วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
สถานการณ์ “ต่างชาติไร้คุณภาพ” และ “ทุนสีเทาข้ามชาติ” ที่แฝงตัวเข้ามาในประเทศไทย กำลังยกระดับจากปัญหาอาชญากรรมท้องถิ่นกลายเป็น “ภัยความมั่นคงระดับชาติ”
ไม่ว่าจะเป็นกรณีหนุ่มชาวจีนถูกจับได้ โดยบังเอิญที่ชลบุรี พบอาวุธสงครามร้ายแรงจำนวนมาก สัมพันธ์กับตำรวจ ทหาร ในการจัดหาอาวุธ เคยฝึกการใช้อาวุธในกัมพูชา มีภรรยาเป็นคนไทยมีบัตรประจำตัวประชาชน มีบ้านพร้อมทะเบียน ทั้งหมดนี้จากฟรีวีซ่าเข้าประเทศได้โดยง่าย แล้วใช้เงินซื้อเจ้าหน้าที่และสาวไทย
แต่น่าแปลกใจทางการไทยตั้งข้อหาว่าสะสมอาวุธ แทนที่จะเป็นการก่อการร้าย
นี่คงไม่ใช่รายเดียวในประเทศไทยอย่างแน่นอนแล้วยังมีกรณีอื่นที่มาครอบงำเป็นขบวนการทางธุรกิจและเศรษฐกิจสีเทา
ที่น่ากังวลที่สุดในรอบหลายทศวรรษ จากข้อมูลเชิงลึกพบว่านี่ไม่ใช่แค่การเข้ามาทำงานผิดกฎหมาย แต่คือการ “เจาะระบบรัฐไทยจากฐานราก” เพื่อยึดครองพื้นที่ ทรัพยากร และอำนาจการปกครองแบบรัฐซ้อนรัฐ
1. วิเคราะห์สถานการณ์ : โมเดล “กินรวบ”และการยึดครองเงียบ
ปัจจุบัน ทุนเทา (โดยเฉพาะจีน รัสเซีย และกลุ่มอื่นๆ) ไม่ได้เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว แต่ใช้ช่องโหว่ของ “ฟรีวีซ่า” และ “การทุจริตของเจ้าหน้าที่” เพื่อฝังตัวในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา และกรุงเทพฯ โดยมีรูปแบบที่น่ากลัวดังนี้ :
• สงครามทะเบียนราษฎร : มีการซื้อบัตรประชาชน สวมสิทธิ์คนตายหรือผู้ป่วยติดเตียง โดยจ่ายเงินหลักล้านผ่านเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นจนถึงมหาดไทย เพื่อเปลี่ยนสถานะเป็น “คนไทยปลอม” ทำให้สามารถทำนิติกรรม ซื้อที่ดิน และจดทะเบียนธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย
• ธุรกิจนอมินี 360 องศา : ใช้คนไทยหรือเมียเช่าบังหน้า เพื่อเปิดบริษัทท่องเที่ยว ล้งทุเรียนโรงงานขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่ซื้อหมู่บ้านหรูยกโครงการเพื่อใช้เป็น “ศูนย์บัญชาการคอลเซ็นเตอร์”และฟอกเงิน
• โมเดลดูดเงินออก : ธุรกิจเหล่านี้ใช้ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” รุ่นใหม่ จ่ายเงินผ่านแอปฯ ต่างชาติ (Alipay/WeChat) ไม่เสียภาษี ไม่จ้างคนไทย เงินไหลกลับประเทศต้นทาง 100% ขณะที่
คนไทยต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากการปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์

• ความมั่นคงสั่นคลอน : พบการสะสมอาวุธสงคราม คลังแสง และการฝึกอาวุธในพื้นที่รอยต่อชายแดน รวมถึงการซื้อตัวเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงเพื่อเป็น “ไม้ค้ำยัน” ให้อาชญากร
2. ฉากทัศน์ในอนาคต : หากยังปล่อยไว้ประเทศจะเป็นอย่างไร?
หากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเพิกเฉย อนาคตของประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับ :
• รัฐซ้อนรัฐ (State Capture) : มาเฟียต่างชาติจะมีอำนาจเหนือข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่น จนกฎหมายไทยทำอะไรไม่ได้
• คนไทยกลายเป็นผู้เช่า : ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในเมืองหลักจะถูกกว้านซื้อโดยทุนต่างชาติ จนคนรุ่นใหม่ไม่มีปัญญาเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในบ้านเกิด
• ดินแดนวินาศกรรม : ไทยจะกลายเป็นฐานที่มั่นของแก๊งสแกมเมอร์และอาชญากรข้ามชาติซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้หรือเกิดเหตุรุนแรงจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอิทธิพลต่างชาติ
3. แนวทางแก้ไข : ใครต้องทำอะไร?
การแก้ปัญหานี้ต้องทำแบบขุดรากถอนโคน โดยแบ่งบทบาทดังนี้ :
ภาครัฐและผู้บริหารประเทศ :
• สังคายนาการให้สัญชาติ : ตรวจสอบย้อนหลังการออกบัตรประชาชนให้กลุ่มเสี่ยงในรอบ 5-10 ปี หากพบการสวมสิทธิ์ต้องเพิกถอนและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยไม่มีข้อยกเว้น
• กฎหมายนอมินีที่เด็ดขาด : ออกกฎหมายลงโทษคนไทยที่รับเป็นนอมินีด้วยโทษจำคุกหนัก และสังคมไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ที่ขายชาติเปิดทางให้ทุนเทาเข้ามาทำลายความมั่นคง
• ยกเลิกฟรีวีซ่า : เพิ่มระบบการคัดกรอง (Pre-screening) บุคคลที่จะขอเข้าประเทศไทย ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะท่องเที่ยวหรือทำงาน ต้องตรวจสอบประวัติ หลักแหล่งการทำงาน เงินออม และฐานข้อมูลอาชญากรข้ามชาติที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก
ไม่ใช่แค่เน้นตัวเลขนักท่องเที่ยวจนลืมคุณภาพ
• ปราบปรามคอร์รัปชันเชิงรุก : จัดตั้งหน่วยงานพิเศษตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่รัฐ (ตม., ตำรวจ, ทหาร, นายอำเภอ) ที่มีทรัพย์สินผิดปกติในพื้นที่ยุทธศาสตร์ทุนเทา
หน่วยงานความมั่นคง (ตำรวจ/ทหาร) :
• เลิกทำตัวเป็น “ไม้ค้ำยัน” หรือผู้คุ้มครองทุนเทา และต้องกวาดล้างคลังแสงอาวุธและฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ในหมู่บ้านหรูอย่างจริงจัง
4. ประชาชนคนไทย ควรทำอย่างไร?
ประชาชนคือ “หูตา” ที่สำคัญที่สุดในการรักษาแผ่นดิน :
1. ร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง : สังเกตพฤติกรรมผิดปกติในชุมชน เช่น บ้านหรูที่มีคนต่างชาติเข้าออกผิดเวลา มีการวางระบบสื่อสารหนาแน่น หรือร้านอาหารที่ไม่รับลูกค้าคนไทย
2. แสดงความรังเกียจ ไม่คบหาสมาคมกับคนไทยที่ร่วมมือ หรือกับผู้มีพฤติกรรมข้างต้น เพื่อให้คนไทยรู้จักมีความละอายมากขึ้น ไม่เห็นแก่เงินน้อยนิด :ปฏิเสธการรับจ้างเปิดบัญชีม้า จ้างแต่งงาน หรือการถือหุ้นแทนต่างชาติ เพราะคุณกำลังช่วยเขายึดประเทศและมีความผิดทางอาญาขั้นรุนแรง
3. ใช้พลังโซเชียลตรวจสอบ : กดดันหน่วยงานรัฐผ่านการนำเสนอข้อเท็จจริง เมื่อพบเห็นการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
4. คว่ำบาตร ไม่สนับสนุนธุรกิจ ที่ไม่ไว้ใจ :เลือกใช้บริการและซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการ เพื่อรักษาเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของท้องถิ่น
บทสรุป :
หากวันนี้เราไม่ลุกขึ้นมาปกป้องระบบรากฐานทั้งทะเบียนราษฎร ทรัพยากร และกฎหมาย ในวันหน้าประเทศไทยอาจเหลือเพียงชื่อ แต่เจ้าของแผ่นดินที่แท้จริงกลับไม่ใช่คนไทยอีกต่อไป
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

เจาะลึกภูมิทัศน์‘สิทธิบัตร’ นวัตกรรมความยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิต พลิกไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว
SUSCOโกยรายได้Q1แตะ7,067ล้านบาท เดินหน้าขยายปั๊ม-ต่อยอดธุรกิจนอนออยล์มาร์จิ้นสูง
เปิดปูม อนุชา บูรพชัยศรี หลังสะพัด! ปชป.ตัดสินใจส่งชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.
รังสิมันต์ โรม ผงาดปธ.กมธ.การกฎหมายฯ ทวี-ชูศักดิ์ นั่งที่ปรึกษา จ่อเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 22 พ.ค.นี้
กมธ.กิจการศาลฯถกนัดแรก ดัน หมอวาโย นั่งประธานฯ พนิดา รอง ปธ.คนที่ 1

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี