วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
เมื่อมานั่งทบทวนดูที่มาของประเด็นปัญหาต่างๆ ของโลกตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง ก็มีข้อยุติว่าประเด็นปัญหาต่างๆ ในช่วง 70 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ล้วนมักมีต้นตอหรือต้นเหตุมาจากกลุ่มประเทศที่เป็น “พี่เบิ้ม” หรือประเทศผู้หลักผู้ใหญ่ของโลกเป็นสำคัญ (ทั้งๆ ที่กลุ่มประเทศเหล่านี้ควรจะทำตัวให้เป็นแบบอย่าง เป็น
ผู้สร้างมิใช่ผู้ทำลาย)
ความเดิมคือ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต (ปัจจุบันรัสเซีย) จีนคอมมิวนิสต์ (เดิมจีนก๊กมินตั๋งชาตินิยม) สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) และฝรั่งเศส เป็นฝ่ายพันธมิตรที่ได้ร่วมกันปราบปรามเอาชนะเยอรมนีและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นฝ่ายอักษะ ได้อย่างเด็ดขาด และเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองใกล้สิ้นสุด ก็ได้เริ่มปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการเสริมสร้างสันติภาพและระเบียบโลกใหม่ เพื่อความเป็นสันติและความเจริญก้าวหน้า ซึ่งนำไปสู่การออกกฎบัตรสหประชาชาติ และการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของรัฐบาลสหรัฐฯ และชาวอเมริกัน
หลังจากนั้น องค์การสหประชาชาติก็มีการจัดวางโครงสร้างและกำหนดภารกิจต่างๆ มากมาย โดยองค์กรที่มีความสำคัญมากที่สุดคือ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ (United Nations Security Council - UNSC) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกถาวร 5 ประเทศด้วยกันคือ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่ชนะสงครามโลกครั้งที่สองดังกล่าว และประเทศสมาชิกแบบไม่ถาวรอีก 12 ประเทศ ด้วยระบบแข่งขัน และหมุนเวียนกันไปในระหว่างประเทศสมาชิกสหประชาชาติที่เหลืออีก100 กว่าประเทศ (ประเทศไทยเองก็เคยได้รับเกียรติเป็นประเทศสมาชิกแบบไม่ถาวรนี้ 1 ครั้ง)
ความแตกต่างระหว่างประเทศสมาชิกถาวรกับไม่ถาวรก็คือ ประเทศสมาชิกถาวรมีสิทธิที่จะคัดค้าน (Veto) ในกรณีที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอมติต่างๆ ขององค์การสหประชาชาติ และถ้าเรื่องหนึ่งเรื่องใดมีประเทศสมาชิกถาวรไม่เห็นด้วย เรื่องนั้นก็มีอันตกไป หรือนัยหนึ่งเรื่องสำคัญๆ หรือข้อมติหนึ่งใดจะผ่านไปได้ ก็ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นฉันทามติจากทั้ง 5 ประเทศสมาชิกถาวร
คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติมีภาระหน้าที่ในการจรรโลงส่งเสริม รักษาสันติภาพความมั่นคง และความเจริญก้าวหน้าของโลก แต่ทว่าก็ไม่สามารถที่จะดำเนินการได้อย่างเต็มที่ แถมยังในหลายๆ กรณีเป็นตัวขัดขวางเสียอีกด้วย หรือนัยหนึ่ง นอกจากประเทศสมาชิกถาวรไม่ร่วมกันรับผิดชอบแล้ว ยังขัดแย้ง ขัดขวาง ขัดแข้งขัดขา หรือชิงดีชิงเด่นกันเองอีกด้วย
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ตั้งแต่แรกเริ่มขององค์การสหประชาชาติ โลกได้เข้าสู่บริบทของยุคสงครามเย็นของการขัดแย้ง ต่อกร และแข่งขันกันเพื่อเป็นเจ้าโลกระหว่าง 2 อุดมการณ์ คือโลกเสรีนิยม กับโลกเผด็จการนิยมหรือโลกเสรี กับโลกคอมมิวนิสต์ โดยฝ่ายแรกมีสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ส่วนฝ่ายหลังมี สหภาพโซเวียต และจีน จนกระทั่งสงครามเย็นสิ้นสุดลงไปด้วยการทำลายกำแพงเบอร์ลินที่เป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกและเผชิญหน้ากันในเรื่องอุดมการณ์ ตามด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โลกก็เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ของการเปิดกว้าง และการคบหาสมาคมกันแบบไร้พรมแดน แต่ก็เป็นไปได้ระยะหนึ่ง โดยในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาโดยประมาณโลกก็ได้กลับมาเห็นการขัดแย้งระหว่าง 2 กลุ่มประเทศดังกล่าวอีก ซึ่งมาในรูปของฝ่ายประชาธิปไตย กับฝ่ายศูนย์รวมอำนาจ และปรากฏการณ์อันหนึ่งของการขัดแย้งนี้ก็คือ สงครามยูเครน กับรัสเซีย ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว
เมื่อประเทศพี่เบิ้มของโลกทะเลาะเบาะแว้งกันเองดังกล่าว โลกก็ไม่ก้าวหน้า สันติภาพก็ดูห่างไกลยิ่ง และโลกก็มีความกังวล หวาดระแวงไม่สบายใจ กับการทวีคูณของการเผชิญหน้า ที่จะนำไปสู่การใช้กำลังเข้าประหัตประหารกันอย่างกว้างขวาง โดยมีนัยของการจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ด้วย
โดยสรุป สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน อังกฤษ และฝรั่งเศส มิได้ทำตามภาระหน้าที่ ต่างไร้ซึ่งความรับผิดชอบ จึงกล่าวได้ว่า ทั้ง 5 ประเทศนี่เองที่กลับกลายเป็นต้นเหตุและตัวปัญหา และฉะนั้นคำถามก็คือ แล้วชาวโลกจะรับสภาพนี้กันต่อไป หรือจะต้องร่วมกันดำเนินการแก้ไข ซึ่งใครในกลุ่มชาวโลกนี้ ก็ไม่พ้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย (ซึ่งบัดนี้โดยรวมมีการกล่าวขานว่า เป็นกลุ่ม The Global South หรือกลุ่มประเทศใต้) ที่ไม่ต้องการตกอยู่ในอาณัติของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดระหว่างสองฝ่ายดังกล่าว แล้วก็ไม่ต้องการเลือกข้าง เพราะมิได้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีผลประโยชน์โดยตรง หากแต่เป็นกลุ่มผู้รับเคราะห์กรรมมากกว่า แต่จะปล่อยให้เหตุการณ์ที่ไม่ดีงามเข้ามากระทบและครอบงำ หรือจะรอให้ 2 กลุ่มพี่เบิ้มเปลี่ยนอกเปลี่ยนใจ ก็คงจะเป็นความคาดหวังที่ดูเลื่อนลอย ฉะนั้นพวกเราก็ต้องยึดหลัก “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” โดยการร่วมมือกันที่จะเรียกร้อง บีบคั้น ไม่ร่วมหอลงโรงกับ 2 กลุ่มพี่เบิ้มทั้งสอง เพื่อให้เขายุติการเป็นอริซึ่งกันและกัน และหันกลับมาทำหน้าที่ในกรอบคณะมนตรีความมั่นคงอย่างสง่างาม
ในขณะเดียวกัน กลุ่มโลกใต้นี้ก็ควรที่จะคิดดำเนินการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์กติกาขององค์การสหประชาชาติ เช่น ยกเลิกอำนาจ Veto ดังกล่าวและใช้หลักประชาธิปไตยในการตัดสินใจในเรื่องการยุติและป้องกันการขัดแย้งและการสู้รบ และการเสริมสร้างสันติภาพ เช่น การใช้หลักเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่ง หรือเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ส่วน หรือ 3 ใน 4 ส่วน ตามความรุนแรงเข้มข้นของเรื่องราวที่จะต้องให้มีการตัดสินใจ เป็นต้น
แต่กลุ่มโลกใต้ก็ยังไม่มีการจัดตัวเองให้เหมาะสม ซึ่งการริเริ่มขับเคลื่อนก็น่าจะมุ่งไปที่ประเทศกำลังพัฒนายักษ์ใหญ่ เช่น อินเดีย บราซิล ไนจีเรีย หรือกลุ่มประเทศที่มีการร่วมมือกันในระดับภูมิภาค เช่น ประชาคมอาเซียน เป็นต้น
สรุปประเด็นคือ เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ ไม่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ก็ไม่ควรที่จะต้องได้รับอำนาจในการจัดการต่อไป และต้องยอมปล่อยให้ลูกบ้านมาร่วมกันรับผิดชอบด้วยตนเองเสียที
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

ทำเนียบฯลงตัว! อนุทิน จ่อตั้ง อรรถพล-เพิ่มพูน นั่งที่ปรึกษานายกฯ
บางจากแจงชัด! ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องคลังน้ำมันสุราษฎร์ฯ ที่เป็นข่าว ยันการรับจ่ายน้ำมันเป็นไปตามมาตรฐาน
ช่องจอมร้อน ทหารกัมพูชาเริ่มยั่วยุ ทัพบกเร่งเสริมกำลัง
ครม.นัดพิเศษ อาจมีหารือเรื่องวิกฤตน้ำมัน เหตุเรื่องเร่งด่วน พร้อมถกเตรียมแถลงนโยบาย
ปัตตานีระทึก พบวัตถุต้องสงสัยซ่อนไว้ในแท่งแบริเออข้างถนน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี