วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / คอลัมน์ / คอลัมน์การเมือง / เส้นใต้บรรทัด
เส้นใต้บรรทัด

เส้นใต้บรรทัด

จิตกร บุษบา
วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.
‘ไทย-กัมพูชา’ ทีท่าที่ควรจะเป็น

ดูทั้งหมด

  •  

หลังทหารไทยประสบภัยจาก “ทุ่นระเบิด” ที่บัดนี้พิสูจน์แล้วว่า เป็นระเบิดที่มีในการใช้งานของ “กัมพูชา” และการวางก็เป็นการ “วางใหม่” มีการนำคณะทูตทหารและผู้สังเกตการณ์ AOT เข้ารับทราบสถานการณ์ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนและสอดคล้องกับฝ่ายกองทัพว่า “ระงับปฏิญญาสันติภาพ” ที่ทำกันไว้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ไว้ก่อน จนกว่าฝ่ายกัมพูชาจะแสดงความรับผิดชอบและความจริงใจ รวมถึงไม่เป็นปรปักษ์หรือเป็นภัยต่อประเทศไทยแล้ว

1) กัมพูชาออกอาการลนลานมาก เมื่อมาถึงยุคที่ฝ่ายการเมืองกับฝ่ายกองทัพไทย รวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีประโยชน์แอบแฝงในกัมพูชา และไม่มีความสัมพันธ์แบบ “ลุง-หลาน” จนต้องก้มหัวให้กัมพูชา เหมือนนายกฯ คนที่ผ่านมา แถมรัฐบาล ฝ่ายการต่างประเทศ และกองทัพ พร้อมใจกันสื่อสาร ตอบโต้ ยืนยันข้อเท็จจริงอย่างพร้อมเพรียงกันในทุกระดับ กัมพูชาก็ยิ่งจนตรอก รีบสร้างละครตบตาชาวโลกในฐานะ “เหยื่อ” ของความรุนแรง


2) พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ในยุคผู้นำชื่อ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ทำหน้าที่ท้วงติงและสนับสนุนอย่างสร้างสรรค์ เริ่มจากมีคลิปของ “นายอิสรา สุนทรวัฒน์” สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ ประณามกัมพูชาและสื่อสารกับสังคมโลกอย่างสั้นๆ สุภาพ และหนักแน่น ดีกว่ากระทรวงการต่างประเทศของไทยเสียอีก แต่ไม่หักหน้ากัน เสมือนเป็นกองหนุน เป็นตัวเสริม ในยามที่บ้านเมืองต้องการความพร้อมเพรียง

3) ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและกองทัพในการปกป้องอธิปไตย คนที่ฉีกปฏิญญาข้อตกลงคือกัมพูชา ฉีกด้วยการนำทุ่นระเบิดมาวาง ทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น ดังนั้น จึงสนับสนุนรัฐบาลในการทำเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่อยากเชิญชวนคนไทยทุกคนช่วยกันบอกชาวโลกว่า ผู้ที่ฉีกปฏิญญาคือผู้ที่มาวางทุ่นระเบิด ซึ่งคือทางกัมพูชา

เมื่อถามว่าเกรงว่าจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือไม่ เพราะในข้อตกลง 2 ใน 4 ข้อนั้น ทำให้ไทยได้เปรียบมากกว่า นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้กัมพูชามาละเมิดข้อตกลงนี้ ดังนั้น การจะไปพูดเรื่องปฏิบัติตามหรือไม่ ต้องไปดำเนินการว่า ทำไมกัมพูชาจึงละเมิดข้อตกลงนี้ จากนี้ไปเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศสนับสนุนในอะไรที่ดีที่สุดในการปกป้องอธิปไตยที่ให้ทั้งรัฐบาลและกองทัพดำเนินการ แต่อยากให้สื่อมวลชนชี้แจงให้ชาวโลกทราบว่า ไม่ใช่อยู่ดีๆ เราไปละเมิดข้อตกลงอะไร เพราะผู้ที่ละเมิดข้อตกลงคือกัมพูชา ทำให้ข้อตกลงนี้ไม่เป็นผล

4) รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความเห็นต่อท่าทีและมาตรการของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ระบุว่า แม้อาจไม่ทันใจผู้ที่ต้องการเห็นการตอบโต้แบบดุเดือด เปิดฉากรบจบในวันเดียว แต่สิ่งที่รัฐบาลดำเนินอยู่เป็นกระบวนการที่มีความละเอียดรอบคอบ มีเหตุผลรองรับ และเป็นแนวทางที่สอดกับหลักการเพื่อรักษาสันติภาพ และป้องกันผลกระทบแง่ลบที่ตามมาในระยะยาว รัฐบาลต้องคำนึงหลากหลายมิติในการแก้ไขปัญหา เข้าใจความรู้สึกและอารมณ์ของประชาชนในขณะนี้ที่อยากจะให้รัฐบาลดำเนินการแบบเข้มข้น แต่รัฐบาลต้องประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ การตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมมีผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า ความเป็นจริงการจะเปิดฉากรบด้วยเหตุผลว่า ทหารเหยียบกับระเบิดนั้น เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว มันต้องมีปัจจัยความรุนแรง และต้องเกิดความสูญเสีย ที่หนักแน่นมากๆ ถึงขั้นที่ไทยต้องเปิดศึก เช่น มีการยิงปืนใหญ่ หรือทหารกัมพูชาเคลื่อนทัพเข้ามา ซึ่งตอนนี้ สถานการณ์ยังห่างไกล

ที่บอกว่าการโต้ตอบของรัฐบาลเหมาะสม เพราะว่าการประกาศยกเลิกปฏิญญาที่เคยลงนามไว้ คือสัญญาณชัดเจนว่าไทยจะกลับมาแก้ปัญหาชายแดนด้วยตนเอง โดยไม่เปิดช่องให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ ซึ่งสะท้อนหลักการพื้นฐานของรัฐอธิปไตยว่าความเป็นอิสระของชาติ ต้องมาก่อนทุกอย่าง

“มาตรการที่ไทยใช้ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ส่งตัวเชลยกลับ การไม่ออกใบอนุญาตแรงงานเพิ่มเติม รวมถึงการปิดด่านตลอดแนว ถือเป็นแรงกดดันทางนโยบายที่มีพลังและเป็นระบบ ไม่ใช่การตอบโต้ด้วยอารมณ์ ขณะที่การตอบโต้ด้านกำลังทหารของไทยก็เป็นไปตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนักอย่างมีหลักการ เพื่อยืนยันตนในความเป็นชาติอารยะ และควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามเกินความจำเป็น

และสิ่งที่ทำให้กัมพูชาต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้น คือบทบาทของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ประกาศหนุนหลังการตัดสินใจของกองทัพอย่างชัดเจน นี่คือความแนบแน่นระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ซึ่งแตกต่างจากยุครัฐบาลก่อน ที่มีรอยร้าวปรากฏชัด การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันและกองทัพมีจุดยืนตรงกัน ทำให้ท่าทีของไทยมีเสถียรภาพและชัดเจนขึ้นอย่างมาก จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้กัมพูชาต้องประเมินผลลัพธ์ให้ละเอียดกว่าเดิมในทุกการเคลื่อนไหว” ดร.โอฬาร กล่าว

5) รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เราอยู่ในสภาวะสงคราม“ - We are at war เมื่อปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชา ถูกนายกรัฐมนตรีไทยสั่งระงับและพูดว่า “สันติภาพจบแล้ว” โดยสั่งให้เหล่าทัพเตรียมพร้อมเต็มที่ผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ ก็น่าจะเป็นไปได้ใน 3 รูปแบบ คือ:

1.รูปแบบแรก - “สงครามเต็มรูปแบบ” หรือ Total War โดยไทยและกัมพูชาเข้าสู่สงครามใหญ่ (Conventional War) อย่างเป็นทางการ ซึ่งไทยมีเป้าหมายที่จะกำจัดความเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชาให้หมดไป โดยเฉพาะทางการทหารและการเมือง ส่วนกัมพูชาต้องการให้นานาชาติ รวมทั้งจีน สหรัฐฯ สหประชาชาติ เข้ามาแทรกแซง ช่วยจัดแนวชายแดนและเส้นเขตแดนให้ตนได้ดินแดนมากขึ้น รวมทั้งต้องการเปิดด่าน ยุติการถูกกดดันในทุกรูปแบบ ยุติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และต้องการสอนบทเรียนให้กับไทยอย่างที่เคยทำไว้กับหลายชาติว่ากัมพูชามีพวกพ้องในเวทีโลกที่คอยช่วยเหลืออยู่เสมอ

หากสงครามใหญ่เกิดขึ้นจริง ก็จะสอดคล้องกับความต้องการของชาวไทยจำนวนมากที่ต้องการให้เรื่องความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น “จบๆ ไป” แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะมองว่าไทยได้เปรียบแทบทุกประตู แต่จะจบได้จริงหรือไม่นั้น ไทยก็จะต้องระดมสรรพกำลังของทุกภาคส่วนเข้ามาประกอบกันในการทำสงคราม โดยเฉพาะกองทัพไทยก็ต้องระดมกำลังรบทั้งหมดที่มีอยู่เคลื่อนเข้ายึดพื้นที่สำคัญทั้งทางการทหารและทางการเมืองของกัมพูชาที่สำคัญๆ ไว้ให้ได้ทั้งหมด แล้วสถาปนาหรือกำหนดเงื่อนไข “ความเป็นมิตร” ให้กับกัมพูชาที่พ่ายแพ้สงคราม

สงครามในรูปแบบที่หนึ่งนี้ ในขณะนี้ระหว่างไทย-กัมพูชายังเป็นไปได้ไม่มาก บริบทในปัจจุบันต่างกันมาก แม้ว่าทั้งสองประเทศจะเข้มแข็งทางการทหารมากขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างมากขึ้นด้วย ในส่วนของไทย ก็ยังไม่มีการเปิด “ห้องบัญชาการรบ” (War Room) ในระดับนโยบายสูงสุดที่สภาความมั่นคง (สภาสงครามเดิม) หรือไม่มีการจัดตั้ง “คณะรัฐมนตรีสงคราม” (War Cabinet) เพื่อควบคุมทิศทางของสงครามสมัยใหม่ที่จะต้องรบกันในทุกทุกมิติทุกสมรภูมิ

แต่ก็ต้องถือว่าแนวโน้มที่จะเกิดสงครามใหญ่มีมากขึ้นกว่าเดิมเพราะด้วยกระแสชาตินิยมที่เข้มข้นขึ้น ด้วยการเตรียมพร้อมและความตั้งใจของกองทัพที่มีมากขึ้น และด้วยการสั่งการหรือการขู่ของฝ่ายการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งหากการขู่ไม่ได้ผลและมีการตัดสินใจในขั้นสุดท้ายของฝ่ายผู้นำของทั้งสองประเทศให้เข้าสู่สมรภูมิแล้ว สงครามใหญ่ก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

หากสงครามใหญ่เกิดขึ้นจริง ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อทั้งสองฝ่ายก็คงไม่น้อย การยุติความเป็นศัตรูและสร้างความเป็นมิตรต่อกัน ก็คงจะยุ่งยากมากขึ้น เหตุเพราะมีแนวโน้มว่าจะไม่มีใครแพ้ชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้น หนทางสู่สันติภาพที่หลายฝ่ายต้องการจากปากกระบอกปืนนั้น ก็คงจะยังอีกยาวไกล

2.รูปแบบที่สอง - “ความขัดแย้งแบบจำกัดและต่อเนื่อง” (Continumm of Limited Conflict) หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำการเมืองหรือทางการทหารแล้ว ไทยและกัมพูชาก็ยังคงขัดแย้งกันต่อไปและอย่างต่อเนื่อง ในทางการเมือง คงจะมีการกล่าวหาและโต้ตอบกันรายวันเช่นเดิม ในทางการทหาร ก็จะมีการกระทบกระทั่งหรือปะทะกันตามจุดต่างๆ เป็นระยะๆ ตลอดแนวชายแดน และอาจจะมีโอกาสได้ยึดครองพื้นที่กันมากขึ้น โดยมีมหาอำนาจและชาติต่างๆ เข้ามาสนับสนุน แทรกแซงหรือกดดันให้ทั้งสองฝ่ายสู้รบและกลับเข้าสู่ข้อตกลงสันติภาพคู่ขนานกันควบคู่กันไป

แต่การสู้รบแบบจำกัดนี้อาจจะไม่บานปลาย เหตุเพราะผู้นำทางการเมืองยังไม่พร้อม หรือยังไม่เห็นว่าการเข้าสู่สงครามใหญ่นั้นจะได้ประโยชน์สูงสุด หรืออาจจะเห็นแล้วว่าสงครามนั้นจะไม่ยุติลงด้วยชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่สำคัญ ความสูญเสียจริงๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้น อาจจะเกินกว่าที่ประชาชนทั่วไปรับได้ และยังอาจจะเกิดกระแสตีกลับความนิยม ทำให้อำนาจทางการเมืองของตนลดน้อยถอยลง หรือถึงขั้นต้องเปลี่ยนผู้นำเพราะตัดสินใจผิดพลาดทำให้เกิดความสูญเสียหรือเพลี่ยงพล้ำ

สถานการณ์ในรูปแบบที่สองนี้ ขณะนี้ถือว่าเกิดขึ้นอยู่แล้วในปัจจุบัน และเป็นรูปแบบที่น่าอึดอัดขัดใจประชาชนหลายกลุ่มเป็นที่สุด เพราะทำให้ต้องอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลายคนไม่สามารถดำรงชีวิตเป็นปกติได้ โดยเฉพาะตามแนวชายแดน และทำให้เกิดบรรยากาศของความหวาดกลัววิตกกังวลโดยรวม ต้องตั้งรับต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หรือมีความรู้สึกว่าถูกกระทำ ถูกบิดเบือน ถูกให้ร้ายจากฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เป็นธรรม

คนไทยจำนวนมากจึงมีความต้องการให้มีการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวอย่างรวดเร็ว ชัดเจน เข้มแข็ง และเข้มข้นขึ้นด้วยความเป็นเอกภาพ เพื่อรักษาเอกราช อธิปไตย ความปลอดภัย และเพื่อให้ไทยได้เปรียบขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่เสียเปรียบไปมากกว่านี้ โดยทำอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน เป็นสัดส่วน ตามระบบที่ดีและมีอยู่แล้ว และก็ไม่ได้หมายความว่าไทยจะต้องกระโจนเข้าสู่สงครามใหญ่กับกัมพูชาโดยไม่จำเป็น

3.รูปแบบที่สาม - “กลับสู่ข้อตกลงสันติภาพ” ปัจจุบันความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงสองประเทศหรือในระดับทวิภาคีตามที่ไทยต้องการและได้ยืนยันมาตั้งแต่แรกอีกต่อไป สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น สมาชิกอาเซียน และอีกหลายประเทศ รวมทั้งสหประชาชาติ ก็ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แทรกแซง และชี้นำไทยและกัมพูชาให้เดินตามแนวทางของตนเองอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ต่างก็เพราะมีผลประโยชน์ของตนที่ต้องรักษาไว้อย่างที่ทราบกัน และไทยก็อ่อนแอเกินกว่าที่จะยับยั้งการแทรกแซงเหล่านั้นได้

สถานการณ์ในรูปแบบที่สามนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามความเร็วของการเชื่อมโยงในโลกสมัยใหม่ เราจึงได้เห็นการกดดันและแทรกแซงจากชาติต่างๆ นับตั้งแต่แรกที่เริ่มสู้รบกันจนถึงปัจจุบัน ในขณะนี้ก็ชัดเจนพอสมควรว่า สหรัฐฯ จีน และบางประเทศ จะใช้เงื่อนไขทั้งทางเศรษฐกิจ การทหาร การเมือง และอื่นๆ กดดันไทยให้กลับไปสู่ข้อตกลงสันติภาพหรือปฏิญญาร่วมกับกัมพูชาอีก

ดังนั้น ไทยควรจะต้องตั้งหลักให้ดี หา “สมดุลใหม่” ทางยุทธศาสตร์ (Strategic New Equilibrium) ของตนเองให้ได้ และพึงระวังให้มากอยู่เสมอว่าไม่ควรจะไปเผชิญหน้าหรือขัดแย้งกับประเทศต่างๆ เหล่านั้นโดยไม่จำเป็น ซึ่งบ้างก็เป็นมหาอำนาจ บ้างก็เป็นพันธมิตรทางการทหาร บ้างก็เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และส่วนใหญ่ก็เป็นมิตรประเทศและเป็นคู่ค้าที่สำคัญลำดับต้นๆ ของเรา

ในขณะเดียวกัน ไทยก็ควร “ทำความเข้าใจ” กับประเทศเหล่านั้นให้ชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงสันติภาพในรอบล่าสุดนี้ตั้งแต่แรก (เช่น การถอนกำลังฝ่ายเดียวโดยไม่มีการสังเกตการณ์อย่างเป็นทางการ ลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ใช้อาวุธคุกคาม รุกล้ำอธิปไตยและดินแดน ฯลฯ)

ที่สำคัญ ไทยควรเสนอให้มีกลไกและมาตรการเพิ่มเติมเพื่อบังคับและลงโทษกัมพูชาหากทำเช่นเดิมอีก โดยให้ชาติเหล่านั้นช่วยกดดันและบังคับให้กัมพูชากลับเข้ามาสร้างสันติภาพอย่างจริงจังกับไทย ก่อนที่ไทยจะยอมรับหรือตกลงในทำตามเงื่อนไขต่างๆ ของชาติเหล่านั้นอีกครั้ง

สรุป : สองฝ่ายคือ ไทย-กัมพูชา คงยังไม่รีบเร่งสถานการณ์การปะทะกันในเวลานี้แน่ ชัดเจนว่ากัมพูชาเร่งรีบโทรหาสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย ลนลานเป็นลูกกระจ๊อกร้องหาพี่ใหญ่มาคุ้มครอง นับเป็นจังหวะที่ไทยได้เปรียบ แต่ต้องไม่เสียเปรียบและอ่อนข้อให้แก่แรงกดดันจากสองประเทศดังกล่าวอีกต่อไป !!

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  
  • Breaking News
  • ข่าวยอดนิยม
  • คอลัมน์ฮิต
14:37 น. ฮาจุกอก! 'ทรูโฟร์ยู'รวมฮิตไทบ้านครบทุกตอนดูเพลินตั้งแต่เช้ายันดึก
14:37 น. อนุทิน ไม่ตอบหน้าตาพรรคร่วมฯ ขอเลือกนายกฯ ก่อน ปัดไม่ได้ตอบไม่นั่งกลาโหม
14:28 น. ระวังฟ้าผ่า-ลูกเห็บตก! กรมอุตุฯ ประกาศฉบับที่ 4 เตือนพายุฤดูร้อน เริ่มที่อีสานก่อนลามทั่วไทยตอนบน
14:13 น. ชัยวัฒน์ ลาออกชุดเฉพาะกิจทส. ลั่นมีจุดยืน-อุดมการณ์ของตนเอง จ่อเปิดพรุ่งนี้
14:11 น. เขาหลักปั่นป่วน! ชาวบ้านแห่กักตุนน้ำมัน-คิวรถยาวเหยียดล้นถนนกว่า 500 เมตร
ดูทั้งหมด
ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดประจำวันที่ 1 มีนาคม 2569
ติ๊ก กัญญารัตน์ เปิดตัวคนพิเศษ ฉลองครบรอบ 25 ปี อ่านแคปชั่นแล้วใจละลาย
ปิดตำนานไผทอุดมศึกษา! แก้วตา ขอโทษ ไม่สามารถรักษาโรงเรียนไว้ได้
แฟนคลับช็อก รายการดังประกาศยุติออกอากาศฟ้าผ่า
ยิปซี 12 นักษัตร : พยากรณ์ประจำวันที่ 1-7 มีนาคม พ.ศ. 2569
ดูทั้งหมด
นายพลจอมเผา
ตาต่อตา-ฟันต่อฟัน
บุคคลแนวหน้า : 3 มีนาคม 2569
มาตรฐานทางจริยธรรมทำให้รัฐบาลอยู่นานครบวาระสภาสี่ปี
ยึดทรัพย์ทุนเทาสกัดฟอกเงิน
ดูทั้งหมด

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

อนุทิน ไม่ตอบหน้าตาพรรคร่วมฯ ขอเลือกนายกฯ ก่อน ปัดไม่ได้ตอบไม่นั่งกลาโหม

ระวังฟ้าผ่า-ลูกเห็บตก! กรมอุตุฯ ประกาศฉบับที่ 4 เตือนพายุฤดูร้อน เริ่มที่อีสานก่อนลามทั่วไทยตอนบน

ชัยวัฒน์ ลาออกชุดเฉพาะกิจทส. ลั่นมีจุดยืน-อุดมการณ์ของตนเอง จ่อเปิดพรุ่งนี้

เขาหลักปั่นป่วน! ชาวบ้านแห่กักตุนน้ำมัน-คิวรถยาวเหยียดล้นถนนกว่า 500 เมตร

OR ยันยังไม่ขยับราคาน้ำมัน แม้ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

สุดจะอั้น! 'คาเท็กซ์' ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1.80 บาท/ลิตร ตาม 'เชลล์'

  • Breaking News
  • ฮาจุกอก! \'ทรูโฟร์ยู\'รวมฮิตไทบ้านครบทุกตอนดูเพลินตั้งแต่เช้ายันดึก ฮาจุกอก! 'ทรูโฟร์ยู'รวมฮิตไทบ้านครบทุกตอนดูเพลินตั้งแต่เช้ายันดึก
  • อนุทิน ไม่ตอบหน้าตาพรรคร่วมฯ ขอเลือกนายกฯ ก่อน ปัดไม่ได้ตอบไม่นั่งกลาโหม อนุทิน ไม่ตอบหน้าตาพรรคร่วมฯ ขอเลือกนายกฯ ก่อน ปัดไม่ได้ตอบไม่นั่งกลาโหม
  • ระวังฟ้าผ่า-ลูกเห็บตก! กรมอุตุฯ ประกาศฉบับที่ 4 เตือนพายุฤดูร้อน เริ่มที่อีสานก่อนลามทั่วไทยตอนบน ระวังฟ้าผ่า-ลูกเห็บตก! กรมอุตุฯ ประกาศฉบับที่ 4 เตือนพายุฤดูร้อน เริ่มที่อีสานก่อนลามทั่วไทยตอนบน
  • ชัยวัฒน์ ลาออกชุดเฉพาะกิจทส. ลั่นมีจุดยืน-อุดมการณ์ของตนเอง จ่อเปิดพรุ่งนี้ ชัยวัฒน์ ลาออกชุดเฉพาะกิจทส. ลั่นมีจุดยืน-อุดมการณ์ของตนเอง จ่อเปิดพรุ่งนี้
  • เขาหลักปั่นป่วน! ชาวบ้านแห่กักตุนน้ำมัน-คิวรถยาวเหยียดล้นถนนกว่า 500 เมตร เขาหลักปั่นป่วน! ชาวบ้านแห่กักตุนน้ำมัน-คิวรถยาวเหยียดล้นถนนกว่า 500 เมตร
ดูทั้งหมด

คอลัมน์ที่เกี่ยวข้อง

ภาวะ ‘หมาจนตรอก’ ของผู้นำกัมพูชา

ภาวะ ‘หมาจนตรอก’ ของผู้นำกัมพูชา

1 มี.ค. 2569

‘ชายบ้ากาม’กับมาตรฐาน ‘พรรคส้ม’

‘ชายบ้ากาม’กับมาตรฐาน ‘พรรคส้ม’

25 ก.พ. 2569

เลือกตั้ง ‘โมฆะ’ หรือไม่ : รุ่นใหญ่เขาใส่กัน!

เลือกตั้ง ‘โมฆะ’ หรือไม่ : รุ่นใหญ่เขาใส่กัน!

22 ก.พ. 2569

ก่อน สว. จะล้ำเส้นเป็น ‘สีส้ม’

ก่อน สว. จะล้ำเส้นเป็น ‘สีส้ม’

18 ก.พ. 2569

คิวอาร์โค้ด : ลงคะแนนลับหรือไม่ลับ

คิวอาร์โค้ด : ลงคะแนนลับหรือไม่ลับ

15 ก.พ. 2569

‘สีน้ำเงิน’ จะผสมกับสีไหนบ้าง?

‘สีน้ำเงิน’ จะผสมกับสีไหนบ้าง?

11 ก.พ. 2569

เลือก ‘ถ่วงดุลอำนาจ’ ไม่ให้รัฐล้มเหลว

เลือก ‘ถ่วงดุลอำนาจ’ ไม่ให้รัฐล้มเหลว

8 ก.พ. 2569

ยุทธศาสตร์ ‘หลากสีล้มส้ม’ ในกทม.

ยุทธศาสตร์ ‘หลากสีล้มส้ม’ ในกทม.

4 ก.พ. 2569

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved