วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง ก่อกำเนิดมาเพื่อต้องการเร่งรัดให้การปราบปรามและลงโทษผู้ถือตำแหน่งทางการเมืองใช้อำนาจไปทุจริตคอร์รัปชัน โดยให้จบเพียงในศาลฎีกานี้เพียงศาลเดียว ซึ่งในระยะแรกๆ ก็ดูจะได้ผลดีมาก สามารถตัดสินลงโทษหลายคดีได้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อต่อมามีผู้ร้องเรียนให้แก้ไขกฎหมายเป็นให้ผู้ถูกตัดสินสิ้นสุดแล้วสามารถยื่นอุทธรณ์ได้อีกภายใน 30 วันซึ่งในกรณีของนายวัฒนา เมืองสุข ได้ยื่นอุทธรณ์ ยืดเวลาออกไปได้อีกเกือบ 2 ปี
ก่อนหน้านี้ ถ้ามาไล่ดูช่วงเวลาการพิจารณาสอบสวนคดีนี้ ตั้งแต่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ จากการรัฐประหารใน พ.ศ.2549 ได้ส่งผลการรวบรวมสืบสวนต่างๆ ส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ดำเนินการต่อ หลังจาก คตส. สิ้นสุดการทำงานลงในปี พ.ศ. 2551
ต่อมา อัยการสูงสุดได้ชี้ขาดพิจารณาสั่งคดีเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2552 ว่าเห็นควรให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้นเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้ประกอบการรายอื่น มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนี้ด้วย
เรื่องนี้จึงเข้าสู่กระบวนการทำงานของ ป.ป.ช. เป็นเวลาอีกถึง 8 ปี ก่อนที่ในปี พ.ศ. 2560 ป.ป.ช. จะได้ส่งคดีกลับไปให้อัยการสูงสุดส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยชี้ข้อมูลความผิดนายวัฒนา เมืองสุขอดีต สส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในความผิด ร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาอีกจำนวนหนึ่ง เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการเอกชนในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการบ้านเอื้ออาทร โดยนายวัฒนา เมืองสุข ในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวง พม. ซึ่งกำกับดูแลการเคหะแห่งชาติ เจ้าของโครงการ
จนถึงวันที่ 24 กันยายน 2563 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีคำพิพากษา นายวัฒนา เมืองสุข จำเลยที่ 1 ตามความผิดมาตรา 148 ของประมวลกฎหมายอาญา 11 กระทง กระทงละ 9 ปี รวม 99 ปี แต่คงให้จำคุกจริง 50 ปี ส่วนนายอภิชาติ จันทร์สกุลพรหรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 4 มีความผิด 11 กระทง กระทงละ 6 ปี รวม 66 ปี จำคุกจริง 50 ปี
แต่เรื่องก็ยังไม่จบ เพราะจากการปรับแก้กฎหมายใหม่ ผู้ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีกเกือบ 2 ปี จนในที่สุดผลการตัดสินออกมาว่านายวัฒนา เมืองสุข มีความผิดจริง ต้องจำคุกในเดือนมีนาคม 2565 นี้เอง
คดีนี้ดำเนินการมานานและยุ่งยากแค่ไหน คงต้องไปสังเกตจากอาจารย์แก้วสรร อติโพธิ ซึ่งเป็นผู้ที่ขุดค้นคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทรมาเป็นเวลา 16 ปี ตั้งแต่เป็นอาจารย์หนุ่มธรรมศาสตร์ ต้องเคร่งเครียดมาตลอด จนสุขภาพทรุดโทรมไปอย่างมาก อาจารย์แก้วสรรเล่าเองว่า “...ผมเครียดบ่อย ไม่พักผ่อนออกกำลัง มะเร็งมันก็เกิดขึ้นมาครอบงำเซลล์หลอดอาหารของผม กลายเป็นอีกภพหนึ่งในร่างกาย ที่กำลังครอบงำชักพาเซลล์ของผมให้เติบโตไปเองเป็นปฏิปักษ์และทำลายภพปกติลงไปทุกวัน...”
จากกรณีนี้ ผมเลยมีข้อสังเกต 2 ประการ สำหรับกรณีนี้ ข้อ1 ระบบศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองที่ว่าจะตัดสินนักการเมืองทุจริต เข้าสู่กระบวนการพิจารณาโทษได้รวดเร็วขึ้น ดูเหมือนจะไม่ได้ผลอย่างที่คาดหวังไว้แล้ว เกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า กระบวนการเช่นนี้ส่งเสริมการต่อต้านการคอร์รัปชันในไทยอย่างที่มุ่งหวังในการก่อตั้งศาลฯ นี้มามากน้อยเพียงใด
ข้อสอง กฎหมายอาญามาตรา 148 และ มาตรา 149 ตามประมวลกฎหมายอาญา ที่ดูว่าเป็นกฎหมายครอบจักรวาล ก็มีประโยชน์ที่จะนำนักการเมืองเข้าสู่การลงโทษได้ และมีตัวอย่างถึงขั้นคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งจะสามารถนำไปใช้พิจารณาอ้างอิงต่อไปในภายภาคหน้าได้
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 มีว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น จากคู่สัญญากับการเคหะแห่งชาติ 7 โครงการ 7,500 ยูนิต มูลค่า 2,500 ล้านบาท คดีนี้ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-40,000 บาท หรือประหารชีวิต
ส่วนมาตรา 149 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท หรือประหารชีวิต
โดยในกรณีนี้ถึงแม้ว่าจะไม่มีหลักฐานเป็นเอกสารชัดเจนหรือมีประจักษ์พยานของการรับเงินแต่อย่างใด แต่ศาลก็ได้พิจารณาจากประจักษ์พยานรอบๆ คดีนี้ ซึ่งชี้ว่าเสี่ยเปี๋ยง ซึ่งเข้าไปนั่งทำงานเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีอยู่ และเป็นผู้ที่ไปทำการเรียกเงินสินบนต่างๆ หากไม่ได้อ้างหรือมีความเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีจริง ก็คงไม่สามารถจะทำให้นักธุรกิจต่างๆ ยอมจ่ายเงินเป็นร้อยเป็นพันล้าน ได้
จึงฝากเป็นคำถามสำหรับพวกเราทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวงการยุติธรรมไทยด้วยนะครับ
รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค และ ผศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค

ป.ป.ช.เปิดทรัพย์สิน ‘แพทองธาร’ อู้ฟู่ 1.1 หมื่นล้าน หนี้ตั๋ว PN 4.4 พันล.ยังอยู่
อนุทิน เดินสายมูต่อเนื่อง ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภูเก็ต เคาะระฆัง 37 ครั้ง ติดทองที่รั้ว
มาดามแป้ง เปิดคฤหาสน์จัดปาร์ตี้ปีใหม่ ต้อนรับ 7 นางฟ้าแห่งวงการบันเทิง
ยอดเสียชีวิตพุ่ง 22 ราย เครนก่อสร้างทับรถไฟ คนเห็นเหตุการณ์เผยนาทีเครนตก
ข่าวดีพังงา! ‘เต่ามะเฟือง’ ขึ้นวางไข่หาดทุ่งดาบ-นับได้รวม 105 ฟอง

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี