วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีคนมาปรึกษาจิตแพทย์ด้วยเรื่องว่า burnout ทั้ง ในวัยเรียนจบทำงานแล้ว ว่าburnout กับที่ทำงาน และทั้งวัยรุ่นวัยเรียน ว่า burnout กับโรงเรียน/มหาวิทยาลัย เมื่อสัมภาษณ์ว่า ประสบการณ์ของภาวะ นี้เป็นอย่างไร ก็ได้คำอธิบาย พรรณนาถึงภาวะนี้ที่ต่างๆ กัน บางคนก็งงที่ จิตแพทย์ถามกลับ เพราะเข้าใจว่าหมอน่าจะเข้าใจปัญหานี้ดีอยู่แล้ว ที่จริงชื่อของภาวะนี้ไม่ใช่ศัพท์ทางการแพทย์ แต่เป็นคำศัพท์ทาง จิตวิทยาที่ใช้ในคนธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่ชื่อโรคหรือความป่วย หากจะลอง แปลเป็นภาษาไทยแล้ว มักจะมีผู้ใช้คำว่า “หมดไฟ” ซึ่งไฟ ในที่นี้หมายถึง แรงจูงใจหรือกำลังใจ เช่น น้องใหม่ไฟแรง เมื่อน้องใหม่อยู่ๆ ไป ไฟที่เคยแรง ก็ชักแผ่วๆ ลง จนสุดท้ายหมดไฟ เช่นนี้เป็นต้น
การหมดแรงจูงใจและกำลังใจนี้ไม่ใช่เป็นแค่ปัญหาทางอารมณ์หรือความคิด เพราะตามธรรมชาติมนุษย์ ย่อมเกิดประสบการณ์ภายในเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และความคิดไป สู่ร่างกาย (Psycho-somatic) ภาวะburnout จึงมีมิติของความรู้สึกใน ร่างกาย เช่น อ่อนล้า เหนื่อย(และหน่าย) และเครียด (ที่ก็เป็นคำกลางๆครอบ คลุมปฏิสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และความคิดไปสู่ร่างกายด้วยเช่นกัน) และ เมื่อบุคคลใดไม่มีความสุขเพราะหมดใจกับเรื่องสำคัญต่อชีวิต ก็ย่อมไม่ พร้อมที่จะให้ความสุขกับคนรอบข้างเพราะตนเองก็ไม่มีความสุข ความเห็น อกเห็นใจ (empathy) คนอื่นๆ ย่อมต่ำลง ไม่พร้อมจะให้ความเห็นใจใคร อยากเป็นฝ่ายได้รับความเช่นนั้นแล้ว “ไฟ” ที่มอดไหม้นั้นคืออะไร ทำไมเชื้อเพลิงถึงเหือดแห้งไปได้ ความรู้สึกเหนื่อยของ burnout นั้น น่าจะเป็นความเหนื่อยใจมากกว่าเหนื่อย กาย เพราะหลายกรณีที่คนเราเหนื่อยกายแต่มีความสุขทางใจ เช่น ขยันออก กำลังกาย ขยันทำงานแล้วสำเร็จ หรือทุ่มเทเพื่อคนที่รักแล้วได้ความรักความ ชื่นชมตอบกลับมา หากคาดหวังทุ่มเทกับเรื่องใดมาก ๆ แล้ว แต่กลับมองว่า ผิดหวัง ไม่ได้อะไรกลับมาเท่าที่คาดหวัง หรือผิดหวังรุนแรงจน “สิ้นหวัง” ความเชื่อมั่นในตนเอง ว่าเราเก่ง เราดี ไม่เป็นไปตามที่เคยคิดฝัน ก็ทำให้คน เราหมดไฟถอดใจไปได้
ดังนั้น ในมุมหนึ่ง หากความคาดหวังในช่วงแรกสูง มาก โอกาสผิดหวังก็สูงตามเช่นกัน ทั้งเรื่องที่เราคาดหวังต่อตนเองและมีผู้ อื่นฝากความคาดหวังมาสู่เรา (ครอบครัว ญาติมิตร สังคม) นักปรัชญาท่าน หนึ่งชื่อ Byung-Chul Han เขียนบทความเรื่อง burnout society (2015) โดยกล่าวถึง รูปแบบสังคมร่วมสมัยที่ให้คุณค่ากับภาพลักษณ์ความสำเร็จ สังคมมีความเชื่อว่า หากขยันอดทนพยายามมากพอ ทุกสิ่งย่อมเป็นไปได้ ทำให้ความคาดหวังต่อชีวิตสูงตาม ความเร่งรีบ ประสิทธิภาพประสิทธิผล ต่างๆถูกปั่นขึ้นอย่างรวดเร็วตามกระแสเวลาของเทคโนโลยี ทำให้คนเราล้า เพราะต้องเร่งตนเอง และเมื่อไม่สามารถก็รู้สึกด้อย ล้มเหลว หันมาโทษตัวเอง มองตนเองในแง่ลบ เพราะความสำเร็จเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ต่อให้สำเร็จ ความสำเร็จก็ไม่คงที่ ความคาดหวังในขั้นต่อ ๆ ก็กดดันคนเราเพิ่มไปเรื่อย ๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ในยุคสมัยนี้ คนเราจะพากันburnout เยอะมาก เพราะต่อ ให้เก่งหรือขยันเพียงใด ก็มีปัจจัยต่าง ๆ มาเพิ่มความคาดหวังถึงชีวิตที่ควรจะ เป็นและสามารถเป็นไปได้ เมื่อไม่ได้ก็ผิดหวังในตนเอง
ในยุคที่องค์กรต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต ที่ทำงานและสถาน ศึกษาจึงใส่ใจว่า ผู้คนร่วมองค์กรมีภาวะนี้หรือไม่ เพราะเมื่อเพื่อนร่วมงาน หมดไฟ ผลผลิตประสิทธิภาพในการทำงานก็ย่อมลดต่ำลง ไม่เพียงเท่านั้น ยังจะพบว่า อารมณ์และพฤติกรรมที่จะใส่ใจบุคคลอื่น ๆ ก็แย่ลงด้วยเช่นกัน เช่น วิชาชีพที่ต้องให้พฤติกรรมบริการลูกค้า อาจจะกลายเป็นความบูดบึ้ง มึนตึง ซังกะตาย การมองหาว่า ใครกำลัง burnout หรือในองค์กรของเรามีผู้ที่ burnout กี่เปอรเซ็นต์ ไม่ใช่เรื่องยากหากการสื่อสารในองค์กรสามารถทำได้อย่างเปิด ใจตรงไปตรงมาไม่เกิดผลเสีย
นอกจากนี้ ยังมีแบบวัดแบบคัดกรองต่างๆ ให้ ใช้ เช่นของกรมสุขภาพจิต ผู้ที่ทำงานในฝ่ายทรัพยากรบุคคลสามารถหามา ลองประเมินกัน คำถามที่ตอบยากกว่า “เพราะอะไรถึงburnout?” คือ “จะ แก้ไขภาวะ burnout อย่างไร?” ทั้งในระดับบุคคลและในระดับองค์กร เมื่อคนไข้มาหาหมอ การแก้ไขปัญหาจะเกิดในระดับปัจเจก ภาวะburnout มีลักษณะคาบเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าสูงมาก แพทย์จึงมักให้การวินิจฉัยว่าโรคซึมเศร้าด้วยมุมมองจากฝั่งทางแพทย์และให้ยาต้านซึมเศร้า ซึ่งน่าจะพอช่วยลด “อาการ” เช่น ความรู้สึกแย่ๆ เพลียๆ หรือนอนพอหลับได้ แต่ต้นเหตุของ ความซึมเศร้า เช่น ปัญหาในที่ทำงาน ความกดดัน ความไม่ยุติธรรม หรือ การถูกกลั่นแกล้ง (Bully) ซึ่งเจอได้ทั้งที่ทำงานและโรงเรียน ก็ควรต้องปรับแก้ ด้วยเช่นกัน
แต่ถ้ายังไม่รู้จะปรับอย่างไร ก็อาจจะเริ่มต้นด้วยการพบจิตแพทย์ ได้ เพราะการแก้ปลายเหตุด้วยยาสามารถทำได้ไม่ยาก การไม่รู้สึกมีความสุข หรือทุกข์ใจ ย่อมมีเหตุที่มา มนุษย์เราไม่ใช่เศร้า เพราะ “สารเคมีในสมองไม่สมดุล” แล้วใส่ยาเข้าไปแก้ เพื่อนมนุษย์ควรได้ รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม มีคุณค่าและได้ความมั่นคงพื้นฐาน ส่วนในระดับวิธีคิดของแค่ละคนนั้น เมื่อระดับความคาดหวังที่กำลังก่อตัวสูงขึ้นจนเหนื่อยล้าที่จะตอบสนองได้ ความเศร้าความท้อแท้นั้นคือโอกาสให้กลับมาเห็นใจ ตนเอง ที่จะไม่โกรธเกลียดตนเองเมื่อผิดหวัง แต่ตรวจสอบความคาดหวังนั้น ว่าเราใจร้ายกับตนเองไปหรือไม่ หากลดระดับความคาดหวัง เมตตาตัวเอง ไม่เร่งรีบกดดัน นิยามความสำเร็จในระดับของตนเองไม่ถูกปั่นตามสื่อได้ แม้ หมดไฟก็ไม่มอดไหม้

ศุลกากรภาค 2 สกัดจับลำโพง-ไมค์เถื่อน มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท
เครื่องสะดุด!‘ช้างศึก’มีแผ่วโดนคูเวตตีเจ๊า2-2
ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษแก่ สมาชิกเอก อุรุพงษ์ กมล
ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้รองผู้ว่าฯ ปัตตานี เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับกลุ่มผู้ก่อการร้าย
สว. ลุยสุราษฎร์ฯ ดัน โมเดลพัฒนา ศก.ฐานรากยุคใหม่ ต่อยอด ขมิ้นชัน สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงระดับอุตสาหกรรม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี