วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569
ผมได้รับปฏิทินของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ซึ่งมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่คิดจะบริจาคโลหิต จึงขอนำมาเรียนให้ทุกๆ ท่านทราบ พิจารณาการมาบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตประชาชนที่ป่วยที่ต้องการโลหิต การบริจาคโลหิตเป็นการทำบุญ ทำความดี โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย นอกจากเสียเวลาเท่านั้น
โลหิตเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วย ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีใดๆ สามารถผลิตขึ้นมาทดแทนได้ ต้องได้รับบริจาคจากเพื่อนมนุษย์เท่านั้น การบริจาคโลหิตไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาค และร่างกายสามารถสร้างเม็ดเลือดได้ตลอดเวลาจากไขกระดูก โดยเม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 120 วัน หลังจากนั้นจะถูกกำจัดออกโดยม้าม การบริจาคโลหิตทำได้ทุก 3 เดือน ถ้ามีน้ำหนัก 45-50 กก. บริจาคได้ครั้งละ 350 ซีซี ถ้าน้ำหนัก 50 กก.ขึ้นไปบริจาคได้ 450 ซีซี บริจาคได้ตั้งแต่อายุ 17-70 ปี ในกรณีที่อายุมากกว่า 65 ปี ต้องบริจาคโลหิตอย่างน้อย 1 ครั้งในรอบปีที่ผ่านมา และสามารถบริจาคได้ทุก 6 เดือน จนครบอายุ 70 ปี (งดบริจาคในหน่วยเคลื่อนที่) โดยถ้าอายุไม่ถึง 18 ปี ต้องมีเอกสารยินยอมจากผู้ปกครองตามกฎหมาย ถ้าบริจาคครั้งแรกอายุต้องไม่เกิน 60 ปี ต้องมีน้ำหนัก 45 กก.ขึ้นไป นอนหลับให้พออย่างน้อย 5 ชม. รู้สึกสบายดี แข็งแรง ไม่เป็นโรคที่อาจเป็นอันตรายทั้งต่อผู้บริจาคและผู้รับ ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไวรัสตับอักเสบบี ซี โรคหัวใจ โรคมะเร็งทุกชนิด ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ ดื่มน้ำ 300-500 ซีซี ก่อนบริจาคโลหิต 10-15 นาที รับประทานอาหารประจำมื้อก่อนมาบริจาคโลหิต โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ข้าวขาหมู ข้าวมันไก่ แกงกะทิ และขนม ที่มีรสหวานจัด ก่อนมาบริจาคโลหิต 5 ชม. งดสูบบุหรี่ก่อนและหลังบริจาค 1 ชม. งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนและหลังบริจาค 24 ชม.
การบริจาคโลหิตมีหลายแบบ คือ หนึ่ง แบบโลหิตรวม (whole blood) ซึ่งจะถูกนำไปปั่นแยกเป็นส่วนประกอบ 3 ชนิด คือ เกล็ดเลือด เม็ดเลือดแดง พลาสมา สอง การบริจาคเฉพาะส่วน (aspheresis) คือ การบริจาคเกล็ดเลือดซึ่งบริจาคได้ทุกเดือน ใช้เวลาบริจาคประมาณ 1-2 ชม./ครั้ง การบริจาคเม็ดเลือดแดง บริจาคได้ทุก 4 เดือน ใช้เวลา 30-45 นาที/ครั้ง บริจาคพลาสมาบริจาคได้ทุก 2 สัปดาห์ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที/ครั้ง
หากใช้ยาฮอร์โมน สามารถบริจาคโลหิตได้หรือไม่?
บริจาคโลหิตได้ 1) กรณีใช้ฮอร์โมนเพศหญิงทดแทน (HRT) สำหรับหญิงวัยหมดประจำเดือนเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน 2) ใช้ฮอร์โมนเพศชายขนาดต่ำเพื่อการรักษาภาวะขาดฮอร์โมนเพศ เช่น ในบางกรณีของภาวะสมรรถภาพทางเพศเสื่อม (erectile dysfunction) และ 3) กรณีใช้ฮอร์โมนไทรอยด์เลโวโทรอกซีน (levothyroxine) เพื่อทดแทนในภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ หากรับประทานต่อเนื่องและไม่มีการปรับขนาดมาในช่วง 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ยังไม่สามารถบริจาคโลหิตได้ 1) กรณีใช้ฮอร์โมนเพศขนาดสูง หรือผู้ที่ใช้ฮอร์โมนเพศด้วยตนเอง หรือผู้ที่ใช้ฮอร์โมนข้ามเพศ (gender-affirming hormone therapy) เพราะการได้รับฮอร์โมนขนาดสูง อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของทั้งผู้ให้และผู้รับโลหิต เพื่อให้มีความปลอดภัยเพียงพอ ต้องงดใช้ยาฮอร์โมนอย่างน้อย 4 เดือน (ทั้งนี้ อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้คัดกรองสุขภาพก่อนการบริจาคโลหิต) และ 2) กรณีใช้อินซูลิน (ฮอร์โมนสำหรับลดน้ำตาล) ฉีดในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้บริจาคโลหิตที่ใช้อินซูลินจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำ (hypoglycemia) ขณะบริจาคโลหิตได้ ต้องหยุดการใช้ฮอร์โมนนี้ และไม่มีแนวโน้มกลับไปใช้ใหม่ จึงจะสามารถบริจาคโลหิตได้ (ทั้งนี้อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้คัดกรองสุขภาพก่อนการบริจาคโลหิต)
กรณีใช้คอร์ติโคสเตอรอยด์ (steroid hormones) เพื่อทดแทนการทำงานของต่อมหมวกไต หากใช้ต่อเนื่องน้อยกว่า 3 สัปดาห์ จำเป็นต้องงดใช้ยาอย่างน้อย 7 วัน หากใช้ต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ – 6 เดือน จำเป็นต้องงดใช้ยา อย่างน้อย 3 เดือน และใช้ต่อเนื่องมากกว่า 6 เดือน จำเป็นต้องงดใช้ยาอย่างน้อย 1 ปี
งดบริจาคโลหิตถาวร 1) กรณีเคยได้รับฮอร์โมนที่สกัดจากต่อมใต้สมองของมนุษย์ ได้แก่ growth hormone และ human gonadotrophin hormone เนื่องจากทำให้ผู้รับโลหิตมีความเสี่ยงต่อการได้รับโรคที่เกี่ยวข้องกับพรีออน (prion disease) และ 2) กรณีที่รับฮอร์โมนเพื่อรักษาโรคมะเร็ง เนื่องจากโรคมะเร็งทุกชนิด แม้แต่รับการรักษาหายแล้ว
การวัดความดันโลหิต ก่อน-หลัง การบริจาคโลหิต สำคัญอย่างไร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริจาคโลหิตจำเป็นต้องวัดความดันโลหิตก่อนบริจาคทุกครั้ง ค่าความดันโลหิตเท่าไหร่? ถึงบริจาคโลหิตได้ ค่าความดันโลหิตตัวบนอยู่ระหว่าง 100-160 มม.ปรอท และตัวล่าง 50-100 มม.ปรอท หากความดันโลหิตสูงกว่าเกณฑ์ นั่งพัก 10-15 นาทีก่อน แล้ววัดซ้ำ
อัตราการเต้นของหัวใจ หรือชีพจร (pulse) ที่สามารถบริจาคได้อยู่ระหว่าง 50-100 ครั้ง/นาที และมีจังหวะการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอ หากสูงกว่าเกณฑ์ให้นั่งพัก 10-15 นาทีก่อนตรวจซ้ำ
ทำไม?ต้องวัดความดันโลหิตหลังบริจาคโลหิตอีกครั้ง เพื่อประเมินความดันที่ลดลงเทียบกับก่อนการ บริจาคโลหิตประเมินว่าผู้บริจาคมีอาการไม่พึงประสงค์หรือไม่ เช่น ความดันโลหิตต่ำ ซึ่งอาจทำให้รู้สึกหน้ามืด เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หรือเป็นลมได้ หากความดันโลหิตตัวบนลดต่ำลง > 20 มม.ปรอท และ/หรือตัวล่างลดต่ำลง > 10 มม.ปรอท ให้นั่งพัก ดื่มน้ำ อีก 10 นาที แล้ววัดซ้ำ หากยังมีอาการผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

FETCOชี้เงินไหลเข้า หนุนดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน
เสียงจากบุรีรัมย์ ขอรัฐช่วยตรึงดีเซล ค้านปิดปั๊ม 4 ทุ่ม
หนุ่มขับกระบะตกคลอง ร้องขอพลเมืองดีอย่าเรียกตำรวจ เจอยาบ้าตกข้างรถ
ซัมเมอร์เดือด พลอยชมพู เสิร์ฟบิกินี่ตัวจี๊ดโชว์หุ่นฟิตเป๊ะ
เจ้าเดียวกับตึก สตง.! ผู้รับเหมาทิ้งงานศูนย์ราชการแพร่ 539 ล้าน จ่อขึ้นแบล็กลิสต์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี