วันอาทิตย์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ยิ่งใกล้วันหย่อนบัตรเลือกตั้ง ยิ่งเห็นความลนลานเลิ่กลั่กของกองเชียร์ โดยเฉพาะกองเชียร์พรรคส้ม ซึ่งมีทั้งแบบกระมิดกระเมี้ยน และแบบโฉ่งฉ่าง ดาหน้ากันออกมา จนเกิดการตอบโต้ ตอกหน้า และถกเถียงกันด้วยเหตุและผลมากมาย
1) นายสุทธิชัย แซ่หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์ข้อความระบุว่า “Baby Boomers คือ รุ่นล้มเหลว บ้านเมือง พ.ศ.นี้ คอร์รัปชันเต็มเมือง เศรษฐกิจติดหล่ม ระบบเส้นสายครองเมือง แข่งขันกับใครไม่ได้ เลือกตั้งครั้งนี้มีความหวังอะไร?” โดยเนื้อหาภายในคลิปเป็นการตั้งคำถามใหญ่ก่อนวันเลือกตั้ง: “ทำไมประเทศไทยถึงมาอยู่จุดนี้?” จุดที่เคยเป็นผู้นำอาเซียนแต่กลับถูกเพื่อนบ้านแซงหน้า เจาะลึกบทวิเคราะห์แรงที่ชี้ว่า 40-50 ปีภายใต้การกุมอำนาจของคนรุ่น “Baby Boomers” อาจเป็นสาเหตุของความถดถอย ทั้งระบบอุปถัมภ์ คอร์รัปชัน และความกลัวการเปลี่ยนแปลง
2) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Chai Seeho” ออกมาโพสต์ข้อความ ชี้ว่า การที่สื่อมวลชนรุ่นใหญ่ตีตรา Baby Boomer เป็น “รุ่นที่ล้มเหลว” นั้น เป็นการปฏิเสธคุณูปการมหาศาลที่คนรุ่นนี้สร้างไว้ให้กับบ้านเมือง ผู้โพสต์ชี้ว่า การที่คนรุ่นเดียวกันอย่างคุณสุทธิชัยออกมาวิจารณ์ว่าเป็นรุ่นที่ล้มเหลว เป็นเรื่องน่าเศร้าและเหมือนเป็นการลืมอดีตที่ตัวเองก็เคยผ่านมา อีกทั้งยังเตือนว่าอย่าหลงเชื่อวาทกรรมคนรุ่นใหม่จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทั้งนี้ ผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า
“Baby Boomer คนกลุ่มนี้ปัจจุบันก็อายุ 60-78 เพราะพวกเขาเกิดปี 1946-1964 “สุทธิชัย หยุ่น” บอกว่าคือรุ่นล้มเหลว
เชื่อสีส้มมากไปหรือเปล่าครับ คนรุ่นนี้ทั่วโลกคือ “ผู้สร้างประเทศ” ทั้งยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ กระทั่งไทย Gen นี้เป็นพวกทำงานหนัก ปากกัดตีนถีบเพื่อสร้างความมั่นคงให้ครอบครัว และแน่นอน มันหมายถึงประเทศชาติด้วย คุณสุทธิชัยมาจากบ้านนอกคือหาดใหญ่ ลองนึกถึง 40-50 ปึก่อนสิ ว่านั่นคือยุคที่ Baby Boomer เพิ่งเรียนจบ เพิ่งทำงาน บ้านเมืองเป็นแบบไหน ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา ดีแบบทุกวันนี้ไหม
เหล่านี้ไม่ใช่ Gen Z ทำนะครับ เมื่อ 30 ปีก่อน เมืองไทยก็มี Eastern Seaboard ก็มาจากการทำงานของ Baby Boomer ที่ตอนนั้นยังอายุ 30 และไฟแรงเพราะเพิ่งกลับจากนอก พวกเขาสร้างโรงไฟฟ้า สร้างนิคมอุตสาหกรรม สร้างท่าเรือ สร้างโครงสร้างพื้นฐาน แม้แต่ “คนละครึ่ง” ก็คิดโดย Baby Boomer อย่างลุงตู่กับคุณอาคมนะครับ ไม่ใช่พรรคการเมืองใหม่ที่นำมาใช้ต่อยอด พอวันนี้ทุกอย่างลงตัว Baby Boomers กลายเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ในสายตาคนรุ่นใหม่
ที่น่าเศร้าคือ Baby Boomer อย่างคุณสุทธิชัย ก็ไปหลงเชื่อวาจานี้ และพูดออกมาราวกับนอนหลับไป 30 ปี แล้วตื่นมาพบว่าความเจริญของไทย (และโลก) เป็นผลงานของ “คนรุ่นใหม่” ทั้งๆ ที่บางคนยังไม่เคยทำงานอะไรเลย พักบ้างนะครับ..ระวังจะถูกเด็กมันด่าว่าเป็นสิ่งชำรุดที่หลอกใช้ง่ายชะมัด”
2) ดราม่าหนักขึ้นอีก ในโลกออนไลน์ เมื่อ ดิว-วีรวัฒน์ วลัยเสถียร นักลงทุน ได้โพสต์วิจารณ์คนเห็นต่างทางการเมืองว่า “ผมเข้าไปดูโปรไฟล์คนที่ไม่ชอบส้มส่วนใหญ่ คือ แก่แล้วยังจนอยู่” ... “เพิ่มโง่ให้อีกอย่าง” จากนั้นไม่กี่ชั่วโมงต่อมา เจ้าตัวก็ได้โพสต์อีกว่า “โพสต์เดียว สลิ่มแม่ง ดิ้นไปครึ่งประเทศ” เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนและเกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง
3) นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทยและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังระบุผ่านเฟซบุ๊กถึงให้ความคิดเห็นว่า “ไม่แน่ใจว่า คุณดิวอะไรนี่ พูดจริงหรือเปล่า แต่ขอแชร์ความเห็นส่วนตัวผมครับ
...ความจนไม่ได้เกิดจากความขี้เกียจ ความล้มเหลว หรืออายุ แต่เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจ โอกาสที่ไม่เท่ากัน วิกฤตชีวิต โรคภัย ภาระครอบครัว และระบบที่เอียงเข้าข้างคนบางกลุ่ม
การเอาฐานะทางการเงินมาเป็นตัวชี้วัด “คุณค่าของคน” คือการลดทอนมนุษย์ให้เหลือแค่ตัวเลขในบัญชี ซึ่งเป็นตรรกะเดียวกับสังคมที่ไร้ความเมตตา และไร้ความเข้าใจ มันเหยียดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มันสะท้อนความกลวงของความสำเร็จ คนที่ประสบความสำเร็จจริง จะไม่ต้องเหยียบคนอื่นเพื่อยืนยันตัวเอง เพราะความมั่นคงทางความคิด ไม่จำเป็นต้องดูถูกใคร
สังคมที่ดีไม่ใช่สังคมที่ทุกคนรวย แต่คือสังคมที่ ไม่ดูถูกคนที่ยังไปไม่ถึง และถ้าใครสักคน “ขึ้นไปถึง” แล้ว แต่เลือกจะหันกลับมาเหยียดคนที่อยู่ข้างล่าง สิ่งที่ขาดหายไป ไม่ใช่เงินแต่คือ วุฒิภาวะ และความเป็นมนุษย์”
4) อีกหนึ่งกรณี คือ นายแพทย์สุรเวช น้ำหอม ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง ได้ออกมาโพสต์ข้อความถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของตนเองที่เคยเป็น “คนเสื้อเหลือง” ผู้รักและศรัทธาในสถาบันกษัตริย์อย่างแรงกล้า และเคยสนับสนุนการรัฐประหารเพราะเชื่อว่าทหารคือ “คนดี” ที่จะเข้ามาปราบนักการเมืองโกงและปกป้องประเทศ แต่กาลเวลาได้พิสูจน์ให้เห็นความจริงที่ต่างออกไป โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า “จากคนเสื้อเหลืองจัด ทำไมวันนี้เชียร์สีส้ม?
...เพราะเหมือนทุกคนในวัยเดียวกัน เราเติบโตมาด้วยการดูข่าวพระราชกรณียกิจเห็นในหลวงและพระราชินีทรงไปเยี่ยมราษฎรทุกที่ จึงมีความรักและศรัทธาในตัวพระองค์ท่านเพราะสิ่งที่ท่านทำ ต่อมาโตขึ้น ได้มีโอกาสเรียนในระดับประถมและมัธยมต้นซึ่งเป็นโรงเรียนในพระบรมราชูปถัมป์อีก ทำให้ความรักในพระองค์ท่านยิ่งมากขึ้นจนเป็นทวีคูณ เรียนมัธยม มหาวิทยาลัย จนจบทำงานก็ล้วนได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสถาบันกษัตริย์อีก ดังนั้น ใครที่จะคิดมุ่งร้ายกับสถาบันเราจึงยอมไม่ได้ เลยเป็นที่มาของการสนับสนุนเสื้อเหลืองเพราะเราถูกทำให้เชื่อว่าเสื้อแดงมุ่งจะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองให้เป็นแบบอื่น บวกการพยายามรวบอำนาจและแก้กฎหมายเพื่อเอื้อตัวเอง ยิ่งทำให้เราเกลียดคนเสื้อแดงมากยิ่งขึ้น
ความรู้สึกเราเสื้อแดง คือ นักการเมืองที่ไม่ดี ถ้าปล่อยให้มีอำนาจก็จะเปลี่ยนระบบให้พวกตัวเอง ตอนนั้นจึงลงคะแนนให้พรรคที่ต่อต้านแดงตลอด แต่แดงก็กลับมาได้ทุกทีและยิ่งเหิมเกริมหนัก จึงทำให้เราลงถนน เป่านกหวีด และชูมือตบ เพราะรู้สึกว่าต้องให้ทหารเข้ามาปฏิวัติล้างทุกอย่างใหม่ นักการเมือง = คนไม่ดี ทำเพื่อตัวเอง มุ่งเปลี่ยนการปกครอง ทหาร = คนดี รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สุดท้ายเราก็ได้เฮ เพราะทหารปฏิวัติสำเร็จ เราก็ฝันว่าประเทศไทยต้องดีขึ้นแน่นอน คงจะเหมือนสิงคโปร์ที่มี ลี กวนยู ปกครองแล้วเจริญ เราไม่สนใจด้วยซ้ำ ทำไมคนเยอะแยะเลือกเสื้อแดง คิดว่าคนเหล่านั้นคงคิดไม่ได้และโดนนักการเมืองหลอกหรือก็เห็นแก่เงินซื้อเสียงมากกว่าอนาคตของประเทศชาติ พอเวลาผ่านไป ความตื่นเต้นที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงก็ลดลงประเทศก็ไม่เห็นว่าจะเจริญอย่างที่เคยฝันไว้
แต่ความเป็นชนชั้นกลางที่อาจจะไม่โดนผลกระทบมาก ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าต้องเดือดร้อนอะไร ตอนพรรคก้าวไกลเกิดมา มีข่าวว่าเป็นพวกไม่เอาสถาบันเช่นกัน แถมยังมีหลักฐานว่าแกนนำพูดไม่ดีกระทบเบื้องสูงอีก ทำให้เราเองปิดใจไม่รับฟังสิ่งที่เขาพยายามสื่อสาร เรียกว่าใจมันเกลียด พูดอะไรก็ไม่ฟัง ไม่เข้าหู เวลายิ่งนาน รัฐบาลทหารก็ยิ่งดูไม่โอเค เหมือนมีการสืบทอดอำนาจและไม่ฟังเสียงประชาชน เริ่มแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่มีจำกัด แม้จะอ้างรักชาติ รักสถาบัน แต่พอผลงานไม่ดี คนก็เริ่มตั้งคำถาม
สุดท้ายความจริงก็ชัดเจน รัฐบาลทหารแท้จริงก็ไม่ต่างจากรัฐบาลแบบเดิม เอื้อผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้องแถมยังโกงกินหนักขึ้นกว่าเดิม แต่คราวนี้ทำอะไรไม่ได้เลย ตรงนี้ทำให้เริ่มฟังเสียงที่ต่างมากขึ้น ร่วมกับการที่เราเองออกจาก Comfort Zone เดิมไปค้นหาเรื่องความหมายชีวิตและเรียนรู้เรื่องการฟังทำให้รู้จักคนหลากหลายระดับ หลากหลายอาชีพ จึงเกิดความสนใจคนที่เลือกเสื้อแดงและส้มมากขึ้น
หลังจากในหลวง ร.๙ เสด็จสวรรคต เราเองเริ่มเปิดใจฟังเรื่องที่เคยไม่ฟัง ทำให้เข้าใจสิ่งที่คนเสื้อส้มพยายามสื่อสารมันมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่าเรื่องสถาบันเพียงอย่างเดียว เพราะมันคือการให้คุณค่ากับคนทุกคนในสังคม คนดีเริ่มกลายเป็นคนดีย์ ความจงรักภักดีแทนที่จะทำตามพระบรมราโชวาท ดันกลายเป็นการโหนและกำจัดคนที่เห็นต่างหมด ทำให้เสื้อเหลืองแบบเราเปลี่ยนใจกลายเป็นส้ม
การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เราจึงให้โอกาสพรรคส้มเช่นเดียวกับคนมากมายในประเทศนี้ เพราะว่าคนเสื้อส้มก็ปรับท่าทีเรื่องเกี่ยวกับสถาบันและการที่สู้ศึกโดยไม่ใช้เงินซื้อเสียงเลย ทำให้เสื้อส้มชนะเป็นที่หนึ่งแบบพลิกความคาดหมาย แล้วก็ทำให้เห็นความชั่วร้ายของการสืบทอดอำนาจ พรรคอันดับหนึ่งสามารถทำให้เป็นฝ่ายค้านได้ และยังโดนตัดสิทธิได้โดยคนเพียงไม่กี่คน โดยที่ไม่แคร์เสียงประชาชนกี่ล้านเสียงที่เลือกเข้ามา ด้วยธีมทำตามกฎหมายที่ร่างเพื่อเอื้อให้สืบทอดอำนาจเดิม
เวลาที่ผ่านมาพิสูจน์ได้อย่างหนึ่งคือ ทุกพรรคการเมืองสามารถจับมือกันได้ ถ้าผลประโยชน์ลงตัว แม้อดีตจะด่ากันเสียหายแค่ไหน สุดท้ายคือเทคนิคการหาเสียง อันนี้คือความสุดยอดที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น แต่ก็ดีที่ทำให้เข้าใจความจริงของการเมืองไทยแบบเดิมและความจริงเกือบทุกพรรคก็เทาหมด มีความเชื่อมโยงกับอังเคิล สแกมเมอร์ และเรื่องเลวร้ายทุกสิ่ง องค์กรอิสระก็ไม่อิสระจริง ผู้รักษากฎหมายและผู้ทำผิดกฎหมายก็เพื่อนกัน ทุจริตคอร์รัปชันกลายเป็นเรื่องปกติแม้จับได้ก็ไม่กลัวแล้ว เพราะทำอะไรไม่ได้ บ้านเมืองก็ถอยหลังลงคลองมองเขาแซงไปทุกวัน
ดังนั้น เมื่อมองให้ดีแล้วไม่มีทางเลือกพรรคอื่นเลย พรรคที่ควรให้โอกาสมีพรรคเดียวคือพรรคส้ม ระบบคอร์รัปชันที่ฝังลึกจากระบบการเมืองเก่ายังไงก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเลือกแบบเดิมคราวนี้อยากจะขอดูว่า จะมีการแกล้งตัดสิทธิ สส.อะไรอีก หากพรรคส้มได้คะแนนถล่มทลายยิ่งกว่าคราวที่แล้ว คำพูดที่กอดความถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย แต่ผลงานที่ออกมามันรับไม่ได้ ตึกถล่มแบบถูกต้องตามระเบียบ เครนถล่มที่ไม่รู้จบและแก้ไม่ได้ การใช้เงินภาษีหรือเงินผู้ประกันตนอย่างไม่เหมาะสม การใช้อำนาจกลั่นแกล้งเพื่อปิดปากประชาชนเรื่องราวแบบนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเราเลือกแบบเดิม ครั้งนี้เรากาส้มและกาเห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้เห็นหัวประชาชนอย่างเราบ้าง ประเทศไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว อย่าให้ถึงจุดที่เทากลายเป็นดำและกลายเป็นแป้งเลยนะ!”
5) นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา หรือ “หนูนา” ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า
ปกติดิฉันจะไม่พูดเรื่องการเมืองในเฟซ ถ้าไม่รู้สึกแรงจริงๆ วันนี้รู้สึกเช่นนั้น…
ด้วยหมอคนหนึ่งจากโรงพยาบาลรามาธิบดี อ้างว่ารักและเทิดทูนในหลวงรัชกาลที่ 9 ยิ่งนัก แต่จะเลือกพรรคการเมืองพรรคหนึ่งแน่นอน…
คุณจะเลือกพรรคนั้นก็เป็นสิทธิ์ของคุณ… ไม่มีใครไปก้าวก่าย แต่ไม่ต้องมาอ้างรักในหลวง…
เพราะถ้าคุณรักเทิดทูนในหลวงรัชกาลที่ 9 จริง และคุณก็ไม่ใช่คนไกลปืนเที่ยง เป็นถึงหมอในโรงพยาบาลใหญ่ คุณไม่เคยรู้เลยหรือว่า คนสำคัญของพรรคนั้นดูหมิ่นในหลวงรัชกาลที่ 9 ขนาดไหน…
ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคนั้น…ด้อยค่าทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่าน…ว่ากดคนให้เป็นไพร่..
ผู้หญิงในพรรคนั้นคนหนึ่ง…ไม่ต้องพูดถึงเลยว่า…กี่ครั้งกี่หนที่เธอโพสต์หมิ่นในหลวงรัชกาลที่ 9…และองค์อื่นๆ…
เรื่องเหล่านี้คนเขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง… เชื่อว่า..คุณก็น่าจะรู้…
สิ่งที่คุณกำลังทำและสิ่งที่คุณอ้าง มันขัดแย้งกันอย่างมาก...
สรุป...เลือกพรรคที่คุณชื่นชอบไปเถอะ…แต่อย่ามาอ้างรักในหลวง
สรุป : มนุษย์ทุกคน มีคนที่รัก มีพรรคที่ชอบความบิดเบี้ยวที่เกิดขึ้น เกิดจาก “อคติ” ลำเอียงเข้าหาหรือชิงชังจน “ตรรกะเหตุผล” วิบัติบรรลัยได้
การเมืองไทย ที่ให้ประชาชนเป็นผู้เลือก จะพัฒนาได้ยากมาก หากผู้เลือกยังถูกชี้นำอย่างบิดเบี้ยว ด้วยคน “มีชื่อ” ในสังคม แบบนี้ !!

พิธา ปิยบุตร ลุยสกลนคร ลั่นตอนนี้ไม่ใช่การเมือง 3 ก๊ก แต่เป็นการเมือง 2 ขั้ว ขั้วเดิม-ขั้วใหม่
แม่ทัพภาค 2 เยี่ยมครอบครัว พล.ต.ศตวรรษ วีรบุรุษช่องบก ย้ำกองทัพไม่ทอดทิ้ง
(คลิป) ปะทะรอบ 3 หรือไม่? ชายแดนไทย–เขมร ความขัดแย้งที่ยังไม่จบ
(คลิป) เปิดผล นิด้าโพล ครั้งสุดท้าย! พิธา มีผลเล็กน้อย คะแนนพรรคส้มร่วงทุกพื้นที่
สหรัฐฯ ประกาศ Government Shutdown บางส่วน อย่างเป็นทางการ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี