วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569
ในปี 2559 The Oxford Dictionary ของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดได้เลือกคำว่า “post-truth” เป็น Word of the Year ปัจจุบันคำว่า post-truth ได้ถูกนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้น เพื่อบ่งบอกถึงลักษณะหรือสภาวการณ์ของโลกยุคปัจจุบันอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์ข่าวปลอม (Fake News) วีดีโอหรือคลิปปลอม (Deepfakes) ในเรื่องราวต่างๆ นานา ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในโลกออนไลน์ ผ่านช่องทางการสื่อสารแบบโซเชียลมีเดียในทุกรูปแบบ ทำให้โลกยุคนี้ถูกขนานนามว่าเป็น โลกยุคหลังความจริงและปีต่อมาคำว่า “Fake News” หรือ “ข่าวปลอม”ก็ถูกเลือกให้เป็นคำแห่งปี 2560 โดย The Collins Dictionary
ล่าสุด..อีกหนึ่งเฟค (Fake) หรือเฟคตัวใหม่ที่เริ่มถูกใช้กันในโลกภาษาอังกฤษก็คือคำว่า “Fake Law” ซึ่งหมายถึงการที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) สามารถสร้างคดีความ ข้อพิพาทคำวินิจฉัยไปจนถึงคำพิพากษาของศาลได้ด้วยตัวของมันเองราวกับว่าคดีเหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วจริงๆ แม้กระทั่งนักกฎหมายหรือทนายความที่ป้อนคำสั่งให้ AIก็ไม่เฉลียวใจเลยว่าคดีเหล่านี้มันไม่เคยเกิดขึ้นหรือมีอยู่จริง
ทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใดสำหรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของ AI อย่างเจ้า ChatGPT ของบริษัท OpenAI เจ้าBard หรือ Gemini ที่ถูกพัฒนาโดย Google
แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ ผู้คนในแวดวงกฎหมายโดยเฉพาะทนายความได้นำเอา Fake Law ที่ถูกนฤมิตด้วย AI ไปใช้เป็นหลักฐาน กรณีอ้างอิงและบรรทัดฐานทางกฎหมายในการต่อสู้ทางคดีในศาล เช่นในกรณีคดีระหว่างนาย Roberto Mata กับ สายการบิน Avianca....
คดีนี้เริ่มขึ้นเมื่อ นาย Mata ฟ้องสายการบิน Avianca ด้วยข้อหาทำให้เขาได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าเพราะถูกรถเข็นอาหารบนเครื่องชน ซึ่งฝ่ายทนายของสายบินก็สู้กลับด้วยข้อกฎหมายที่ว่าคดีนี้หมดอายุความแล้ว อันทำให้ทนายของนาย Mata ไปให้เจ้า ChatGPT ช่วยค้นหาข้อมูลตัวอย่างคดีลักษณะเดียวกันแบบนี้ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเจ้า ChatGPT ก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายทนายของนาย Mata ผิดหวัง
ด้วยความสามารถหรือด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบัน เมื่อได้รับคำสั่งดังกล่าว เจ้า ChatGPT ก็สร้างการตอบสนองด้วยการประมวลผลหรือการคาดเดาอย่างสมเหตุสมผลว่าแต่ละส่วนของข้อความที่มันจะนฤมิตออกมานั้น ควรเป็นไปตามลำดับขั้นตอนอย่างไร ด้วยการใช้ตัวอย่างข้อความหลายพันล้านตัวอย่างที่อยู่ในโลกของอินเตอร์เนต
และเพียงภายในไม่กี่นาทีภายหลังจากที่นักกฎหมายเอไอ หรือ เจ้า ChatGPTLawyer ได้สังเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลเสร็จ มันก็เนรมิตตัวอย่างคดีลักษณะเดียวกันพร้อมกับคำพิพากษาที่ศาลวางบรรทัดฐานไว้แล้วได้อย่างโน้มน้าวใจจนทนายของนาย Mata นำเอาข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในศาล
เช่น คดีระหว่างนาย Matinez กับสายการบินเดลต้า, คดีระหว่าง นายVarghese กับสายการบินไชน่าเซาท์เทิร์น และคดีระหว่างนาย Zicherman กับสายการบินเกาหลี เป็นต้น พร้อมกับระบุแหล่งที่มา อ้างอิง เชิงอรรถ บรรณานุกรมซึ่งมันก็ระบุได้หมดไม่ว่าจะเป็นวารสารหรือฐานข้อมูลที่เชื่อถือได้ด้านกฎหมาย เมื่อทนายของนาย Mata ป้อนคำสั่งถามย้ำถึงสองสามครั้งกับนักกฎหมายเอไอว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีที่เกิดขึ้นจริงๆ
ใช่หรือไม่
นั้นคือ Fake Law ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเทคโนโลยีหรือนักกฎหมายเอไอ
ปัจจุบัน Fake Law ในลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นในหลายประเทศทั้งในสหรัฐ อังกฤษและแคนาดา โดยล่าสุดปลายปีที่แล้ว นายไมเคิล โคเฮน อดีตเนติบริกรของทรัมป์ ที่กำลังต้องโทษอยู่จากงานเนติบริการที่ผิดกฎหมายหลายอย่างที่เขาทำให้ทรัมป์ ก็ใช้เจ้า Bard นักกฎหมายเอไอ จากสำนัก Google มาสร้าง Fake Law หรือ ข้อมูลหลักฐานอ้างอิงทางกฎหมายเพื่อให้ทนายของตัวเองเอาไปใช้เป็นข้อมูลต่อสู้ในศาล แต่สุดท้ายก็โดนผู้พิพากษาจับได้ว่ามันเป็น Fake Law
นอกจากความหมายข้างต้น คำว่า “Fake Law” ยังถูกใช้ในอีกความหมายหนึ่ง นั้นคือการบิดเบือนคดีและบทลงโทษทางกฎหมายตัวอย่างที่ง่าย ๆ และเห็นได้ชัดสำหรับ Fake Law ในความหมายที่สองนี้ก็เช่นในกรณีคดีของนายบอส อยู่วิทยา หรือนักโทษทักษิณและถ้ามองย้อนกลับไป Fake Law ในความหมายนี้เกิดขึ้นในสังคมไทยมาตั้งแต่สมัย 2475 แล้ว ถ้านับเฉพาะการบิดเบือนคดีใหญ่ๆ ก็สามารถรวบรวมเอามาเขียนเป็นหนังสือได้เป็นเล่ม
Fake Law ในความหมายนี้มักจะถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์หรือเนติบริกรเป็นส่วนใหญ่มากกว่า AI เพราะไม่ว่านักกฎหมายเอไอจะถูกสร้างด้วยเทคโนโลยีที่เลวทรามต่ำช้าเพียงใด มันก็จะต้องคิดหรือประมวลผลบนพื้นฐานในเชิงตรรกเหตุผลเสมอมีอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลที่ถูกนำมาใช้ในการประมวลผล มันไม่สามารถแถแบบข้างๆ คูๆ เพื่อบิดเบือนคดีความ หรือตะแบงเอาเอาต์พุต (output) ออกมาเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษทางกฎหมายให้กับเจ้านายมันได้เหมือนกับคนที่เป็นเนติบริกร
พูดถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงเรื่องราวของเนติบริกรสามคนที่เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว...นั่งเครื่องบินลำเดียวกันเพื่อไปเรียนต่อกฎหมายที่สหรัฐอเมริกา คนหนึ่งต้องกลับมาใช้ทุนเพื่อเป็นอาจารย์ อีกคนเป็นอัยการและคนสุดท้ายเป็นผู้พิพากษา ภายหลังจากเรียนภาษาปรับพื้นฐานอยู่ 3 เดือน ทั้งสามคนก็แยกย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยที่แต่ละคนได้สมัครไว้ไม่ว่าจะเป็นเบิร์กลีย์ โคลัมเบียและฮาร์วาร์ด ตามลำดับหลังจากเรียนจบทั้งสามคนก็กลับมาทำงานใช้ทุนให้กับองค์กรต้นสังกัดจนเติบโตถึงตำแหน่งสูงสุดในสายงานของแต่ละคน
และนอกเหนือจากการเป็นศาสตราจารย์ อัยการสูงสุดและผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาทั้งสามคนนี้ยังมีอาชีพเสริมเป็นเนติบริกรให้กับคณะรัฐประหาร นักโทษและเผด็จการทหารด้วยเนติบริการที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ผู้มีอำนาจหรือเจ้านายต้องการเท่านั้น มิใยว่าจะขัดต่อคุณธรรมหรือหลักการใดๆ หรือสร้างปัญหาให้กับสังคมหรือคนส่วนใหญ่เพียงใดก็ตาม
โดยค่าจ้างที่เนติบริกรสามคนนี้ได้รับมักปรากฏออกมาในรูปแบบของผลตอบแทนของการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี สมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประธานวุฒิสภา ประธานรัฐสภาไปจนถึงตำแหน่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ดร.ธิติ สุวรรณทัต

จุดยืนหายไปไหน? 'ครูวีระ'ฟาดพรรคส้ม ทำตัวน้ำเน่าไม่ต่างพรรคเก่า ซ้ำยังเดินสะดุดขาตัวเอง
เอ็ดดี้ สอนมวยพอล เปลี่ยนนายกฯถี่ เพราะนักการเมืองไม่ใช่รธน.60
เด๋อ ดอกสะเดา น้ำตาซึม เสียดายไม่ได้อยู่ในวันสำคัญของลูก ทั้งที่รอมาทั้งชีวิต
นักการเมืองใหญ่ดอดผ่ามะเร็ง ยังเดินหน้าหาเสียง หวังนำพรรคเข้าร่วมรัฐบาล
กัน จอมพลัง แฉ ภาพลับเขมร สร้างบังเกอร์ติดชายแดนสระแก้วกว่า 100 จุด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี