วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
เรื่องของ “นางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์” ตัวตึงของกลุ่มทะลุวัง จากการก่อเหตุขับรถไล่ตามและบีบแตรใส่ขบวนเสด็จฯของ “กรมสมเด็จพระเทพฯ”จนมาถึงเหตุปะทะกันกับกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ที่บริเวณทางเชื่อมสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เมื่อวันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย
เพราะการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวังที่นำโดยนางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์ ในการจัดกิจกรรม “ทำโพลล์ขบวนเสด็จฯ” แม้เจ้าตัวจะอ้างว่าการจัดทำโพลล์เคยทำมาก่อนหน้านี้และก็เป็นเหตุให้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 มาแล้ว หรือข้ออ้างที่ว่า “หนูไม่รู้ว่าใครจะเสด็จฯเมื่อไหร่” กับการทำกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งเป็นวันเดียวกันและเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเสด็จฯของกรมสมเด็จพระเทพฯจากวังสระปทุมไปทรงเปิดงานเทศกาลตรุษจีนเยาวราชก็ตาม
แต่การทำกิจกรรมครั้งนี้เป็นเรื่องต่อเนื่องกับการบีบแตรใส่ขบวนเสด็จฯที่คนไทยส่วนใหญ่ซึ่งเคารพเทิดทูนสถาบันยังไม่ทันหายจากความรู้สึกอึดอัดคับข้องกับสิ่งที่นางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์บีบแตรใส่ขบวนเสด็จฯ เมื่อไม่กี่วันก่อน และยังกลับมาก่อเรื่องซ้ำขึ้นอีก ดังสำนวนที่ว่า “ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก”
ต้องไม่ลืมว่า คนไทยในประเทศนี้มากกว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์จงรักภักดีและเทิดทูนสถาบัน เพราะฉะนั้น การกระทำใดๆ ก็ตามของคนบางกลุ่มที่เป็นการแสดงออกอันหมายถึงการลบหลู่หยามเกียรติสถาบันหรือส่อเจตนาต้องการจะล้มล้าง ย่อมสร้างความไม่พอใจแก่คนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งการตอบโต้จะแสดงออกหนักเบาแค่ไหนอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการระงับยับยั้งชั่งใจของแต่ละบุคคล ยิ่งมีการเผชิญหน้าและมีการต่อล้อต่อเถียง เหตุปะทะด้วยการใช้ความรุนแรงที่เกิดจากอารมณ์ก็มิอาจหลีกเลี่ยงไปได้ คนกลางที่จะระงับเหตุได้ก็คือตำรวจและเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองเท่านั้น
และต้องไม่ลืมอีกประการหนึ่งว่า นางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หาใช่เด็กน้อยที่ไม่รู้ประสีประสา การอ้างเสรีภาพเพื่อกระทำการใดๆ โดยเฉพาะการกระทำที่จะไปกระทบต่อสถาบัน ต้องคำนึงถึงกฎหมายของบ้านเมืองที่มีอยู่เป็นสำคัญ ซึ่งนางสาวทานตะวันนั้นนอกจากจะมีคดีมาตรา 112 ติดตัวอยู่แล้ว ก็ยังเคลื่อนไหวสอดรับอย่างต่อเนื่องกับพรรคก้าวไกลในประเด็นที่เกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112
ดังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ซึ่งได้ชี้ว่า การเสนอนโยบายแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลระหว่างรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง“เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”นั้น มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องทั้งในสภาฯและ“ม็อบ”นอกสภาฯ โดยระบุถึงการปราศรัยใหญ่หาเสียงของพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2566 ณ สวนสาธารณะเทศบาลแหลมฉบังอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ที่ น.ส.ทานตะวันตัวตุลานนท์ และ น.ส.อรวรรณ ภู่พงศ์ ขึ้นไปกล่าวบนเวทีเชิญชวนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร่วมกิจกรรม “คุณคิดว่ามาตรา 112 ควรยกเลิกหรือแก้ไข”
ในรายละเอียดของคำวินิจฉัยดังกล่าว ระบุไว้ชัดเจนว่าการใช้เสรีภาพอันเกี่ยวเนื่องกับมาตรา 112 และสถาบันพระมหากษัตริย์ที่พยายามจะกล่าวอ้างกันนั้น เป็นการใช้เสรีภาพที่จะส่งผลต่อการบั่นทอนทำลายหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญและสั่นคลอนคติรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยที่ดำรงอยู่ให้เสื่อมทราม หรือสิ้นสลายไป
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติขึ้นมา ก็เพื่อคุ้มครองมิให้มีการละเมิดพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขของรัฐ และสถาบันหลักของประเทศตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้ จึงได้กำหนดการกระทำอันเป็นความผิดและกำหนดอัตราโทษแก่ผู้กระทำการหมิ่นประมาทดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
สำคัญที่สุดก็คือ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยรัฐธรรมนูญบัญญัติให้พระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหนึ่งในรัฐธรรมนูญนั้น สืบเนื่องมาจากเหตุผลทางประวัติศาสตร์ โบราณราชประเพณี นิติประเพณี ซึ่งนอกจากจะมีลักษณะเป็นสถาบันหลักของประเทศแล้ว องค์พระมหากษัตริย์ยังทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะที่ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้ จะกล่าวหา หรือฟ้องร้องในทางใดๆ ไม่ได้
มาตรา 112 จึงนอกจากจะคุ้มครองมิให้มีการใช้สิทธิหรือเสรีภาพที่จะเป็นการบั่นทอนทำลายหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ และสั่นคลอนคติรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยที่ดำรงอยู่ให้เสื่อมทราม หรือสิ้นสลายไปเท่านั้น ยังเป็นบทบัญญัติที่เป็นกลไกปกป้องระบอบการปกครองจากการถูกบั่นทอนและบ่อนทำลาย โดยใช้สิทธิเสรีภาพทางการเมืองที่เกินขอบเขตของบุคคลหรือพรรคการเมืองไว้
ทั้งหมดทั้งมวลนั้น โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวังและนางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์ อย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ แม้ทั้งนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล จะให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคก้าวไกล แต่ก็ทำให้คนทั่วไปอดสงสัยไม่ได้ว่า นับแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลว่า“เป็นการล้มล้างการปกครอง”เป็นต้นมา ก็เริ่มเห็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้หลังจากที่เงียบหายไปนาน
เป็นการเคลื่อนไหวที่สอดรับทั้งเรื่องการยุบพรรคก้าวไกลอันเป็นผลมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และการเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของพรรคก้าวไกลที่ต้องการครอบคลุมไปถึงความผิดมาตรา 112 ว่าเป็นความผิดที่เกิดจากความเห็นต่างทางการเมือง !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี