วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ในที่สุด “ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูถาวรกับนักการเมือง” ก็พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้ง จริงๆอาจใช้ว่า “อย่าเห็นขี้ดีกว่าไส้” ก็ย่อมได้ กับกรณีการกลับมาหลอมรวมกันอีกครั้งของ “อุตตมสาวนายน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และ สมคิดจาตุศรีพิทักษ์” ซีกหนึ่งกับ “ลุงป้อม-พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ “ตั้วเหี่ีย” ที่ปวารณาตัวมุ่งมั่นจะเป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย หลังจากเกิดปฏิวัติสยาม เมื่อปี พ.ศ. 2475 ก่อนที่จะเกิดดีลรวมพรรคกับไทยสร้างไทยของ “หญิงหน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์”
ก่อนหน้านี้นักการเมืองฝ่ายค้านพยายามสำรอกสำรากแซะแทะมาตลอดว่า “พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ”เฒ่าชะแล แก่ชราจะเล่นการเมืองจะบริหารประเทศไหวหรือ
ตั้งแต่เมื่อครั้งบุญตกใส่ศีรษะผู้เฒ่ากรณีองค์คณะ “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ลงมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 ให้ “ลุงตู่-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ในระหว่างที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรีของ “ลุงตู่” สิ้นสุดลง ตามมาตรา 170 วรรคสองและมาตรา 158 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เนื่องจากดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกินกว่า 8 ปี นับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2565 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ทำให้ “ลุงป้อม-พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ” ขึ้นมารักษาการนายกรัฐมนตรีโดยทันที
แต่ด้วย “ใจบันดาลแรง” ทำให้ “ลุงป้อม-พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ” สวมวิญญาณชายชาติทหารอดทนบากบั่นลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ ของรัฐบาล และเยี่ยมเยียนแก้ไขปัญหาอุทกภัยปัญหาใหญ่ที่ทำให้ประชาชนหลายพันหลายหมื่นครัวเรือนประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน จนทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ
หลังจากเสร็จภารกิจ “รักษาการนายกรัฐมนตรี” พรรคพลังประชารัฐแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลก็เกิดความแตกแยกมีสมาชิกกลุ่มหนึ่งเก็บสัมภาระย้ายออกไปหาบ้านหลังใหม่ ทว่า พลเอกประวิตร ไม่ใช่จะบู๊เป็นอย่างเดียว เมื่อต้องบุ๊นก็สามารถปรับแต่งพรรคพลังประชารัฐจนสามารถเป็นพรรคแกนหลักในการต่อต้านการฟื้นคืนชีพของระบอบทักษิณที่พยายามทุกหนทางให้เกิดการแลนด์สไลด์ เพื่อเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่
การกลับมาบ้านหลังเดิมของสองผู้อาวุโสที่ร่วมกันก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐเป็นทั้งหัวหน้าพรรคคนแรก และเลขาธิการพรรคคนแรกจึงไม่ใช่เหตุบังเอิญทางการเมือง
แต่เป็นการกลับมาของมือนโยบายเศรษฐกิจที่เคยวางไว้ให้รัฐบาลลุงตู่นำมาบริหารประเทศตลอดระยะเวลา 8 ปีบนชีวิตการเมืองของ“นายพลบูรพาพยัคฆ์ อย่างพี่น้อง 3 ป.ทั้งลุงตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, ลุงป้อม ตั้วเหี่ียพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ, น้องป๊อก-พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา” บนนิยามระบอบประชาธิปไตยที่ก้าวเดินไปด้วยกันทั้งประเทศ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยตามนิยามระบอบทักษิณ
เป็นการเดินทางของนาฬิกา ไม่ใช่การเดินทางอย่างปฏิทินที่เชื่อว่าจะสกัดกั้นโอกาสการแลนด์สไลด์ควบคู่ไปกับ “พรรคภูมิใจไทย และ พรรครวมไทยสร้างชาติ”
เป็นการพิสูจน์ “ใจบันดาลแรง” ที่จะส่งผลดีต่อสังคมไทยการเมืองไทย และประชาชนชาวไทยหลังการเลือกตั้ง พร้อมปิดทางการจูง “สัมภเวสีโทนี่วู้ดซัม”กลับประเทศแบบนอนมาอย่างสบายๆโดยไม่ต้องรับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาอีกประการด้วย
“ใจบันดาลแรง”ไม่ใช่ปาดหน้าน้องรักอย่าง “ลุงตู่” ในการลงพื้นที่พบปะประชาชนเท่านั้น
แต่นี่คือสัญชาตญาณของพยัคฆ์ที่ปกป้องอาณาจักรของตนให้พ้นภัยจาก “ฝูงไฮยีน่า”อีกด้วย

ไปไม่ถึงคูหา! ‘ลุงวัย 72 ดับสลด’ รถชนขณะขี่ จยย.กลับบ้านเกิดเพื่อเลือกตั้ง
อนุทิน เคลียร์ชัด เป็นภาพเอไอลวงโลก หลังเพจดังแฉ นั่งกินข้าวคู่ เบน สมิธ
ระบบนิเวศพังยับ แม่น้ำดรีนาในบอสเนีย กลายสภาพเป็นบ่อขยะลอยน้ำขนาดยักษ์
ขบวนหาเสียงพิธา ผ่านหน้าพรรคภูมิใจไทย แซว อยู่ภูมิใจไทย ก็เลือกประชาชนได้
จับตาเส้นทางเงิน ธปท แจ้ง กกต พบพิรุธเบิกเงินสดเพิ่ม 11 ราย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี