ในสังคมที่มีคนอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมากที่เรียกว่าชาตินั้น จำเป็นต้องมีกฎระเบียบในการที่จะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ภายใต้กรอบอำนาจที่ไม่น่าจะมีความแตกต่างกัน เมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นที่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง จึงต้องเป็นต้องมีการพิจารณาตัดสิน ว่าใครเป็นฝ่ายถูกและใครเป็นฝ่ายผิด นั่นจึงเป็นที่มาของการมีกระบวนการที่ก่อให้เกิดความยุติธรรม และผู้ที่ถืออำนาจในกระบวนการนั้นก็คือศาล ที่จะต้องเป็นผู้ตัดสิน
ชาติไทยของเรานั้น หากถือตามประวัติศาสตร์ของชาติที่กล่าวกันว่าเริ่มต้นตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัย ก็จะพบว่าในช่วงเวลาหนึ่งที่อาณาจักร มีความรุ่งเรือง และประชาราษฎร์อยู่อย่างเป็นสุข ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ผู้ปกครองแผ่นดินคือพระมหากษัตริย์ทรงให้การดูแลราษฎรเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นผู้ปกครองแผ่นดินก็ยังต้องมีการตัดสินคดีความ
เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น ราษฎรได้รับความเดือดร้อนก็สามารถที่จะไปสั่นกระดิ่งที่พระองค์ทรงแขวนไว้หน้าพระราชวัง เพื่อให้ทรงทราบว่ามีปัญหาที่จะต้องขอพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งพระองค์ก็จะทรงพิจารณาด้วยความเป็นธรรม เพื่อให้ราษฎรได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขร่วมกันโดยตลอดมา
กล่าวกันว่าในอาณาจักรนี้ จากเดิมที่มีลักษณะกฎหมายเป็นแบบชาวบ้าน คือเป็นกฎเกณฑ์ที่เกิดขึ้นจากเหตุผลธรรมดาของสามัญชนหรือสามัญสำนึก เป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่เกิดจากการประพฤติปฏิบัติติดต่อกันมานานก็ได้มีการนำกฎหมายที่เรียกว่าคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ อันมีรากฐานมาจากประเทศอินเดีย ผ่านมาทางมอญเข้ามาสู่สุโขทัย และได้ถูกใช้เป็นกฎหมายพื้นฐานในการตัดสินคดีความต่างๆ
ในสมัยอยุธยาคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ถูกนำมาใช้เป็นกฎหมายแม่บท มีการกำหนดมูลคดีเป็น ๒ ประเภท คือมูลคดีแห่งผู้พิพากษาและตระลาการ ๑๐ ประการ เป็นกฎหมายแม่บทเกี่ยวกับอำนาจศาลและวิธีพิจารณาความมูลคดีวิวาท ๒ ประการ เป็นกฎหมายแม่บทที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคลที่เกิดกรณีพิพาทต่อกันรวมเป็นมูลคดีทั้งสิ้น ๓๙ ประการ คัมภีร์นี้กำหนดให้พระมหากษัตริย์นำมูลคดีทั้ง ๓๙ ประการเป็นหลักในการบัญญัติสาขาคดีต่างๆ โดยสาขาคดีที่บัญญัติขึ้นนี้ ไม่ขัดแย้งกับหลักการในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์
และในสมัยนี้ยังจำแนกกฎเกณฑ์เป็นพระอัยการเฉพาะเรื่อง เช่น พระอัยการลักษณะผัวเมีย พระอัยการลักษณะวิวาทตีด่ากัน เป็นกฎหมายพื้นฐานของแผ่นดินซึ่งทุกคนจะต้องปฏิบัติตามและหากมีปัญหาขึ้นพระมหากษัตริย์ซึ่งมีหน้าที่ให้ความยุติธรรมจะต้องมีพระบรมราชวินิจฉัยในแต่ละคดีเรียกว่าพระราชบัญญัติ โดยพระราชบัญญัตินี้จะใช้ในรัชกาลเดียวเท่านั้น ถ้าสิ้นรัชกาลก็ยกเลิก แต่หากพระมหากษัตริย์องค์ใหม่นำมาใช้ต่อ จะถูกเรียกใหม่ว่าพระราชกำหนด
ต่อมาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กฎหมายที่มีอยู่เดิมหลงเหลืออยู่เพียง ๑ ใน ๑๐ ส่วน จากการสูญหายไปในภาวะสงครามที่เกิดขึ้นในการเสียอิสรภาพครั้งที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้าฯให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตชำระกฎหมายที่มีปัญหาและลักลั่นทั้งหลายในการตีความได้มีการจัดหมวดหมู่ให้เหมาะสม หลังจากนั้นได้ประกาศใช้เป็นหลักแก่แผ่นดินเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ.๒๓๔๘ เรียกกฎหมายที่ชำระแล้วครั้งนี้ว่ากฎหมายตราสามดวง
องค์ประกอบของกฎหมายตราสามดวงมี ๓ ส่วน ได้แก่ พระธรรมศาสตร์ พระราชศาสตร์และพระราชนิติธรรม อันเป็นกฎหมายฝ่ายบริหารปกครอง กฎเกณฑ์เกี่ยวกับราชประเพณี การปกครองดูแลสงฆ์ พระบรมราชวินิจฉัย อันเป็นมาตรฐานในอดีตต่างๆ
ในปี พ.ศ.๒๓๙๘ จากการที่ไทยต้องทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษและกับชาติอื่นๆ ในระยะต่อมาทำให้เกิดความเสียเปรียบทางการศาล เนื่องจากสาระสำคัญของสนธิสัญญามีการว่าด้วยข้อตกลงเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต คนต่างชาติที่ทำผิดในเมืองไทยขอยกเว้นที่จะไม่ใช้กฎหมายไทยบังคับ จึงทำให้ไทยต้องปฏิรูปกฎหมายและการศาลตามแบบตะวันตก
การปฏิรูปดังกล่าวได้เริ่มต้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งโปรดเกล้าฯให้ตั้งกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๔ และจัดระบบศาลใหม่ ยกอำนาจตุลาการให้เป็นอิสระจากอำนาจบริหาร พระองค์ได้ให้จัดตั้งโรงเรียนกฎหมายเพื่อสร้างบุคลากรให้มีความรู้ด้านกฎหมายสมัยใหม่แบบตะวันตก มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่างๆ ให้ทันสมัย โดยยึดแนวทางกฎหมายแบบประเทศภาคพื้นยุโรปเป็นแนวทางปฏิรูปกฎหมายไทย อันเป็นรากฐานสำคัญมาจนถึงปัจจุบันนี้
ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นศาลที่เกิดขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ จากการที่มีหลักการสากลที่ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดซึ่งบัญญัติไว้ด้วยหลักการพื้นฐานของระบอบการปกครองประเทศ รูปแบบของรัฐ โครงสร้างระบบและกลไกทางการเมืองการปกครอง หน้าที่และอำนาจขององค์กรแต่ละฝ่ายกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าสู่ตำแหน่ง และเงื่อนไขการสิ้นสุดสถานะการดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ รวมถึงบัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนเป็นหลักประกันกรณีที่มีการฝ่าฝืนข้อห้ามหรือการปฏิบัติโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญ เป็นการเฉพาะ เพื่อยุติข้อโต้แย้งทางรัฐธรรมนูญ และให้คำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันทุกองค์กร เรียกโดยรวมว่าระบบนิติธรรมทางรัฐธรรมนูญ
องค์ประกอบของคณะตุลาการประกอบด้วยบุคคลจำนวน ๙ คนดังนี้
ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ที่ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะมาแล้วไม่น้อยกว่า ๓ ปี จำนวน ๓ คน
ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี จำนวน ๒ คน
ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ ที่เคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี มีผลงานวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวน ๑ คน
ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ที่เคยดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์มาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี มีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ จำนวน ๑ คน
ผู้ทรงคุณวุฒิ จากผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการเทียบเท่าหรือไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดไม่น้อยกว่า ๕ ปี จำนวน ๒ คน
โดยตุลาการทั้ง ๙ ท่านนั้นมาจากการสรรหาตามวิธีการที่กำหนดไว้
ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการที่มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะ การทำหน้าที่ของศาลจะดำเนินไปภายใต้กระบวนวิธีพิจารณาของศาลเมื่อมีการยื่นคำร้องในเรื่องที่อยู่ในเขตอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดไว้
เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคมที่ผ่านมานี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่อันสำคัญยิ่งในเรื่องการวินิจฉัยตัดสินคดีที่มีผู้ร้องในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้กระทำการอันอาจจะแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์ต่อตำแหน่งหน้าที่และอาจจะมีความผิดทางด้านจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการที่มีการเปิดเผยคลิปการสนทนาโต้ตอบกับผู้นำของต่างชาติ ที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศโดยตรง
ผลการตัดสินก็เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ในส่วนของคดีอาญาที่เกี่ยวกับความซื่อสัตย์ของอดีตนายกฯนั้น คณะตุลาการส่วนใหญ่เห็นว่ายังไม่เป็นที่ประจักษ์ชัด ส่วนเรื่องของความผิดทางด้านจริยธรรมอย่างร้ายแรง คณะตุลาการส่วนใหญ่๖ ใน ๙ ท่าน มีเหตุผลและข้อกฎหมายที่ชัดเจนว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ได้ประพฤติผิดด้านจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำให้ คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นสภาพไปด้วย
ถึงแม้ว่าจะมีความเห็นต่างในคณะตุลาการ แต่ผลการตัดสินโดยรวมนั้นก็ทำให้ประชาชนได้เห็นถึงความยุติธรรม และไม่ขัดแย้งกับความรู้สึกส่วนใหญ่ของประชาชนจากการวินิจฉัยของศาลในครั้งนี้ ตามเหตุผลที่ศาลได้แสดงรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน
ความเห็นต่างของคณะตุลาการถือเป็นเรื่องที่ปกติ เพราะถึงแม้จะมีกฎเกณฑ์ ทางกฎหมาย แต่การใช้วิจารณญาณของแต่ละท่านก็เป็นเอกสิทธิ์ในการตัดสิน ซึ่งต้องขอขอบพระคุณคณะตุลาการเสียงส่วนใหญ่ในครั้งนี้ ที่ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า กระบวนการยุติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญนั้นยังคงมีอยู่ และการตัดสินนั้นได้ยึดเอาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นเรื่องสำคัญกว่าสิ่งใด
ปิยะ เนตรวิเชียร
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี