วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งเมื่อวานนี้ 8 กุมภาพันธ์ บรรยากาศคึกคัก ประชาชนคนไทยออกมาใช้สิทธิ์กันเป็นจำนวนมาก ผลอย่างไม่เป็นทางการพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง และพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยชิงกันเข้ามาเป็นอันดับสองและอันดับสาม ส่วนผลการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เรื่องนี้ยังอีกยาว ไม่จบกันง่ายๆ ยังต้องลงประชามติกันอีกสองรอบ และต้องล้างผลาญเงินงบประมาณแผ่นดินอีกไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท
ย้อนไปดูว่าหัวหน้าพรรคการเมือง และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ 3 พรรคที่เข้าสู่เส้นชัย 3 อันดับแรก สัญญาไว้อย่างไรกับประชาชนคนไทย ถ้าหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคของตนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน "ขอโอกาสครั้งนี้ครั้งเดียว เข้าไปแล้ว ผมให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้น ประเทศไทยกลับมาอยู่ในร่องในรอยได้ดีกว่าเดิมแน่นอน แต่ถ้าเราทำแล้วล้มเหลว 4 ปีต่อไป คุณก็ไม่ต้องมาเลือกเราอีก"
“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย “พรรคเพื่อไทยจะทำสงครามกับความยากจนทุกรูปแบบ เพื่อให้คนไทยไร้จน พาคนไทยพ้นเส้นความยากจนไปด้วยกัน เติมรายได้ให้ครบ 3 พันบาท"
“อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย “วันนี้ประเทศไทยรอไม่ได้ และประเทศไทยเสี่ยงไม่ได้อีกแล้ว เมื่อคนของพรรคภูมิใจไทยเข้ามาทำงานประเทศไทยจะไม่เสี่ยงตกขบวนโลก หรือกลับไปสู่วงจรของความขัดแย้งเดิมๆ ไม่เสี่ยงกับผู้บริหารประเทศที่ด้อยประสบการณ์ จะไม่เสี่ยงกับการทุจริตคอร์รัปชัน รวมถึงจะไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตย ดังนั้น หากเลือกภูมิใจไทยประเทศไทยไม่ต้องเสี่ยง”
อย่างไรก็ตาม เมื่อผลคะแนนออกมาเป็นเช่นนี้ พรรคภูมิใจไทยก็ย่อมมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อนในฐานะพรรคที่ได้ สส.เป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปิดโอกาสพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน เพราะถ้าหากพรรคไหนสามารถรวบรวมเสียงได้มากกว่า คือเกินกว่า 250 เสียง พรรคการเมืองนั้นก็จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หาใช่ว่าพรรคที่ได้อันดับหนึ่งจะต้องเป็นแกนนำรัฐบาลแต่เพียงพรรคเดียวเท่านั้น ดังที่พรรคส้มได้บิดเบือนกรอกหูประชาชนให้เข้าใจผิดมาตลอดว่า เมื่อครั้งที่พรรคก้าวไกลได้รับเลือกเป็นอันดับหนึ่งในปี 2566 จากจำนวน สส.ทั้งหมด 151 คน แต่กลับไม่ได้เป็นรัฐบาล และพยายามจะทำให้คนเชื่อว่าพรรคก้าวไกล“ถูกปล้น”
แต่ข้อเท็จจริงเป็นเพราะ ในปี 2566 นั้น พรรคก้าวไกลยืนยันที่จะแก้ไข“มาตรา 112” พรรคการเมืองอื่นจึงปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเป็นรัฐบาลผสม และทำให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล เป็นได้เพียงแค่“นายกฯว่าว” เพราะไม่ผ่านความเห็นชอบของสมาชิกรัฐสภา โดยได้เสียงเห็นชอบเพียงแค่ 324 เสียง ไม่ถึง 375 เสียง อันเป็นเสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภา ซึ่งนายพิธาได้เสียงสนับสนุนจาก สส. 311 เสียง โดยได้เสียงสนับสนุนจาก สว.เพียงแค่ 13 เสียงเท่านั้น
เมื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ไม่สามารถไปถึงดวงดาวได้อันเนื่องมาจากปม“มาตรา 112”เป็นสาเหตุสำคัญ ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยที่มีที่นั่ง สส.เป็นอันดับสองจากจำนวน สส.141 คน ตั้งตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลผสม 11 พรรค และนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ด้วยคะแนนเห็นชอบของสมาชิกรัฐสภา 482 ต่อ 165 เสียง โดยคะแนนเห็นชอบนี้ เป็นเสียงของ สส.330 เสียง และเสียงของ สว. 152 เสียง
ขั้นตอนหลังจากนี้ นับจากวันที่ 9 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป เมื่อ กกต.ประกาศรับรองรายชื่อ สส.อย่างเป็นทางการแล้ว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของจำนวน สส. ทั้งหมด หรือจำนวน 475 คน จากจำนวนทั้งหมด 500 คน จึงจะสามารถเปิดประชุมสภาครั้งแรกได้ โดยต้องมีการเปิดประชุมรัฐสภาภายใน 15 วันหลังจากได้รับรองผลครบตามจำนวนดังกล่าวเพื่อเลือกประธานสภาและนายกรัฐมนตรี ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่น่าจะยุ่งยาก เพราะเมื่อคืนนี้หลังจากรู้ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการแล้ว พรรคภูมิใจไทยคงจะต่อสายคุยกับพรรคการเมืองที่จะเชิญเข้ามาร่วมรัฐบาลเป็นการเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ ในปี 2566 หลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ใช้เวลา 3 เดือนกว่าจึงได้นายกรัฐมนตรี โดยนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยได้รับการโหวตเห็นชอบเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 และถัดจากนั้นอีก 10 วัน โดยเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีรัฐบาล“เศรษฐา 1” และเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณในวันที่ 5 กันยายน 2566 จากนั้นในวันที่ 11 กันยายน 2566 ได้แถลงนโนบายต่อรัฐสภา อันถือเป็นการเสร็จสิ้นกระบวนการการจัดตั้งรัฐบาล
สรุปแล้วรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เข้าบริหารประเทศได้อย่างเป็นทางการหลังการเลือกตั้ง โดยใช้เวลาทั้งหมดเกือบ 4 เดือน และบริหารประเทศได้เพียงแค่ 11 เดือน 23 วันเท่านั้น ไม่ครบ 1 ปี ซึ่งนายเศรษฐาต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลต้องสิ้นสภาพไปด้วย โดยศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยถอดถอนออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 กรณีแต่งตั้ง“ทนายถุงขนม-พิชิต ชื่นบาน” บุคคลที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
สำหรับการการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ น่าจะเสร็จสิ้นเร็วว่า 4 เดือน ซึ่งเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีแล้ว การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ให้แก่พรรคการเมืองที่เข้าร่วมเป็นรัฐบาลผสม ก็ไม่น่าจะยุ่งยากในเรื่องการต่อรองตำแหน่ง เหมือนกับการจัดตั้งรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เพราะพรรคที่เข้าร่วมรัฐบาลผสมไม่ได้มีจำนวนมากเช่นรัฐบาลนายเศรษฐา ที่มีทั้งหมด 11 พรรค
ประกอบกับเงื่อนไขที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตั้งไว้สำหรับพรรคการเมืองที่จะเข้ามาร่วมเป็นรัฐบาล ก็ชัดเจนไม่ซับซ้อน โดยนายอนุทินระบุว่า “เงื่อนไขของพรรคภูมิใจไทย คือ เคารพซึ่งกันและกัน นโยบายต้องไม่เป็นที่เคลือบแคลงสงสัย ผิดศีลธรรมอันดีของสังคมและวัฒนธรรมของไทย เช่น นโยบายกาสิโน และอย่าแตะต้องหมวด 1 หมวด 2 และการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นกรอบที่เล็กมาก เราจะไม่พูดว่าจะจับหรือไม่จับกับใคร เพราะพรรคการเมืองทุกอย่างจะต้องออกมาจากคณะกรรมการบริหารพรรค”
จะอะไรก็ตามแต่ ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาลใหม่ที่เป็นเรื่องเร่งด่วนในเวลานี้ ก็คือ ปัญหา“ไทย-กัมพูชา” เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่น่าเป็นห่วง ว่าเราจะไม่เป็น“ไก่รองบ่อนเขมร” อย่างน้อยที่ไว้วางใจได้ก็คือ นายอนุทินประกาศว่า “จะไม่มีการเปิดด่าน”จนกว่าจะมั่นใจได้ว่า เขมรไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศไทย
สำคัญที่สุดจะมีการยกเลิก“MOU 44” ที่เกี่ยวพันกับแหล่งพลังงานปิโตรเลียมบริเวณเกาะกูด จังหวัดตราด มูลค่ากว่า 10 ล้านล้านบาท !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี