วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569
ผลของการเลือกตั้งซ่อมเขต 9 กทม. ผลออกมาเป็นไปตามความคาดหมายของหลายฝ่ายว่าพรรคเพื่อไทยต้องชนะในเขตนี้ แต่ที่เกินความคาดหมายคือพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนหลักพันเป็นการพิสูจน์ว่าคนไทยไม่เคยเปิดโอกาสให้พรรคเฉพาะกิจอยู่ได้เกินสองสมัยเลือกตั้ง
ผลของการเลือกตั้งซ่อมสงขลา ชุมพร และเขต 9 กทม.ได้พิสูจน์แล้วว่า พปชร. เป็นพรรคเฉพาะกิจได้เดินทางมาถึงจุดล่มสลายแล้ว “แต่ความนิยมในตัวพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มิได้ตกต่ำลงไปตาม พปชร.แต่อย่างใด ตรงกันข้ามหลังจากเยือนราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย อย่างเป็นทางการเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ครั้งประวัติศาสตร์มา ผลสำรวจของโพลส์สำนักต่างๆ พบว่าความนิยมในตัวพลเอกประยุทธ์สูงขึ้นมากกว่าตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา”
พฤติกรรมการเลือกตั้งของคนในเมืองหลวง และคนส่วนใหญ่ในจังหวัดภาคใต้ได้พิสูจน์ว่าไม่ต้องการพรรคเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อคนใดคนหนึ่งหรือเพื่อสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ดังที่อาจารย์ปราโมทย์ นาครทรรพ พูดว่า“พรรคหัวหน้าตั้งจะไม่ยั่งยืน”
ประเด็นนี้หากนักการเมือง และคอการเมืองรู้จักสังเกตรู้จักศึกษาจะพบว่าตั้งแต่พรรคมนังคศิลา ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อจอมพลป.พิบูลสงคราม พรรคชาติสังคม ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พรรคสหประชาไทย ของจอมพลถนอม กิตติขจรหรือแม้แต่พรรคสามัคคีธรรมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) นำโดยพลเอกสุจินดาคราประยูร และ ล่าสุดพรรคพลังประชารัฐ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป้าหมายให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหลังจาก รสช. พ้นหน้าที่ไป และได้กลายมาเป็นนายกฯหลังจากเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562
ในบรรดาพรรคเฉพาะกิจ ที่กล่าวมาตั้งแต่อดีตถึงวันนี้มีความเหมือนที่แตกต่างกัน กล่าวคือในอดีตพรรคเฉพาะกิจล่มสลายหรือเลิกรากันไปหลังจากหัวหน้าพรรคถูกปฏิวัติ หัวหน้าตายหรือหมดอำนาจไป #แต่ พปชร.ล่มสลายไปในขณะที่คนซึ่งพรรคแต่งตั้งขึ้นมาให้เป็นนายกรัฐมนตรียังมีอำนาจและยังได้รับความนิยมเหนือหัวหน้าพรรคใดๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ #
ดังนั้นการที่นักการเมืองบางคนโดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้านและอดีตสส.อย่างนายเทพไท เสนพงศ์ เหมารวมเอาว่าผลคะแนนการเลือกตั้งซ่อมเขต 9 เป็นความตกต่ำของพลเอกประยุทธ์ โดยแยกไม่ออกระหว่างความเสื่อมของพรรคกับความนิยมของบุคคลซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรค หนำซ้ำยังถูกพรรคพยายามต้อนให้จนมุม จึงพูดได้ว่าเป็นความคิดที่ตื้นเขินไร้สาระและมีอคติกับนายกรัฐมนตรีเกินไป
ดังที่ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ในรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด โพสต์ข้อความทำนายไว้ล่วงหน้าว่า พปชร. ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป และได้เขียนคำทำนายเป็นกลอนไว้เมื่อวันที่30 ม.ค. ในหัวข้อว่า“เพชรมีค่ามากกว่าลิง” บทกลอนของ ดร.เสรี มีความหมายตรงกับคำพังเพยโบราณที่ว่า “อันเพชรทองของดีมีค่ายิ่ง ส่งให้ลิงจะรู้ค่าราคาฤา”
สรุปง่ายๆคือเปรียบเทียบพลเอกประยุทธ์เป็นเพชรและ พปชร. เป็นลิง ซึ่งผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งแห่กันเทคะแนนให้ในการเลือกตั้ง มี.ค. 2562 นั้นเป็นเพราะเห็นว่าเพชรอยู่ในมือลิง ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนในเวลานั้นถือคติว่าเพชรแม้อยู่ในมือลิงมันก็ฉายแสงแววให้เห็นได้ฉันใดก็ฉันนั้น
ส่วนฝูงลิงเมื่อเห็นคนห้อมล้อมพวกมันเพื่อดูแววแสงเพชรก็เข้าใจผิดคิดว่าผู้คนสนใจพฤติกรรมของพวกมันเลยเหลิงได้ใจ แห่กันไปขโมยแย่งอาหารจากชาวบ้านมากินกันมูมมามอย่างย่ามใจ ใหม่ๆ ชาวบ้านก็ทนได้ให้ลิงแย่งกินกันต่อไปตราบใดที่เพชรยังอยู่ในมือพวกมันเพราะมั่นใจว่าไม่ว่าอยู่สถานการณ์ใดเพชรแท้ต้องฉายแววได้ แต่นานเข้าลิงมันลองกัดเพชรดูพบว่ากัดไม่เข้าและกินไม่ได้ พวกลิงเลยใช้เพชรเป็นของเล่นโยนกันไปโยนกันมาและมีทีท่าจะเอาเพชรไปทิ้งน้ำที่ยากจะงมหาคืนกลับมาได้
เมื่อถึงตอนนี้ผู้คนก็ถอยห่างชิงชังฝูงลิงที่ทิ้งเพชรปล่อยให้พวกมันอดอยากเดียวดาย
นิทานเรื่องลิงทิ้งเพชร เริ่มปรากฏให้เห็นครั้งแรกในการเลือกตั้งซ่อมจังหวัดชุมพรและสงขลา การเลือกตั้งซ่อมครั้งนั้น เพชรเริ่มฉายแววให้ว่าเพชรมีค่าและแข็งกว่าลิง
ระหว่างการเลือกตั้งซ่อมทั้งสองจังหวัด ลิงขว้างเพชรทิ้ง แต่เพชรไม่ได้หายไปไหนมันกระเด็นไปตกอยู่ใกล้กับเพชรด้วยกัน คือการเลือกในครั้งนั้นหัวหน้าพรรค พปชร. และขาใหญ่ในพรรคแทบไม่พูดถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาแต่กลับเชิดหัวหน้าพรรคกับขาใหญ่ว่ามีศักยภาพในการใช้อำนาจรัฐและใช้ปัจจัย ในระหว่างการหาเสียงมีปฏิบัติการทั้งบนดินและใต้ดิน
ในเวลาเดียวกันชาวบ้านพูดกันหนาหูว่าลุงตู่ส่งกองหนุนและกระสุนดินดำมาให้คู่แข่ง พปชร. ขณะที่มีการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมผู้เขียนพำนักอยู่ในจังหวัดชุมพร อยู่ในที่เกิดเหตุจึงได้เห็นพฤติกรรมมากับตา และได้ยินชาวบ้านพูดกันหนาหูเรื่องหัวหน้าพรรค พปชร. กับหัวหน้ารัฐบาลแข่งขันสนับสนุนผู้สมัครคนละฝ่าย ตอนนั้นผู้เขียนเข้าใจไปเองว่าระหว่างการหาเสียงฝ่ายหนึ่งปล่อยข่าวเพื่อหาคะแนนจากผู้ที่นิยมพลเอกประยุทธ์ และอีกฝ่ายก็ปล่อยข่าวเพื่อหาคะแนนจากผู้ที่นิยมพลเอกประวิตรและขาใหญ่มือขวาหัวหน้าพรรค
แต่มาเอะใจและนึกทบทวนถึงความเป็นไปได้ที่หัวหน้าพรรคใช้เล่ห์กลและเชื่อขาใหญ่จนเกินไปจนทำให้หัวหน้ารัฐบาลต้องหันมาพิงพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อประคองรัฐบาลให้อยู่ได้ ต่อไป “เมื่อได้อ่านบทความในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการที่เขียนถึงความขัดแย้งระหว่างหัวหน้าพรรคแกนนำ กับนายกรัฐมนตรี” โดยที่ตอนหนึ่งเขียนว่า
...“หากสังเกตท่าทีของ “นายกฯ ตู่” กับ “ค่ายสะตอ”ดู “เอื้ออาทร” ต่อกันมาตลอด แม้ชั่วโมงนี้พรรคประชาธิปัตย์จะอยู่ในช่วงขาลง แต่เรื่อง “เกมการเมือง” ก็ไม่เป็นสองรองใครเช่นกัน กระทั่งมีกระแสข่าวหนาหูว่า การเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ชุมพร ซึ่ง “ค่ายลุงป้อม” แพ้อย่างหมดรูป ทั้งๆ ที่ขน “เสบียงกรัง” ลงไปเต็มที่ ก็เพราะ “บิ๊กตู่” ส่ง “กองหนุน” ไปช่วยทางพรรคประชาธิปัตย์ ความมาแดงหลังผลการเลือกตั้งออกมา ทำเอา “พี่น้อง 2 ป.”แทบเข้าหน้ากันไม่ติด...”
บทความชิ้นนี้ ทำให้ผู้เขียนคิดทบทวนไปถึงเรื่องที่ชาวบ้านพูดกันหนาหูระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งซ่อมเขต 1 จังหวัดชุมพร จึงพบว่ามีความเป็นไปได้สูง และเมื่อนึกย้อนทบทวนไปถึงเหตุการณ์ระหว่างที่ กปปส. นำมวลมหาประชาชนหลายล้านคนประท้วงขับไล่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผบ.ทบ.มีคำสั่งให้ตั้งด่านทหารขึ้นมากว่า 70 จุด ทั่วกทม.และเมืองบริวารเพื่อตรวจตราป้องกันไม่ให้คนร้ายที่สงสัยว่าเป็นคนของรัฐบาลบุกเข้ามาทำร้ายหรือขว้างระเบิดใส่ผู้ประท้วง จน น.ส.ยิ่งลักษณ์พูดกับผู้สื่อข่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “ตั้งด่านทหารสีเขียวทั่วเมืองทำให้เสียภาพลักษณ์ของประเทศ” และ ผบ.ทบ.ก็สวนกลับอย่างมีอารมณ์ขันว่า “จะให้ตั้งด่านสีชมพูหรือไงจ๊ะ..”
จากนิสัยพูดทีเล่นทีจริงของ พลเอกประยุทธ์ ทำให้ผู้เขียนเชื่อว่าที่ชาวบ้านพูดกันหนาหูและที่นสพ.ผู้จัดการเขียนรายงานงานพิเศษว่าลุงตู่ถูกต้อนให้มุมจนต้องหันมาพิง ปชป. น่าจะเป็นเรื่องจริง
และหากลุงตู่แตะมือกับ ปชป. เพื่อให้รัฐบาลอยู่ต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง ก็ต้องพูดว่าลุงตู่มาถูกทางแล้วเพราะลุงตู่ในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร เมื่อไปปรึกษาหารือกับนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาซึ่งเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ตามระบอบประชาธิปไตย อำนาจหน้าที่ศักดิ์ศรีเสมอกันก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน เพราะทำไปเพื่อให้รัฐบาลอยู่ได้อย่างน้อยก็ให้ผ่าน ก.ม.สำคัญๆไปก่อน คอลัมน์นี้เชื่อประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนให้ประมุขฝ่ายบริหารกับประมุขฝ่ายนิติบัญญัติให้ร่วมมือกันในสถานการณ์พิเศษเช่นนี้
ที่สำคัญ ปชป. ไม่เคยหักหลังใคร ในห้วงเวลาสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาหากคอการเมืองศึกษาจะพบว่า ปชป.บริหารประเทศได้ดีในสถานการณ์วิกฤตตลอดเวลา ปชป.เป็นพรรคการเมืองพรรคเดียวที่อยู่ร่วมและสนับสนุนรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ทั้งในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตทางเมืองและวิกฤตความมั่นคงมาตลอดเวลากว่าแปดปี
ประสบการณ์ของประธานรัฐสภาที่เคยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุขกระทรวงกลาโหม ฯลฯ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาสองสมัย เชื่อว่าต้องประคับประคองรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ให้ผ่านวิกฤตทางการเมืองไปได้เพราะพลเอกประยุทธ์มิได้เสียหายในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น
ถึงแม้ผลคะแนนที่ออกมาว่าผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยได้คะแนน 29,416 คะแนน พรรคก้าวไกลได้คะแนน 20,361 คะแนน พรรคกล้าได้คะแนน 20,047 พปชร.ได้คะแนน 7,906 คะแนน และพรรคไทยภักดีได้ 5,987 คะแนน
หากเอาคะแนนของพรรคกล้ากับไทยภักดีมารวมกันก็เท่ากับว่ามาเป็นอันดับ 2 เพราะสองพรรคนี้มีฐานเสียงของ ปชป. ลงคะแนนให้ จึงสรุปได้ว่า ปชป. ไม่ได้อยู่ขาลงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่แน่ๆ พรรคที่ล่มสลายคือ พปชร.สาเหตุใหญ่อาจเป็นเพราะนิทานเรื่องลิงทิ้งเพชร
สุทิน วรรณบวร

4 ชาติมหาอำนาจยุโรป พร้อมยกเลิกคว่ำบาตรอิหร่าน หลังวอชิงตัน-เตหะรานจับมือยุติสงคราม
ปราชญ์ สามสี เผยบันทึกครูอาสา เรื่องเล่า เรือนไทยหลังเล็ก ในเรือนจำระยอง
ทรัมป์ ประกาศข่าวดี ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน เสร็จสมบูรณ์แล้ว ปลดล็อกฮอร์มุซทันที
เพจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) เผยคลิป เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พระราชทานกำลังใจ ผู้ประสบภัยน้ำท่วม
แผ่นดินไหว ขนาด 4.7 ในพื้นที่ประเทศเมียนมา 'เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน' รับรู้แรงสั่นสะเทือน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี