วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569
ข่าวต่างประเทศใหญ่ในรอบสัปดาห์นี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องประธานาธิบดีทรัมป์ส่งกองกำลังทหารบุกเข้าจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ผู้นำประเทศเวเนซุเอลา ด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายสากลและคุมเครือข่ายยาเสพติด พร้อมกับประกาศทวงคืนธุรกิจน้ำมันที่อดีตประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ ยึดเข้ามาเป็นของรัฐ เพื่อเตรียมส่งให้บริษัทเอกชนสหรัฐฯ เข้าไปลงทุน เมื่อการเมืองในเวเนซุเอลามีเสถียรภาพ
เวเนซุเอลา เป็นประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก ประมาณ 304,000 ล้านบาร์เรลโดยมีซาอุดีอาระเบีย (267,000) และอิหร่าน (208,000)ตามมาเป็นที่สองและสามนอกจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแล้ว เวเนซุเอลายังมีแร่ธาตุ เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และทองคำ เวเนซุเอลาตั้งอยู่ในเขตร้อน ฝนตกชุก มีที่ดินเหมาะแก่การทำเกษตร และยังมีหุบเขาและแม่น้ำที่เหมาะต่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำอีกด้วย
ย้อนกลับไปในช่วง ศตวรรษที่ 15 อเมริโกเวสปุซซี่ (Amerigo Vespucci) นักสำรวจชาวอิตาลี (ต่อมาชื่อของเขากลายมาเป็นชื่อทวีป “อเมริกา”) ได้เดินทางไปพบดินแดนและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวพื้นเมืองในแถบนั้น ทำให้เขานึกถึงเมืองเวนิสที่อิตาลี ที่ผู้คนปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ตามริมน้ำ เขาจึงตั้งชื่อดินแดนแถบนั้นว่า “Veneziola” ในภาษาอิตาลี หรือ “Venezuela” ในภาษาสเปนอันหมายความว่า Little Venice หรือ “เวนิสน้อย”
สมัยที่ยังเป็นเมืองขึ้นของสเปนอยู่ ดินแดนแถบนี้มีชื่อเสียงในการผลิตโกโก้ ต่อมาภายหลังจากได้เอกราชในปี 1830 (๒๓๗๓) ชาวเวเนซุเอลาได้ใช้ที่ดินอันอุดมสมบูรณ์นี้ปลูกกาแฟแทน เพราะได้ราคาที่สูงกว่า จนกระทั่งปี 1917 (๒๔๖๐) เวเนซุเอลาได้เริ่มส่งออกน้ำมัน จนกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 1929 (๒๔๗๒)ก่อนที่ประเทศกลุ่มตะวันออกกลางจะพบแหล่งน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลในดินแดนของตัวเองในเวลาต่อมา
ภายหลังพบน้ำมัน เวเนซุเอลาถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ผู้นำใช้เงินแผ่นดินบำรุงบำเรอตัวเองพรรคพวก และนายทหารในกองทัพ สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน จนนำไปสู่การประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่า ประเทศเข้าสู่วงจรอุบาทว์ วนเวียนสลับไปมาระหว่างการปกครองโดยเผด็จการกับกระบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย ความไม่สงบภายในประเทศที่ยืดเยื้อยาวนาน อันเกิดจากการประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้การพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมน้ำมันถูกละเลย
จนกระทั่งปี 1958 (๒๕๐๑) ประชาธิปไตยในเวเนซุเอลาเริ่มจะเดินได้และหันมาพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมน้ำมัน ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศกลุ่มตะวันออกกลางเริ่มส่งออกน้ำมันจำนวนมากสู่ตลาดโลก ทำให้ราคาตกต่ำลงพอราคาน้ำมันตก เวเนซุเอลาก็เริ่มประสบปัญหาหนี้สิน
ช่วงปี 2010 ถึง 2014 ราคาน้ำมันโลกทรุดตัวอย่างรุนแรงอีกครั้ง หรือที่เรียกว่า “ภาวะราคาน้ำมันล่ม” (oil crash) เมื่อสหรัฐฯ พัฒนาเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมันแบบใหม่ที่เรียกว่า hydraulic fracturing สำเร็จ อันทำให้สามารถขุดเอาน้ำมันดิบที่ถูกกักอยู่ในชั้นหินดินดาน (shale oil) ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้เปลือกโลกถึงสิบกิโลเมตรเอาขึ้นมาใช้ได้ ทำให้มีการค้นพบแหล่งผลิตน้ำมันดิบจากหินดินดานเกือบร้อยแห่งใน 40 กว่าประเทศ โดยเฉพาะที่สหรัฐฯ จีนและรัสเซีย ในขณะที่เวเนซุเอลายังคงปล่อยให้อุตสาหกรรมน้ำมันดักดานแน่นิ่งอยู่กับที่ และก็คงเดากันได้ไม่ยากว่าภายหลังจากเหตุการณ์ภาวะราคาน้ำมันล่ม ในปี 2014 สภาพของเวเนซุเอลาจะเป็นเช่นไร...และเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
การเวียนว่ายในวัฏจักรความชั่วร้ายทางการเมืองการฉ้อราษฎร์บังหลวงชนิดเข้ากระดูกดำในทุกองคาพยพของสังคม และการละเลยต่อการพัฒนาลงทุนต่อยอดอุตสาหกรรมน้ำมัน ทำให้ในปัจจุบัน ประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรน้ำมันที่สุด กลับกลายเป็นประเทศที่ตกอยู่ในสภาพหนี้ท่วมหัว ตัวเลขเงินเฟ้อพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เพราะพิมพ์เงินออกมาใช้หนี้ ประเทศขาดแคลนอาหาร ประชากรกว่า 80% ยากจน โดย 53% อยู่ในสภาพยากจนข้นแค้น อดมื้อกินมื้อ
ถึงแม้เวเนซุเอลาจะมีแหล่งสำรองน้ำมันดิบใหญ่ที่สุดในโลก แต่ก็กลับไม่สามารถเอาต้นทุนที่ฟ้าประทานตรงนี้มาสร้างเป็นแหล่งเงินออมเพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคตต่อไปได้ เพราะตลอดระยะเวลาที่ประเทศวนเวียนอยู่ในวัฏจักรชั่วร้ายทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันดิบถูกทำลายอย่างหนัก จากการคอร์รัปชันและขาดการลงทุนพัฒนาต่อยอดมานาน แท่นขุดเจาะน้ำมันจำนวนมาก ทั้งถูกปล่อยทิ้งร้าง แถมยังถูกปล้นและนำไปขายในตลาดมืด การรั่วไหลของน้ำมันไม่ได้รับการดูแล ท่าเรือและอุปกรณ์ขนส่งน้ำมันต่างๆ อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมอย่างมาก จากที่เคยใช้เวลาเพียง1 วัน ในการขนส่งน้ำมันลงเรือบรรทุกขนาดใหญ่ที่ส่งไปจีน ในช่วงปี 2020 แต่ปัจจุบัน ต้องใช้เวลาถึง5 วัน
ในทางกลับกัน....จากเวเนซุเอลา..ถ้าหันไปมองทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือข้ามมหาสมุทรแอนแลนติกไปยังนอร์เวย์ ก็จะเป็นอีกเรื่องราวหนึ่งของเส้นทางเดินประเทศที่แตกต่างกัน
ย้อนกลับไปประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว ในปี 1919 (๒๔๖๒) เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติใหม่ๆ นอร์เวย์จัดเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนในยุโรป ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เศรษฐกิจนอร์เวย์ผูกติดกับการบริการด้านการเดินเรือการส่งออกไม้สน และการค้าปลา เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติมีเพียงป่าไม้และผลผลิตประเภทสัตว์น้ำจากทะเลเหนือ โดยรายได้ที่มาจากการทำประมงเป็นส่วนที่ทำรายได้ให้กับนอร์เวย์มากที่สุด
กระทั่งกลางทศวรรษที่ 1970 เศรษฐกิจนอร์เวย์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อนอร์เวย์ได้ค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่บริเวณไหล่ทวีปในช่วงทศวรรษที่ 1960และเริ่มผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้ในปี 1971
ปัจจุบันนอร์เวย์นับเป็นหนึ่งในประเทศร่ำรวยที่สุดในโลก โดยไม่เพียงแต่มีรายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียมเท่านั้น นอร์เวย์ยังมีความสามารถในการสร้างรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการประมงทางทะเล และไฟฟ้าจากพลังงานน้ำ เป็นต้น
ไฟฟ้าพลังงานน้ำเป็นแหล่งพลังงานสำคัญหลักสำหรับบริโภคภายในประเทศ พลังงานไฟฟ้ากว่า 90% เป็นการผลิตมาจากพลังงานน้ำ เพราะนอร์เวย์มีน้ำใช้ตลอดปีจากการละลายของหิมะที่ขั้วโลก ทำให้นอร์เวย์สามารถพัฒนาระบบเขื่อนที่นำพลังงานน้ำไปผลิตไฟฟ้าด้วยต้นทุนที่ต่ำ ดังนั้นจึงทำให้การพึ่งพาน้ำมันและก๊าซภายในประเทศอยู่ในระดับต่ำ และทำให้น้ำมันและก๊าซเกือบทั้งหมดกลายเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ
การผลิตน้ำมันดิบของนอร์เวย์เริ่มขึ้นในปี 1971 เมื่อนอร์เวย์ค้นพบไฮโดรคาร์บอน นอกชายฝั่งที่ทับถมอยู่ใต้ทะเลเหนือ ในช่วงทศวรรษที่ 1960 และเริ่มพัฒนาแหล่งทรัพยากรดังกล่าวในช่วงทศวรรษที่ 1970 ระหว่างปี 1971 ถึง 1976 การผลิตน้ำมันดิบของนอร์เวย์ได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 300,100 ตัน มาเป็น 13.8 ล้านตัน หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละ 114% โดยในปี 1971 ปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของนอร์เวย์มีสัดส่วนเพียงประมาณ 0.2% ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดของประเทศ แต่ในปี 1976 กลับเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 10 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมด
การค้นพบน้ำมันดังกล่าว ทำให้นอร์เวย์กลายเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของโลกในฐานะผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ และมีการผลิตก๊าซธรรมชาติมากที่สุด ความเจริญเติบโตในภาคอุตสาหกรรมน้ำมันได้เปลี่ยนให้นอร์เวย์เข้าสู่ช่วงเวลาที่เรียกว่า “ยุคน้ำมัน” อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลในช่วงเวลาดังกล่าว รายจ่ายรัฐบาลนอร์เวย์เพิ่มขึ้นเป็นปีละ 17% โดยเฉลี่ย GDP เพิ่มขึ้น เฉลี่ยปีละ 8.1% ความร้อนแรงทางเศรษฐกิจทำให้อัตราเงินเฟ้อของนอร์เวย์เพิ่มขึ้นจาก 4.5% โดยเฉลี่ย ระหว่างปี 1961-1970 เป็นอัตราเฉลี่ย ปีละเกือบ 9% ในช่วงปี 1971-1976
ในเวลานั้น รัฐบาลนอร์เวย์ยังไม่มีแผนและนโยบายที่ชัดเจนในการบริหารเศรษฐกิจและการลงทุนที่ถูกขับเคลื่อนมาจากภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยเฉพาะการบริหารเงินทุนขนาดใหญ่หรือรายได้รัฐจำนวนมหาศาลที่ได้มาจากการส่งออกน้ำมัน....(ยังมีต่อ)
ดร.ธิติ สุวรรณทัต

โปรดเกล้าฯ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 3 นาย พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์
ฮา ลั่นห้องซ้อม!‘ตั๊ก-ฮาย-สุ’มาเต็ม ‘บิว ณัฐพล’ เตรียมโชว์ ‘7 สีคอนเสิร์ต เฟสติวัล’
‘ผ้าสามสี’และ ‘เนื้อนวล’ ซีรีส์เด็ดจาก ‘เรื่องเล่าอาจารย์ยอด’
EDDIE ปล่อยซิงเกิลใหม่ ‘ซ่อมตัวเอง’ พร้อม Challenge แจกรางวัล
'เคิร์สเตน ดันสต์' ถ่ายทอดบทคนรักของ 'เจฟฟรีย์ แมนเชสเตอร์'

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี