วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568
“เราจะยอมปล่อยให้ทุนจากอาชญากรรม “ซื้ออำนาจรัฐ” หรือไม่?”
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ตั้งคำถามสำคัญที่สังคมไทยกำลังเผชิญในยุคนี้ไว้ในบทความเรื่อง State Capture: เมื่อทุนอาชญากรรม “ซื้ออำนาจรัฐ” ที่ท่านเขียนลงในเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568
“State Capture” (การยึดรัฐ/การครอบงำรัฐ) หมายถึง กระบวนการที่กลุ่มผลประโยชน์เอกชนหรือชนชั้นนำทางเศรษฐกิจการเมืองเข้าครอบงำกลไกของรัฐ เพื่อให้รัฐทำงานตอบสนองผลประโยชน์ของพวกเขาเองมากกว่าผลประโยชน์สาธารณะ
ธนาคารโลก (World Bank) นำคำนี้มาใช้เป็นครั้งแรก เมื่อปี 2000 ในงานวิจัยกลุ่มอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกที่แยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต เช่น คาซัคสถาน, อุซเบกิสถาน, คีร์กีซสถาน, ทาจิกิสถาน และเติร์กเมนิสถาน ยุคหลังคอมมิวนิสต์ ที่กลุ่มทุนใหญ่เข้าไปกำหนดกฎหมาย นโยบาย หรือแต่งตั้งข้าราชการให้เป็นพวกของตน (ดู Hellman, J., Jones, G., & Kaufmann, D. (2000). Seize the State, Seize the Day : State Capture, Corruption, and Influence in Transition Economies. World Bank Policy Research Paper.)
State Capture ต่างจากการคอร์รัปชันทั่วไป ตรงที่ไม่ใช่เป็นเพียงการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐหรือนักการเมืองรายบุคคล ไม่ใช่เป็นเพียงการลอบโกงแบบใต้โต๊ะหรือลับหลังรัฐ และก็ไม่ใช่เป็นเพียงการมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากสัมปทานหรือโครงการของรัฐ แต่มันเป็นการยึดกลไกรัฐจากภายใน เป็นกระบวนการที่กลุ่มเอกชนหรือกลุ่มอำนาจเข้าไปมีอิทธิพลเหนือการออกกฎหมาย นโยบาย และสถาบันต่างๆ ของรัฐ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์เฉพาะตน จนกฎหมายและสถาบันต่างๆ กลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มผู้มีอำนาจ
แต่นั้นเป็น State Capture เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ในยุคเทคโนโลยีทางการเงิน อินเตอร์เนต และเอไอ ยังไม่ก้าวหน้าเหมือนทุกวันนี้ แต่ State Capture ในโลกยุคคริปโตเคอร์เรนซี การเงินไร้พรมแดน และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันนี้นั้น น่ากลัวกว่า ไปไกลกว่า และซับซ้อนกว่าการยึดอำนาจรัฐโดยกลุ่มอำนาจแบบที่เคยเข้าใจกัน ซึ่งท่านอาจารย์กิตติพงษ์ได้อธิบายไว้อย่างเป็นระบบและเข้าใจง่ายในเฟซบุ๊กของท่านจึงขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนมาให้ได้อ่านกัน ดังนี้....
“.....ในอดีต สังคมคุ้นชินกับการมอง “ยาเสพติด”เป็นอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายที่สุด เพราะทำลายชีวิตและชุมชน อีกทั้งมีทุนมหาศาลและทำงานเป็นองค์กรอาชญากรรม แต่ปัจจุบัน ภูมิทัศน์อาชญากรรมได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โลกยุคดิจิทัลเปิดพื้นที่ใหม่ให้อาชญากรรมพัฒนาเป็น “ระบบเศรษฐกิจใต้ดิน” ที่ซับซ้อน เชื่อมโยงระหว่างประเทศ และหมุนเวียนด้วยเม็ดเงินมหาศาล โดยมี 3 ฟันเฟืองสำคัญ ได้แก่ 1) การหลอกลวงออนไลน์ 2) การค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ และ 3) การฟอกเงิน.....เครือข่ายอาชญากรรมยุคนี้ไม่ได้ใช้ศูนย์กลางกำลังคนและอาวุธแบบเดิม แต่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ช่องโหว่ของกฎหมาย และการเงินไร้พรมแดนเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน
การหลอกลวงออนไลน์ ได้พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมผิดกฎหมายเต็มรูปแบบ เข้าถึงเหยื่อได้กว้างและลึกกว่ายาเสพติด ใช้เทคโนโลยีสร้างตัวตนเสมือนจริง ลอกเลียนเสียง หน้าตา และข้อมูลส่วนบุคคลจนประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ เมื่อรายได้เติบโต ขบวนการจำเป็นต้องหาแรงงานจำนวนมาก – และนี่คือจุดที่เชื่อมไปสู่ อาชญากรรมค้ามนุษย์รูปแบบใหม่ ผู้คนจำนวนไม่น้อยถูกหลอกให้เดินทางไปทำงาน ก่อนถูกยึดหนังสือเดินทางและบังคับให้ทำหน้าที่ “หลอกคนอื่นซ้ำ”
หัวใจสำคัญที่สุดที่ทำให้ระบบนี้เติบโตได้อย่างยั่งยืน คือ การฟอกเงิน เพราะไม่ว่าอาชญากรรมจะทำเงินได้มากเพียงใด หากเงินเหล่านั้นไม่สามารถกลับมาใช้ได้ในระบบเศรษฐกิจปกติ เครือข่ายก็จะเติบโตต่อไม่ได้
เทคโนโลยีทางการเงินยุคใหม่ ตั้งแต่ e-Wallet, คริปโตเคอร์เรนซี, แพลตฟอร์มโอนเงินข้ามพรมแดน, บริษัทนอมินี จนถึงการแบ่งธุรกรรมเป็นนับพันรายการ ทำให้การติดตามเงินสกปรกยากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เงินผิดกฎหมายสามารถ “หลุดจากเรดาร์” และกลับเข้าสู่ระบบในรูปของทรัพย์สินสะอาดได้ภายในเวลาไม่นาน และเมื่อเงินเติบโตจนเกินจุดหลบซ่อน
เครือข่ายจะไม่หยุดอยู่กับที่การแสวงหากำไรอีกต่อไป แต่จะเริ่มลงทุนเพื่อซื้อความคุ้มกัน –ซื้ออำนาจ— และซื้อกติกาใหม่ให้ตนเอง...นี่คือจุดเริ่มต้นของ State Capture หรือ “การซื้ออำนาจรัฐ”...”
กระนั้นก็ดี อาจารย์กิตติพงษ์อธิบายต่อไปว่า การยึดรัฐมิได้เกิดขึ้นโดยปุบปับ แต่เป็นผลลัพธ์ของการเสื่อมลงของหลักนิติธรรม ดังที่ท่านเขียนไว้ว่า....
“บทเรียนจากหลายประเทศ ชี้ว่า State Capture ไม่ได้เริ่มจากอาชญากรรมครั้งใหญ่ครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่เกิดจากการปล่อยให้หลักนิติธรรมอ่อนลงทีละเล็กทีละน้อย จนกลายเป็นช่องว่างให้ทุนและเครือข่ายผลประโยชน์เข้าครอบงำกลไกรัฐ....”
ในประเด็นนี้ ผมขอเสริมบทความท่านอาจารย์กิตติพงษ์ ด้วยการใช้ทฤษฎีของนักสังคมศาสตร์สองท่าน คือ James Q. Wilson และ George L. Kelling ที่เขียนบทความเรื่อง “Broken Windows: The Police and Neighborhood Safety.” ไว้ตั้งแต่ปี 1982 เพื่อใช้เป็นกรอบคิดอธิบายว่าทำไม “การปล่อยให้หลักนิติธรรมอ่อนลงทีละเล็กทีละน้อย” จึงนำไปสู่การเปิดช่องว่างให้ทุนและเครือข่ายผลประโยชน์เข้าครอบงำกลไกรัฐ
ทฤษฎี Broken Windows หรือ “หน้าต่างที่แตก” ของ Wilson กับ Kelling อธิบายว่า หากมีหน้าต่างบ้านหนึ่งบานแตก แล้วไม่มีใครซ่อม มันจะส่งสัญญาณว่าพื้นที่นี้ไม่มีใครดูแล และความไร้ระเบียบอื่นๆ จะตามมาอย่างรวดเร็ว หรือถ้าขยายสเกลให้ใหญ่ขึ้นมาหน่อย ก็เช่น หากหน้าต่างบานหนึ่งในอาคารหน่วยงานราชการแห่งหนึ่งแตกแล้วไม่มีใครซ่อม มันจะส่งสัญญาณว่า “ไม่มีใครสนใจ” ซึ่งก็จะทำให้ผู้คนกล้าที่จะทำผิดเล็กๆ มากขึ้น และในที่สุดความผิดใหญ่ๆ ก็จะเกิดขึ้น
กล่าวอีกแบบ ก็คือ Wilson และ Kellingบอกว่า...การละเลยในความผิดเล็กๆ น้อยๆ หรือการเพิกเฉยต่อความไม่เป็นระเบียบนิดๆ หน่อยๆ เช่น การทิ้งขยะ การเขียนกำแพง หรือแม้กระทั่ง การคอร์รัปชันที่เล็กน้อย มันจะค่อยๆ เป็นตัวบ่อนทำลายทุนทางสังคม วินัยทางศีลธรรมหรือหิริ-โอตตัปปะ (ความละอายต่อบาป-ความเกรงกลัวต่อผลของบาป) จนนำไปสู่ความเสื่อมของระบบโดยรวม
ในแง่นี้ “Broken Windows” เป็นกลไกแห่งความเสื่อม เริ่มมาจากเรื่องเล็กน้อยที่ถูกสะสมไปเรื่อยๆจนขยายใหญ่กลายเป็นระบบที่พังทั้งโครงสร้าง
ในทางสังคม ทฤษฎีนี้หมายถึงการที่ “การละเลยความผิดเล็กๆ” จนทำให้คนทั่วไปเคยชินและรู้สึกว่า “ความผิดนั้นยอมรับได้” แต่ไม่ตระหนักว่า มันส่งผลให้พฤติกรรมที่ละเมิดกติกาแพร่กระจายเป็นวงกว้าง กลายเป็นวัฒนธรรมของความไม่รับผิดชอบ
ภายใต้กรอบคิดนี้ “ความเสื่อมของรัฐ” จึงเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ไม่ใช่การล่มสลายของสถาบันใหญ่ แต่เกิดจากการไม่ใส่ใจต่อความถูกต้องในชีวิตประจำวันทางการเมือง เช่น การแต่งตั้งพวกพ้อง การบิดเบือนข้อเท็จจริง การใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ
เมื่อหันมามองสังคมไทยในปัจจุบัน ก็จะเห็นภาพปรากฏชัดว่าระบบกฎหมายและสถาบันต่างๆ ของรัฐถูกครอบงำโดยเครือข่ายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมือง จนเกิดภาวะ “State Capture” หรือ “การยึดรัฐ/การครอบงำรัฐ” กล่าวคือ รัฐไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนหรือประโยชน์สาธารณะอีกต่อไป แต่กลายเป็นกลไกที่ทำงานเพื่อกลุ่มอำนาจบางกลุ่มโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม การยึดรัฐหรือการครองงำรัฐมิได้เกิดขึ้นโดยปุบปับ หากเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการเสื่อมลงเป็นขั้นๆ ของ “ระเบียบทางสังคมและหลักนิติธรรม” อันเริ่มจากจุดเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดกติกา การใช้อำนาจโดยไม่ชอบ หรือการปล่อยผ่านความผิดเล็กน้อยอย่างไม่รู้สึกผิด ซึ่งในแง่นี้ ทำให้อธิบายปรากฏการณ์ State Capture ในสังคมไทยได้โดยผ่านกรอบคิดของทฤษฎี Broken Windows
ดังนั้น คำถามที่น่าสนใจต่อไป ก็คือ “หน้าต่างที่แตก” ของระบบกฎหมายและสังคมการเมืองไทยเป็นอย่างไร และมันค่อยๆ นำไปสู่ “การยึดรัฐ” ได้อย่างไร....(ยังมีต่อ)
ดร.ธิติ สุวรรณทัต

ทวงคืน‘บ้านหนองจาน’! กกล.บูรพาลุยแต่เช้าตรู่-เปิดภาพบ้านปชช.โดน‘ปืนใหญ่เขมร’เสียหาย
ใช้จริง-อยู่ได้จริง! 'กัน จอมพลัง'ลุยสุรินทร์ เยี่ยมผู้หลบภัย-มอบสิ่งของจำเป็น
‘ชายแดนไทย-กัมพูชา’ยังระอุ ‘ปราสาทคนา’รอเคลียร์ทุ่นระเบิด-คุมเบ็ดเสร็จ‘บ้านหนองหญ้าแก้ว’
พาณิชย์-กรมศุลฯ ผนึกกำลังสกัดสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
หนุ่มลูกจ้างทหารอากาศ แทงไรเดอร์ดับ 18 แผล มีปากเสียงปักโลเคชั่นผิด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี