วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569
ผมได้รับปฏิทินของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ซึ่งมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่คิดจะบริจาคโลหิต จึงขอนำมาเรียนให้ทุกๆ ท่านทราบ พิจารณาการมาบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตประชาชนที่ป่วยที่ต้องการโลหิต การบริจาคโลหิตเป็นการทำบุญ ทำความดี โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย นอกจากเสียเวลาเท่านั้น
โลหิตเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วย ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีใดๆ สามารถผลิตขึ้นมาทดแทนได้ ต้องได้รับบริจาคจากเพื่อนมนุษย์เท่านั้น การบริจาคโลหิตไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาค และร่างกายสามารถสร้างเม็ดเลือดได้ตลอดเวลาจากไขกระดูก โดยเม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 120 วัน หลังจากนั้นจะถูกกำจัดออกโดยม้าม การบริจาคโลหิตทำได้ทุก 3 เดือน ถ้ามีน้ำหนัก 45-50 กก. บริจาคได้ครั้งละ 350 ซีซี ถ้าน้ำหนัก 50 กก.ขึ้นไปบริจาคได้ 450 ซีซี บริจาคได้ตั้งแต่อายุ 17-70 ปี ในกรณีที่อายุมากกว่า 65 ปี ต้องบริจาคโลหิตอย่างน้อย 1 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา และสามารถบริจาคได้ทุก 6 เดือน จนครบอายุ 70 ปี (งดบริจาคในหน่วยเคลื่อนที่) โดยถ้าอายุไม่ถึง 18 ปี ต้องมีเอกสารยินยอมจากผู้ปกครองตามกฎหมาย ถ้าบริจาคครั้งแรกอายุต้องไม่เกิน 60 ปี ต้องมีน้ำหนัก 45 กก.ขึ้นไป นอนหลับให้พออย่างน้อย 5 ชม. รู้สึกสบายดี แข็งแรง ไม่เป็นโรคที่อาจเป็นอันตรายทั้งต่อผู้บริจาคและผู้รับ ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไวรัสตับอักเสบบี ซี โรคหัวใจ โรคมะเร็งทุกชนิด ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ ดื่มน้ำ 300-500 ซีซี ก่อนบริจาคโลหิต 10-15 นาที รับประทานอาหารประจำมื้อก่อนมาบริจาคโลหิต โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ แกงกะทิ และขนม ที่มีรสหวานจัด ก่อนมาบริจาคโลหิต 5 ชม. งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังบริจาค 1 ชม. งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนและหลังบริจาค 24 ชม.
การบริจาคโลหิตมีหลายแบบ คือ หนึ่ง แบบโลหิตรวม (whole blood) ซึ่งจะถูกนำไปปั่นแยกเป็นส่วนประกอบ 3 ชนิด คือ เกล็ดเลือด เม็ดเลือดแดง พลาสมา สอง การบริจาคเฉพาะส่วน (aspheresis) คือ การบริจาคเกล็ดเลือดซึ่งบริจาคได้ทุกเดือน ใช้เวลาบริจาคประมาณ 1-2 ชม./ครั้ง การบริจาคเม็ดเลือดแดง บริจาคได้ทุก 4 เดือน ใช้เวลา 30-45 นาที/ครั้ง บริจาคพลาสมาบริจาคได้ทุก 2 สัปดาห์ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที/ครั้ง
หากใช้ยาฮอร์โมน สามารถบริจาคโลหิตได้หรือไม่?
บริจาคโลหิตได้ 1) กรณีใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน (HRT) สำหรับหญิงวัยหมดประจำเดือนเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน 2) ใช้ฮอร์โมนเพศชายขนาดต่ำเพื่อการรักษาภาวะขาดฮอร์โมนเพศ เช่น ในบางกรณีของภาวะสมรรถภาพทางเพศเสื่อม (erectile dysfunction) และ 3) กรณีใช้ฮอร์โมนไทรอยด์เลโวโทรอกซีน (levothyroxine) เพื่อทดแทนในภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ หากรับประทานต่อเนื่องและไม่มีการปรับขนาดมาในช่วง 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ยังไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ 1) กรณีใช้ฮอร์โมนเพศขนาดสูง หรือผู้ที่ใช้ฮอร์โมนเพศด้วยตนเอง หรือผู้ที่ใช้ฮอร์โมนข้ามเพศ (gender-affirming hormone therapy) เพราะการได้รับฮอร์โมนขนาดสูง อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของทั้งผู้ให้และผู้รับโลหิต เพื่อให้มีความปลอดภัยเพียงพอ ต้องงดใช้ยาฮอร์โมนอย่างน้อย 4 เดือน (ทั้งนี้ อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้คัดกรองสุขภาพก่อนการบริจาคโลหิต) และ 2) กรณีใช้อินซูลิน (ฮอร์โมนสำหรับลดน้ำตาล) ฉีดในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้บริจาคโลหิตที่ใช้อินซูลินจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ (hypoglycemia) ขณะบริจาคโลหิตได้ ต้องหยุดการใช้ฮอร์โมนนี้ และไม่มีแนวโน้มกลับไปใช้ใหม่ จึงจะสามารถบริจาคโลหิตได้ (ทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้คัดกรองสุขภาพก่อนการบริจาคโลหิต)
กรณีใช้คอร์ติโคสเตอรอยด์ (steroid hormones) เพื่อทดแทนการทำงานของต่อมหมวกไต หากใช้ต่อเนื่องน้อยกว่า 3 สัปดาห์ จำเป็นต้องงดใช้ยาอย่างน้อย 7 วัน หากใช้ต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ – 6 เดือน จำเป็นต้องงดใช้ยา อย่างน้อย 3 เดือน และใช้ต่อเนื่องมากกว่า 6 เดือน จำเป็นต้องงดใช้ยาอย่างน้อย 1 ปี
งดบริจาคโลหิตถาวร 1) กรณีเคยได้รับฮอร์โมนที่สกัดจากต่อมใต้สมองของมนุษย์ ได้แก่ growth hormone และ human gonadotrophin hormone เนื่องจากทำให้ผู้รับโลหิตมีความเสี่ยงต่อการได้รับโรคที่เกี่ยวข้องกับพรีออน (prion disease) และ 2) กรณีที่รับฮอร์โมนเพื่อรักษาโรคมะเร็ง เนื่องจากโรคมะเร็งทุกชนิด แม้แต่รับการรักษาหายแล้ว
การวัดความดันโลหิต ก่อน-หลัง การบริจาคโลหิต สำคัญอย่างไร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริจาคโลหิตจำเป็นต้องวัดความดันโลหิตก่อนบริจาคทุกครั้ง ค่าความดันโลหิตเท่าไหร่? ถึงบริจาคโลหิตได้ ค่าความดันโลหิตตัวบนอยู่ระหว่าง 100-160 มม.ปรอท และตัวล่าง 50-100 มม.ปรอท หากความดันโลหิตสูงกว่าเกณฑ์ นั่งพัก 10-15 นาทีก่อน แล้ววัดซ้ำ
อัตราการเต้นของหัวใจ หรือชีพจร (pulse) ที่สามารถบริจาคได้อยู่ระหว่าง 50-100 ครั้ง/นาที และมีจังหวะการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอ หากสูงกว่าเกณฑ์ให้นั่งพัก 10-15 นาทีก่อนตรวจซ้ำ
ทำไม?ต้องวัดความดันโลหิตหลังบริจาคโลหิตอีกครั้ง เพื่อประเมินความดันที่ลดลงเทียบกับก่อนการ บริจาคโลหิตประเมินว่าผู้บริจาคมีอาการไม่พึงประสงค์หรือไม่ เช่น ความดันโลหิตต่ำ ซึ่งอาจทำให้รู้สึกหน้ามืด เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือเป็นลมได้ หากความดันโลหิตตัวบนลดต่ำลง > 20 มม.ปรอท และ/หรือตัวล่างลดต่ำลง > 10 มม.ปรอท ให้นั่งพัก ดื่มน้ำ อีก 10 นาที แล้ววัดซ้ำ หากยังมีอาการผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

จอย ศิริลักษณ์ เปิดใจครั้งแรก หลังซุ่มแต่งงานเงียบ เล่าเส้นทางรักครั้งแรก 28 ปีเป็นรักแรกและรักเดียว
ลิซ่า ทำถึง! ปรากฎตัวในชุดคัสตอมจากรองเท้ากีฬา สมมงแฟชั่นไอคอนระดับโลก
เดี๋ยวนี้เปลี๋ยนไป๋! ปิยบุตร สวน เต้น เป็นตุเป็นตะ ปม ปชน.เจอคดี ชนะไม่ได้ตั้งรัฐบาล
อีสานโพล เผย พรรคประชาชน ครองใจคนอีสานอันดับ 1 ตามด้วยเพื่อไทย-ภูมิใจไทย
ทบ. แจง 3 ปม ซัดกัมพูชา หยุดกล่าวเท็จ ยันไทยปฏิบัติภารกิจอยู่ในเขตอธิปไตยไทย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี