วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
“นี่คือแผ่นดินไทย” นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับ“ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์”เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมวานนี้ กรณีที่พรรคประชาชนออกแถลงการณ์แสดงความไม่สบายใจต่อการทำหน้าที่ขององคมนตรี จากการที่คณะองคมนตรี 9 คนได้เข้าร่วมประชุมร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ(บกปภ.ช.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อหารือและรับฟังแนวทางการรับมือปัญหาภัยแล้งและสถานการณ์“เอลนีโญ”
และจากการให้สัมภาษณ์“ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์”, นายชาดา ไทยเศรษฐ์ นักการเมืองบ้านใหญ่แห่งจังหวัดอุทัยธานี ยังกล่าวด้วยว่า
“ผมเองก็รู้สึกไม่สบายใจกับพรรคประชาชนเช่นกันและหากเปรียบเทียบเป็นคนธรรมดา เวลาทำงานก็โดนด่า เวลาไม่ทำอะไรก็โดนว่า ซึ่งเรื่องนี้มีประเด็นอื่นให้พูดถึงอีกมากมาย จึงอยากให้มองที่เจตนา เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมานานและเป็นการช่วยเหลือกัน..เรื่องนี้เป็นเรื่องของอาณาประชาราษฎร์ ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงต้องดูแลอยู่แล้ว และไม่มีกษัตริย์องค์ไหนที่จะนิ่งดูดายต่อความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทยอย่างแน่นอน การลงไปทำหน้าที่จึงถือเป็นหน้าที่ของท่านอยู่แล้ว”
สำหรับนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้ซึ่ง“นักเลงเรียกพี่”และเป็นนักการเมืองที่“ปากกับใจตรงกัน” หากย้อนกลับไปดูในปี 2566 ก็จะพบว่า นายชาดาเคยเสนอแนะ“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เกี่ยวกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว จากการลุกขึ้นประกาศกลางสภาผู้แทนราษฎรในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 โดยพูดแทน สส.พรรคภูมิใจไทยทั้งพรรค ว่า ถ้าหากพรรคก้าวไกลยอมถอยและไม่มีนโยบายแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทางพรรคภูมิใจไทยจะเทคะแนนเสียง สส.ที่มีอยู่ทั้งหมด 71 เสียง โหวตให้“พิธา”เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่าพรรคก้าวไกลไม่ยอมถอย
ตามไปดูต่อ ว่าพรรคประชาชนพยายาม“แซะ”และ“เซาะกร่อน”ด้วยท่าทีของผู้มีเจตนารมณ์ที่ดีต่อ“สถาบัน”อย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา จากแถลงการณ์ของพรรคประชาชนที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “พรรคประชาชน - People’s Party”เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่า“รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข-มีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้
1.“สิ่งที่ไม่ปกติและแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการปรากฏตัวของคณะองคมนตรีหลายท่าน ได้แก่ พลากรสุวรรณรัฐ, พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุข, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา, พลเรือเอกพงษ์เทพ หนูเทพ, พลเอกเฉลิมชัยสิทธิสาท, พลอากาศเอกจอม รุ่งสว่าง และเศรษฐพุฒิสุทธิวาทนฤพุฒิ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อ ‘ให้กำลังใจและคำแนะนำ’ ในการรับมือภัยแล้งครั้งนี้”
2.“มองเผินๆ นี่อาจดูเหมือนความห่วงใยต่อประชาชนในยามวิกฤต แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่องคมนตรีเข้า‘คลุกวงใน’ กับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในทางหลักการ”
3.“ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรงกับอำนาจบริหาร”
4.“ขณะที่องคมนตรี ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร”
5.“ในความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่างการ ‘ให้คำแนะนำ’ กับ ‘การมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน’นั้น บางเบาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทย ‘คำแนะนำ’จากผู้สวมหัวโขนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ย่อมถูกปฏิเสธได้ยาก และมักได้รับน้ำหนักเหนือกว่าข้อสั่งการหรือแนวนโยบายของผู้ปฏิบัติงานจริงที่หน้างาน”
6.“คำถามสำคัญคือ รัฐบาลและข้าราชการในที่ประชุม บกปภ.ช. จะสามารถปฏิเสธหรือตั้งคำถามต่อ ‘คำแนะนำ’เหล่านั้นได้จริงหรือ? ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากยิ่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมองคมนตรีจึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมสำคัญของฝ่ายบริหาร เพราะหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับคำแนะนำเหล่านั้นแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติ”
7.“และที่สำคัญที่สุดคือหลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลคือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหารและต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจากองคมนตรีที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะ”
8.“หาก ‘คำแนะนำ’เหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลว สังคมจะสามารถเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้ให้คำแนะนำได้หรือไม่? หรือสุดท้ายรัฐบาลต้องเป็นผู้แบกรับแทน?”
9.“พรรคประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสนว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง”
10.“ไม่มีใครปฏิเสธความปรารถนาดีต่อประชาชน แต่ในระบอบประชาธิปไตย ‘ความหวังดี’ ต้องอยู่บนฐานของความถูกต้องตามหลักการ”
11.“องคมนตรีจึงต้องวางตัวอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้ ‘คำแนะนำ’ กลายสภาพเป็น ‘ข้อสั่งการ’ โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้าน ซึ่งสมควรเป็นหน้าที่และการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย”
และนอกจากแถลงการณ์ของพรรคประชาชนดังที่ยกมาแล้ว เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมวานนี้ นายณัฐพงษ์เรืองปัญญาวุฒิ ก็ยังให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า พรรคประชาชนต้องการสิ่งที่ถูกต้องตามการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การแสดงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ที่ไม่ควรที่จะนำตัวแทนหรือสถาบันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการตัดสินใจนโยบายสาธารณะโดยตรง เพราะทุกการตัดสินใจล้วนต้องมีการรับผิดและรับชอบ หากเกิดการตัดสินใจใดๆ ที่ผิดพลาด อาจจะกระทบกระเทือนต่อสถาบัน
พระมหากษัตริย์
ขอทิ้งท้ายด้วยคำให้สัมภาษณ์ของนายอนุทินชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมวานนี้เช่นกัน โดยกล่าวถึงพรรคประชาชนและนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ว่า“อย่าไปสนใจในเรื่องของโวหารและเจตนารมณ์ พี่น้องประชาชนเข้าใจดีว่าเขาทำเรื่องนี้เพื่ออะไร ความเห็นทั้งหมดที่พูดมาก็ผิดหมด มันไม่ใช่การประชุม มันไม่ได้เป็นการสั่งการ มันไม่ได้ก้าวก่ายการทำงานของแต่ละภาคส่วน แค่นี้ยังไม่รู้เลยว่าการบริหารประเทศทำอย่างไร แล้วมาแค่นวิจารณ์ แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาและวุฒิภาวะ”
บรรทัดนี้ผมว่าเอง-เท้งเอ้ย ! อยู่ไปก็อายสุนัข !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ดีสุดในชีวิต!‘อาร์เตต้า’เปิดใจหลังพาปืนซิวแชมป์ลีกรอบ22ปี
ศธ.ยกระดับคุณภาพชีวิต ครูอัตราจ้าง-บุคลากรทางการศึกษา กว่า 7,500 อัตรา
ระทึก! ไฟไหม้โรมแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่พัทยา คนติดค้างในอาคารจำนวนมาก ดับเพลิงเร่งเข้าช่วย
'เดิร์ก เค้าท์'บินตรงมาไทย!ลิเวอร์พูลจัดMeet & Greetเอาใจเดอะค็อป
สวยไม่เปลี่ยน! เมย์ ปทิดา ทำบุญวันเกิดอายุ 50 กะรัต แต่ยังสวยออร่าพุ่ง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี