วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ในพลันที่มีข่าวการแพร่ระบาดของโคขวิด ประเทศจีนได้ประกาศต่อประชาชาติจีนทั้งปวงว่านี่เป็นสงครามชีวภาพ และประกาศให้ชาวจีนทั่วโลกเข้าสู่สงครามนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน
ในระยะแรกเริ่มคือในเดือนสิงหาคม 2562 ถึงปลายเดือนธันวาคม 2562 มีข่าวคราวสรุปได้ชัดเจนว่ามีการประมาณการว่าจะมีผู้ติดเชื้อโคขวิดถึง 650 ล้านคนและจะมีผู้เสียชีวิตถึง 250 ล้านคนภายใน 1 ปี
จึงมีการเตรียมการผลิตวัคซีนเพื่อจำหน่ายให้แก่ชาวโลก 7,000 ล้านคน รวมทั้งการฝังชิพเพื่อติดตามผลการฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรโลกด้วย แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถดำเนินการให้ประสบความสำเร็จดังเป้าหมาย เพราะศาลฎีกาของประเทศนั้นยกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าวัคซีนนั้นสามารถป้องกันโคขวิดได้ และชิพที่ฝังก็ไม่มีหลักประกันว่าจะปลอดภัย
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น เพราะแม้ว่าจีนจะเป็นผู้ค้นพบสูตรยาเพื่อรักษาโคขวิดหรือที่เรียกว่าค็อกเทล แต่การศึกษาวิจัยและผลิตยาต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปีแต่ตัวยานี้กลับเป็นตัวยาที่ประเทศไทยใช้อยู่ก่อนแล้วร่วม 20 ปี ในการรักษาโรคเอดส์ และแพทย์ไทยก็เป็นคณะแพทย์ชุดแรกที่สามารถใช้ยาค็อกเทลรักษาโคขวิดให้หายได้เป็นรายแรกของโลก
จากนั้นก็สามารถคิดค้นและนำแบบแผนการใช้พลาสมาของผู้ที่หายป่วยไปฉีดรักษาให้ผู้ที่ป่วย และสามารถรักษาให้หายได้ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ซึ่งแบบแผนนี้ได้รับการยอมรับและใช้กันทั่วโลกแล้ว
ยกเว้นแต่ประเทศไทยที่เพียงแค่อนุญาตให้ใช้ยาค็อกเทลตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับลงวันที่29 มีนาคม 2563 ลำดับที่สอง แต่ยังคงไม่อนุญาตอย่างเป็นทางการให้ใช้พลาสมาในการรักษาเหมือนกับชาวโลก แม้ว่าสภากาชาดไทยจะออกหน้ารณรงค์ในเรื่องนี้แล้วก็ตาม
ในขณะที่แผนการผลิตวัคซีนของบางประเทศชะงักงัน กลับปรากฏว่าจีนและรัสเซียสามารถผลิตวัคซีนได้สำเร็จก่อน โดยของรัสเซียนั้นจะสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้ในเดือนนี้เป็นต้นไป ส่วนของจีนนั้นแม้ผลิตได้ก่อนแต่ก็ต้องใช้กับประชากรจีน 1,400 ล้านคนก่อน จึงจะสามารถวางจำหน่ายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยประธานสี จิ้น ผิง ได้ประกาศว่าจะส่งวัคซีนนี้ช่วยเหลือกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง คือ ไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ก่อน และถือเอาความสำเร็จนี้เป็นสมบัติของมนุษยชาติ และจะจำหน่ายในราคาทุน
ถ้าจะกล่าวอย่างไม่เกรงใจก็กล่าวได้ว่าจีนและรัสเซียได้ทำลายสงครามชีวภาพที่ถูกเสกสร้างขึ้นอย่างเจ็บแสบที่สุด และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้คิดทำสงครามชีวภาพอย่างรุนแรงที่สุดด้วย
บัดนี้ย่างเข้าเดือนกันยายน 2563 แล้ว โลกได้ผ่านการระบาดของโคขวิดมาแล้ว 8 เดือนเศษ แต่ปรากฏว่าความร้ายกาจของโคขวิดไม่สมราคาคุย เพราะถึงปัจจุบันนี้ยังมีผู้เชื้อไม่ถึง 30 ล้านคน และผู้เสียชีวิตยังไม่ถึงล้านคน
ยังห่างไกลจากการคาดหมายเดิมที่ภายในปี 2563จะมีผู้ป่วยถึง 650 ล้านคน และเสียชีวิต 250 ล้านคนมากมายนัก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโคขวิดนั้นไม่ได้ร้ายกาจตามราคาคุย และหากจะเทียบกับไข้หวัดใหญ่ก็ยังไม่แน่ว่าใครจะเหนือกว่าใคร เพราะแต่ละปีก็มีผู้ตายด้วยไข้หวัดใหญ่จำนวนมากหลายแสนคนอยู่แล้ว
8 เดือนผ่านไป บุคลากรในวงการสาธารณสุขของโลกและชาวโลกก็ได้รู้จักโคขวิดมากขึ้น จึงพบว่าสาเหตุของการตายนั้นเกือบทั้งหมดเกิดจากการไม่รักษาอย่างทันท่วงที โรงพยาบาลไม่พอ บุคลากรทางการแพทย์ไม่พอ ยารักษาโรคไม่พอ เวชภัณฑ์ไม่พอ ซึ่งถ้าสิ่งเหล่านี้มีพอก็จะไม่มีการเสียชีวิต
เพราะผู้เสียชีวิตจากโคขวิดนั้นจะเสียชีวิตในสองห้วงเวลาเท่านั้น คือในระยะ 3 วันแรก และหลังจากติดเชื้อเป็นเวลานาน คือระหว่างวันที่ 50-55
ที่เสียชีวิตในระยะ 3 วันแรก จะเกิดกับผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ทำให้เกิดปฏิกิริยากับเลือด และทำให้เสียชีวิต ซึ่งมีวิธีแก้ชะงัดก็คือแค่ดื่มน้ำให้มากก็จะไม่เป็นอันตราย
และถ้าเมื่อได้รับการรักษาก็จะหายได้ในเวลา 2-10 วัน ไม่ต้องล่วงพ้นไปถึงวันที่ 50
ตัวอย่างประเทศไทย ด้วยพระบารมีปกเกล้าที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชนิยมสร้างโรงพยาบาลไว้จำนวนมาก ส่งเสริมบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความสามารถเป็นจำนวนมาก เวชภัณฑ์ก็มากพอ
ดังนั้นแม้ว่าประเทศไทยจะเผชิญกับโคขวิดพร้อมๆ กับประเทศจีน แต่ถึงวันนี้ก็มีผู้ป่วยสูงสุดแค่ระดับ 3,000 คน และเกือบครึ่งก็เป็นผู้ป่วยที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และมีผู้เสียชีวิตเพียง 58 คน
เป็นการเสียชีวิตในระยะเริ่มต้น ซึ่งยังไม่รู้วิธีการรักษาและไม่รู้ห้วงเวลาการเสียชีวิต ดังนั้น หลังจากมีผู้เสียชีวิต 58 คนแล้ว ระยะเวลาหลายเดือนผ่านไปประเทศไทยก็ไม่มีผู้เสียชีวิตเพราะโคขวิดอีกเลย
และที่สำคัญ แผ่นดินประเทศไทยไม่เอื้ออำนวยต่อการแพร่ระบาดของโคขวิด ทั้งคนไทยก็มีภูมิต้านทานที่สูงมากที่สุด
ดังนั้นจึงควรตั้งความเข้าใจกันให้ถูกต้องว่าโคขวิดนั้นไม่ใช่ยักษ์มารที่ร้ายกาจดังคำโฆษณาที่โหมกระหน่ำกันจนเป็นบ้าเป็นหลัง แล้วฉวยโอกาสในการตื่นตระหนกตกใจทำมาหากินกับแผ่นดินและคนไทย จนถึงขั้นไม่รู้จักพอกันอยู่ในทุกวันนี้

‘ศุภจี-ชาบีดา’ ร่วมเปิด Thailand Pavilion เมืองคานส์ ดัน‘หนังไทย-คอนเทนต์ไทย’สู่เวทีโลก
กรุณพล เทียนสุวรรณ รายงานตัวเป็นสส. หลัง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลาออก
สิ้นสุดหน้าร้อน! กรมอุตุประกาศไทยเข้าสู่ฤดูฝน 15 พ.ค. คาดปริมาณฝนน้อยกว่าปี’68
14 พฤษภาคม 'วันอนุรักษ์ควายไทย' รำลึกคุณสัตว์คู่กสิกรรม
นายกฯ สั่งการ รมว.สุชาติ นำทีมลงพื้นที่หาดนุ้ย ภูเก็ต ทวงคืนที่รัฐ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี