วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569
ตั้งแต่สมัยอดีตกาลนานมา แว่นแคว้นหรืออาณาจักรต่างๆ นั้น จะมีการปกครอง โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดของประเทศ ซึ่งนอกจากพระองค์จะต้องทำให้แว่นแคว้นอาณาจักรต่างๆ เจริญรุ่งเรืองแล้ว ทุกพระองค์จะต่อสู้เพื่อปกป้องอิสระเสรีภาพ และรักษาแผ่นดินที่ทรงปกครองไว้ให้ได้ โดยจะสู้กับศัตรูผู้รุกรานอย่างถึงที่สุด เพื่อให้ลูกหลานเหลนได้มีแผ่นดินที่อยู่อาศัย และคงความเป็นชาติไว้ให้ได้
พระมหากษัตริย์ของชาติไทยในสมัยอาณาจักร สุโขทัย ๙ พระองค์และในสมัยอาณาจักรอยุธยา ๓๓ พระองค์ ก็ทรงยึดมั่นในการที่จะรักษาแผ่นดินของชาติไว้ให้ได้ ถึงแม้ว่าในบางจังหวะเวลาจะมีความพลาดพลั้งเกิดขึ้น และรุนแรงจนถึงกับเสียอิสรภาพไป ๒ ครั้งก็ตาม
การเสียอิสรภาพครั้งที่ ๑ ในปี พ.ศ.๒๑๑๒ นั้น สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงกู้ชาติกลับคืนมาได้ในปี พ.ศ.๒๑๒๗ โดยเสียอิสรภาพอยู่นานถึง ๑๕ ปี ส่วนการเสียอิสรภาพครั้งที่ ๒ ในปีพ.ศ. ๒๓๑๐ นั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงกู้ชาติกลับคืนมาได้ในปีเดียวกัน โดยใช้เวลาเพียงแค่ ๗ เดือนในการกู้อิสรภาพและหลังจากนั้นชาติไทยก็ไม่เคยเสียอิสรภาพอีกเลย
ในยุคเริ่มต้นของอาณาจักรรัตนโกสินทร์ ชาติมหาอำนาจทางทิศตะวันตกของโลก อาทิ ฝรั่งเศส อังกฤษ ฮอลันดาต่างก็ออกล่าอาณานิคม ด้วยประเทศเหล่านี้มีกองทัพเรือที่เข้มแข็ง พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดีกว่าชาติในเอเชีย จึงออกเดินทางมารุกรานประเทศในแถบเอเชียเกือบจะทุกประเทศ เนื่องจากดินแดนในแถบเอเชียนั้น นอกจากภูมิประเทศภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยแล้วยังมีทรัพยากรในทุกรูปแบบจำนวนมหาศาล จึงเป็นเป้าหมายให้กับประเทศนักล่าอาณานิคม
ชาติไทยเราเองก็ถูกรุกราน และทำให้ไทยเราต้องเสียดินแดนบางส่วนของประเทศไปจำนวนไม่น้อย โดยเหตุการณ์ที่ทำให้เสียดินแดนนั้น เกิดขึ้นมาแล้ว รวมจำนวนทั้งสิ้น ๑๕ ครั้ง ดังนี้
การเสียดินแดนครั้งที่ ๑ เกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ โดยเสียเกาะหมาก หรือปีนัง ให้กับอังกฤษเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๓๒๙
ครั้งที่ ๒ เกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเช่นกัน โดยเสียเมืองมะริด ทวาย และ ตะนาวศรี ให้กับพม่า เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๓๓๖
ครั้งที่ ๓ เกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โดยเสียเมืองบันทายมาศ หรือฮาเตียน ให้กับฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.๒๓๕๓
ครั้งที่ ๔ เกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โดยเสีย แสนหวี เมืองพงและเชียงตุง ให้กับพม่า ซึ่งต่อมาตกเป็นของอังกฤษในปี พ.ศ.๒๓๖๘
ครั้งที่ ๕ เกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเช่นกัน โดยเสียเมืองเปรัค ให้กับอังกฤษในปี พ.ศ.๒๓๖๙
ครั้งที่ ๖ เกิดขึ้นในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โดยเสียสิบสองปันนา ให้กับจีน เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๙๓
ครั้งที่ ๗ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ เช่นกัน โดยเสียเขมรและเกาะ ๖ เกาะ ให้แก่ฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๑๐
ครั้งที่ ๘ เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช รัชกาลที่ ๕ โดยเสีย สิบสองจุไท ให้กับฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๓๑
ครั้งที่ ๙ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เช่นกัน โดยเสียดินแดงฝั่งซ้ายของแม่น้ำสาละวินให้กับอังกฤษเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๕
ครั้งที่ ๑๐ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยเสียดินแดนลาว หรือล้านช้าง ให้กับฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖
ครั้งที่ ๑๑ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยเสียดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๖
ครั้งที่ ๑๒ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยเสียเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ให้กับฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๙
ครั้งที่ ๑๓ เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นการเสียดินแดนครั้งสุดท้ายในรัชกาลนี้ โดยเสียกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ปะริส ให้กับอังกฤษเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๑
ไทยว่างเว้นจากการเสียดินแดนให้กับนักล่าอาณานิคมมานาน จนกระทั่งถึงการเสียดินแดนครั้งที่ ๑๔ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ โดยเสียปราสาทเขาพระวิหารให้กับเขมรเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๕ จากการตัดสินของศาลโลก จากเล่ห์เหลี่ยมของเขมรซึ่งรัฐบาลในยุคนั้นไม่สามารถจะทันเกมในการต่อสู้คดีความ และหลังจากนั้นอีกไม่นานนัก ก็ถูกตัดสินให้เสียพื้นที่รอบบริเวณประสาทเขาพระวิหารอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจจะนับเป็นการเสียดินแดนครั้งที่ ๑๕ ก็ได้
แม้การเสียดินแดนจะเกิดขึ้นหลายครั้งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ถ้าหากปราศจากซึ่งพระปรีชาสามารถในการตัดสินพระทัยของพระองค์แล้ว ไทยอาจจะต้องสูญเสียชาติในช่วงเวลานั้นก็เป็นได้
ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ ทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมาผู้นำสูงสุดในการบริหารประเทศจึงเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีหรือคณะรัฐบาล ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี จึงถือเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบในการบริหารบ้านเมืองให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีมีสุข และยังต้องเป็นผู้รับผิดชอบปกปักรักษาดินแดนร่วมกับฝ่ายกลาโหมด้วย
เหตุการณ์คลิปหลุด ที่เกี่ยวกับการสนทนาระหว่างนายกฯของไทยกับอดีตนายกฯของเขมร ซึ่งถือว่ายังเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดของเขมรเพราะเป็นบิดาของนายกฯคนปัจจุบันนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงการขาดความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ในการบริหาร เจตคติที่ดีและวุฒิภาวะ และที่สำคัญยิ่งน่าจะขาดสติซึ่งเป็นตัวนำมาซึ่งปัญญา จึงทำให้การเจรจานั้น ที่อ้างว่าจะทำให้เกิดความเข้าอกเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง ๒ ประเทศกลับกลายเป็นการด้อยค่าและดูถูกประเทศของตัวเอง ตลอดจนกองทัพ ถึงขนาดกล่าวว่ากองทัพเป็นคนละพวกกับตัวเอง และหากรัฐบาลเขมรต้องการอะไรก็บอกมาจะทำให้ ซึ่งคำพูดดังกล่าวทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่คนไทยที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง ถึงขนาดชุมนุมเรียกร้องให้นายกฯ ลาออก ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลในเรื่องมาตรฐานจริยธรรมของนายกฯว่าจะต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่
เพราะประเทศไทยมีพระสยามเทวาธิราชคอยปกป้องคุ้มครอง คลิปดังกล่าวจึงหลุดออกมา หาไม่เช่นนั้นจะแน่ใจได้อย่างไรว่าไทยจะไม่เสียดินแดนบางส่วนให้กับเขมร ซึ่งกำลังดำเนินการทุกวิธีเพื่อให้เป็นอย่างนั้น
เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยเราเองกำลังประสบกับปัญหา คือเรื่องการปรับอัตราภาษีสินค้าส่งออกและสินค้านำเข้ากับประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้อ้างว่าอัตราภาษีปัจจุบันทำให้อเมริกาเสียเปรียบดุลการค้า จึงต้องมีการปรับใหม่
ในเบื้องต้นนั้นอเมริกาได้ประกาศแล้วว่าไทยจะต้องเสียภาษีสินค้าส่งออกที่นำเข้าอเมริกาในอัตรา ๓๖% และต้องไม่คิดภาษีสินค้าจากอเมริกาที่จะนำเข้าสู่ประไทย คือเป็นอัตรา ๐% นั่นเอง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการต่อรองครั้งสุดท้าย
มีกระแสข่าวว่า การเจรจาครั้งนี้อาจจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลัง โดยเฉพาะการที่อเมริกาจะขอต่อรองใช้พื้นที่ฐานทัพเรือทับละมุ จังหวัดพังงา เป็นฐานทัพเรือในภูมิภาคนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการปรับลดอัตราภาษีที่จะคิดกับประเทศไทย ซึ่งหากรัฐบาลยอมก็เท่ากับไทยต้องเสียดินแดนนั่นเอง
ก็หวังว่าข่าวนี้จะไม่เป็นจริง ประชาชนชาวไทยที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จะไม่มีวันยอมเป็นอันขาด และรัฐบาลก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้นกับประเทศ และหากจะเป็นเช่นนั้น เราคงจะได้เห็นการลุกฮือของประชาชนที่จะต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดอย่างแน่นอน เพื่อไล่คณะรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีฝีมือในการบริหารประเทศแต่อย่างใด ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบริหารเศรษฐกิจ ที่จะทำให้ประชาชนได้อยู่ดีมีสุข ให้ออกไปโดยเร็วที่สุด
ปิยะ เนตรวิเชียร

ห้ามพลาด 'เล่ห์ร้ายเกมลวง'หมากเกมร้ายพร้อมคืนจอ เสิร์ฟความแซ่บ 21 เม.ย.นี้
244 ปีกรุงรัตนโกสินทร์
'บ้านนางรำ'ฟาดดราม่าโดนใจ ทำเรตติงพุ่ง'แอนน่า'ปลื้มกระแสแรง ชวนลุ้นพีคขึ้นทุกตอน
โฆษกกองทัพบก เผยพลทหารก่อเหตุฉาว ด.ญ.15 สารภาพก่อเหตุลำพัง ไร้ผู้อื่นร่วมก่อเหตุ
FBI เตือนแอปฯ ดัง เสี่ยงข้อมูลรั่ว ชี้กฎหมายจีนบีบบริษัทส่งดาต้าให้รัฐบาล

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี