมักไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่มีการบันทึกการพิจารณาอย่างเป็นทางการ และบางครั้งมีการปิดลับ ทำให้กระบวนการขาดความโปร่งใส ไม่สามารถตรวจสอบได้โดยสาธารณชน องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ เช่น Amnesty International และ Human Rights Watch ได้วิจารณ์ประเทศไทยอย่างหนักในเรื่องการนำพลเรือนไปขึ้นศาลทหาร โดยมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
หลายประเทศมีศาลทหารเช่นกัน แต่จำกัดบทบาทเฉพาะผู้ที่เป็นทหารและในช่วงเวลาสงคราม เช่น
• สหรัฐอเมริกา : มีระบบศาลทหาร (Court Martial) ที่มีกฎระเบียบเฉพาะชัดเจน โดยแยกจากศาลพลเรือนอย่างสิ้นเชิง และไม่พิจารณาคดีพลเรือนแม้ในยามสงคราม
• ฝรั่งเศส : ยกเลิกศาลทหารที่พิจารณาคดีพลเรือนตั้งแต่ปี ๑๙๘๒ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระจากอิทธิพลทางทหาร
ประเทศไทยจึงควรพิจารณาการปฏิรูปบทบาทของศาลทหารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และไม่ใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิของพลเรือนในสถานการณ์ปกติ รัฐควรกำหนดอย่างชัดเจนว่า ศาลทหารมีเขตอำนาจเฉพาะต่อบุคลากรของกองทัพในกรณีที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ราชการเท่านั้น และต้องไม่ขยายอำนาจเหนือพลเรือนแม้ในยามวิกฤต เว้นแต่ในสถานการณ์สงครามตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ศาลทหารควรอยู่ภายใต้การตรวจสอบร่วมกับองค์กรอิสระหรือสำนักงานศาลยุติธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณาคดีมีความเป็นกลาง โปร่งใส และเป็นธรรม
บทบาทของศาลทหารในประเทศไทยสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง แม้ว่าศาลทหารจะมีความจำเป็นในบางบริบท เช่น การรักษาระเบียบในกองทัพหรือการพิจารณาคดีในช่วงสงคราม แต่การนำศาลทหารมาใช้พิจารณาคดีพลเรือนในภาวะปกติ โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลทหาร ถือเป็นการบ่อนทำลายหลักการพื้นฐานของนิติรัฐและสิทธิเสรีภาพประชาชน
การปฏิรูปศาลทหารจึงควรเป็นวาระแห่งชาติที่ไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องจากนานาชาติเท่านั้น หากแต่ต้องตั้งอยู่บนฐานของความยุติธรรม ความโปร่งใส และความเคารพในสิทธิของพลเมืองไทยทุกคน
อย่างไรก็ดี แม้ผู้เขียนจะเห็นด้วยในการปฏิรูปศาลทหาร แต่ในบางคดีศาลทหารก็ได้รับการยกย่องจากผู้คนสังคม เช่น ในการตัดสินยกฟ้องคดีพระพิมลธรรม (อาสภมหาเถร) ที่ถูกกล่าวหาว่า มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และกระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐบาลภายในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๐๙ เป็นคำพิพากษาของศาลทหารในกระทรวงกลาโหมที่ใช้หลัก “ธรรม” ตัดสิน
คดี พระพิมลธรรม กับ ศาลทหาร เป็นหนึ่งในกรณีตัวอย่างสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่าง ศาสนา การเมือง และกระบวนการยุติธรรม ภายใต้ระบอบอำนาจนิยม โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีการใช้ “ศาลทหาร” เป็นเครื่องมือในการจัดการกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหรือผู้มีความคิดต่างจากรัฐ….(ยังมีต่อ)
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ปรีชา สุวรรณทัต

ในหลวง-พระราชินี ทรงร่วมพิธีสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า ถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ 16
ด่วน! กบน. ปรับราคาน้ำมันดีเซล ขึ้น 60 สตางค์ต่อลิตร
ซูเปอร์มาร์เก็ตแทบแตก มิ้นท์ รัญชน์รวี ในลุค Grocery run ที่ทำเอาโซเชียลนอนไม่หลับ
พายุฤดูร้อนถล่มสระบุรี! ซุ้มทางเข้าคอนเสิร์ต ล้มทับแฟนเพลงเจ็บ
เจออีกปม สูกสาว 'ราเชน' ลงสมัคร สส.สกลฯ ตัดคะแนนเพื่อไทย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี