Logo วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / คอลัมน์ / คอลัมน์การเมือง / มองอย่างไท
มองอย่างไท

มองอย่างไท

ปิยะ เนตรวิเชียร
วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.
ไทย ต้องไม่ทำตัวเป็นประเทศราช

ดูทั้งหมด

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  

ประเทศราช ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ คือเมืองที่มีเจ้าผู้ครองเมืองของตนเอง แต่อยู่ภายใต้อำนาจควบคุมดูแลและคุ้มครองของพระมหากษัตริย์ของอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งเจ้าเมืองประเทศราชนั้นมีหน้าที่ส่งเครื่องราชบรรณาการถวายเป็นประจำ และในเวลาเกิดศึกสงครามต้องเกณฑ์กำลังทหารเข้าร่วมกองทัพหลวงด้วย

ประเทศราชของไทยในอดีตนั้น ได้มีการกล่าวถึงไว้ตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยแล้ว โดยในจารึกพ่อขุนรามคำแหงระบุว่า ในรัชสมัยของพระองค์ ได้ขยายพระราชอาณาจักรครอบคลุมไปยังแคว้นสุพรรณภูมิ อาณาจักรหงสาวดี นครรัฐแพร่ นครรัฐน่าน อาณาจักรนครศรีธรรมราช และเมืองชวาซึ่งสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่ารัฐเหล่านี้ตกเป็นประเทศราชของอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งเรื่องนี้มีการโต้แย้งว่าอาจจะขัดกับความเป็นจริง


ในสมัยอาณาจักรอยุธยา ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง มีประเทศราชเกิดขึ้นถึง ๑๖ เมือง ได้แก่ มะละกา ชวา ตะนาวศรี นครศรีธรรมราช ทวาย เมาะตะมะ เมาะลำเลิง สงขลา จันทบูร พิษณุโลก สุโขทัย พิชัย สวรรคโลก พิจิตร กำแพงเพชรและนครสวรรค์ แต่ก็มีผู้โต้แย้งเช่นกันว่า ได้ถูกเพิ่มเติมเข้ามาในพงศาวดารให้มากขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระอินทราชา

กฎมณเฑียรบาลในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้ระบุว่า เมืองที่ต้องถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทองซึ่งเป็นไปตามกฎของประเทศราชนั้นมีถึง ๒๐ เมือง ได้แก่ นครหลวง ศรีสัตนาคนหุต เชียงใหม่ ตองอู เชียงไกร เชียงกรานเชียงแสน เชียงรุ้ง เชียงราย แสนหวี เขมราช แพร่ น่าน ใต้ทอง โคตรบอง เรวเกว อุยองตะหนะ มะละกา มลายู และ วรวารี

ในสมัยอาณาจักรรัตนโกสินทร์ มีการแบ่งหัวเมืองการปกครองออกเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ หัวเมืองชั้นในหัวเมืองชั้นกลาง ถือเป็นหัวเมืองของสยาม หัวเมืองชั้นนอกมีการแต่งตั้งผู้มีสกุลในท้องถิ่นเป็นผู้ปกครอง และเมืองประเทศราช มีการแต่งตั้งเจ้านายปกครองเช่นกัน

ในยุคต้นอาณาจักรรัตนโกสินทร์ มีเมืองประเทศราชหลายเมือง ได้แก่ ล้านนา หลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาศักดิ์ เขมร ปัตตานี ไทรบุรี กลันตันและตรังกานู

ถึงปีพุทธศักราช ๒๔๓๕ อาณาจักรรัตนโกสินทร์มีเมืองประเทศราชที่ขึ้นตรงกับกระทรวงมหาดไทย ๗ เมือง กระทรวงกลาโหม ๓ เมือง ซึ่งเมืองประเทศราชเหล่านี้ จะต้องทำพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา หรือส่งต้นไม้เงินทองและเครื่องราชบรรณาการให้สยาม ๓ ปีต่อครั้ง ได้แก่ เมืองจำปาศักดิ์ เชียงแขง มุกดาหาร นครพนม สตูล ปัตตานี สุวรรณภูมิ อุบลราชธานี

การปกครองแบบประเทศราชได้ถูกยกเลิกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงปฏิรูปการปกครองประเทศในปีพ.ศ.๒๔๓๕ โดยได้รวมศูนย์อำนาจการเมืองการปกครองไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมด จัดเป็นรูปแบบกระทรวงต่างๆ รวม ๑๒ กระทรวง มีเสนาบดีเป็นผู้รับผิดชอบ การบริหารส่วนต่างจังหวัดนั้นแบ่งเขตการปกครองเป็นรูปแบบที่เรียกว่ามณฑล

เมืองประเทศราชที่มีอยู่นั้นจะมีรายได้ที่เกิดจากภาษีอากร ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของเงินหรืออาจเป็นผลิตผลทางการเกษตร เช่น ข้าว ส่วนรายได้อีกทางหนึ่งนั้นมาจากทรัพยากรของพื้นที่นั้นๆ เช่น แร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งสัตว์น้ำ สัตว์ป่า ตลอดจนไม้สัก และไม้อื่นๆ ซึ่งถือเป็นของหลวง ซึ่งจะต้องส่งเข้าท้องพระคลัง

ส่วนชาติไทยเราเคยตกเป็นประเทศราชของใครบ้างนั้น ไม่มีการบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่เขียนอย่างชัดเจน เพียงแต่ทราบกันดีว่า ชาติของเราได้เสียอิสรภาพครั้งแรกให้กับอาณาจักรหงสาวดีในสมัยพระเจ้าบุเรงนอง เมื่อปี พ.ศ.๒๑๑๒ โดยอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าเวลา ๑๕ ปี ซึ่งในช่วงดังกล่าว กษัตริย์หงสาวดีได้โปรดเกล้าให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชหรือพระสรรเพชญ์ที่ 1 เป็นกษัตริย์ปกครองอยุธยา ซึ่งต่อมาในปีพ.ศ.๒๑๒๗ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ก็ทรงประกาศอิสรภาพ กู้ชาติกู้แผ่นดินคืนมา

ชาติไทยนั้นได้ทำการค้าขายกับชาติต่างๆ มาตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยแล้ว ส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เคยเสด็จไป เยือนเมืองจีนเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีและติดต่อค้าขาย

ในช่วงอาณาจักรอยุธยา การค้าขายของไทยกับต่างชาติเจริญมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะกับจีนเท่านั้น แต่ยังมีการค้าขายกับญี่ปุ่น อินเดีย และประเทศทางแถบยุโรปด้วย อาทิ ฮอลันดา โปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส โดยเฉพาะในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งถือเป็นยุคทองของการค้าขาย โดยมีกรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญของภูมิภาคนี้ สร้างรายได้ให้กับชาติเป็นอย่างมาก

สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ ดีบุก งาช้าง ไม้สัก น้ำตาล พริกไทย รังนก กระดูกสัตว์ หนังสัตว์ กระวาน และครั่ง ส่วนสินค้านำเข้านั้น ที่สำคัญได้แก่เครื่องถ้วยชามสังคโลก ชา ไหม เงิน ปืนและดินปืน กระดาษและเครื่องแก้ว ซึ่งสินค้าเหล่านี้ เมื่อจะนำเข้าประเทศไทย จะถูกเก็บภาษีอากรในหลายรูปแบบ ทั้งอากร จังกอบ ฤชา รวมทั้งส่วย ซึ่งเป็นส่วนที่ทำรายได้ให้ชาติเช่นกัน

ปัจจุบันนี้ไทยก็ยังคงมีการค้าขายกับต่างชาติเป็นอย่างมาก สินค้าส่งออกของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดต่างชาติมาก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าด้านการเกษตร เช่น ข้าว อาหารสัตว์แปรรูป สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอื่นๆ

ประเทศที่ไทยส่งสินค้าออกไปมากที่สุดประเทศหนึ่งคือสหรัฐอเมริกา โดยในปีที่ผ่านมามีมูลค่าของสินค้าส่งออกประมาณ ๕๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อเทียบกับสินค้านำเข้าจากประเทศเดียวกัน มีอยู่เพียงประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ทำให้ประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้าอยู่ประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเป้าหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เพิ่งประกาศว่าจะเพิ่มอัตราภาษีสินค้านำเข้าของหลายประเทศทั่วโลกที่อเมริกาขาดดุลการค้าอยู่ รวมทั้งของไทยจากที่เคยอยู่ที่ระดับ ๑๐% ขึ้นเป็น ๓๗% ซึ่งแน่นอนว่าต้องส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกของไทยที่จะมีปริมาณลดลง และสร้างรายได้ได้น้อยลงด้วยเป็นสัดส่วนกัน

จึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำ จะต้องดำเนินการ และหาวิธีการจัดการเรื่องนี้เพื่อลดปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยยังต้องรักษาความสัมพันธ์กันเอาไว้ให้ได้ การส่ง
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นตัวแทนรัฐบาลไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อเจรจาหาข้อตกลงความร่วมมือเพื่อจะคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ยังไม่อาจจะบอกได้

เมื่อสหรัฐอเมริกามองว่าไทยได้เปรียบดุลการค้ามาก สิ่งที่เขาต้องการก็คือ ต้องลดการได้เปรียบนี้ให้มากที่สุด ฉะนั้นแนวทางของรัฐบาลไทยก็น่าจะต้องเป็นเรื่องของการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาให้มากขึ้น ทั้งสินค้าด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมนั้น ถูกผลิตขึ้นในประเทศจีนเป็นจำนวนไม่น้อย และส่งให้สหรัฐอเมริกาเพื่อขายไปยังประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย เช่น โทรศัพท์มือถือสินค้าแฟชั่น และเครื่องใช้แบรนด์เนมทั้งหลาย เป็นต้น โดยไทยอาจจะต้องลดอัตราจัดเก็บภาษีลงให้ต่ำที่สุดหรือยกเว้นภาษีให้ เพื่อลดการขาดดุลระหว่างกันให้มากที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ

ต้องยอมรับความจริงว่าสินค้าในตลาดผู้บริโภคของไทยที่ได้รับความนิยมมากขณะนี้เป็นสินค้าจากประเทศจีนซึ่งมีราคาถูก และคุณภาพเริ่มดีขึ้น อาทิ รถยนต์ไฟฟ้าซึ่งปีนี้ทำสถิติยอดจองในงานมอเตอร์โชว์มากกว่ารถจากญี่ปุ่น ซึ่งไทยยังจำเป็นต้องรักษาสัมพันธภาพทางการค้าทั้งกับจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลกเพื่อสร้างอำนาจเจรจาไว้ด้วย ฉะนั้นหากไทยต้องนำเข้าสินค้าจากอเมริกามากขึ้นก็ไม่แน่ว่าจะทำให้ราคาถูกลงได้มากหรือได้รับความนิยม ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นก็จะแก้ปัญหาดุลการค้าไม่ได้

การเดินทางไปเจรจา เพื่อหาข้อตกลงความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้นั้น ไทยจะต้องยืนอยู่บนศักดิ์ศรีของความเป็นชาติที่มีอิสรเสรี การจะโอนอ่อนผ่อนตามต้องไม่ทำให้ศักดิ์ศรีของประเทศชาติลดน้อยลง หากสินค้าของไทยมีคุณภาพดีพอ และราคาเหมาะสม น่าจะมีตลาดนอกเหนือจากอเมริกา ที่ยังขายของเหล่านี้ได้ ผู้แทนไทยที่ไปเจรจาต้องระลึกเสมอว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศราชของสหรัฐอเมริกา ที่จะต้องพินอบพิเทา หรือถึงกับต้องส่งเครื่องราชบรรณาการให้

ปิยะ เนตรวิเชียร

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  •  
  • Breaking News
  • ข่าวยอดนิยม
  • คอลัมน์ฮิต
20:52 น. ค่าไฟพุ่งเพราะสิ่งนี้! เปิด 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟหนักที่สุด
20:41 น. เฮียม้อ-ปุณฑรีก์ วืดประกัน ศาลชี้พฤติการณ์ร้ายแรง เสี่ยงหลบหนี
20:38 น. ซาบซึ้งรำลึกวีรชน แม่จ่าเริง-แม่พลทหารวุ้นเส้น ร่วมพิธีบวงสรวงปราสาทตาควาย
20:26 น. เฝ้าระวังเข้ม! ไข้หวัดนกระบาดในกัมพูชา ติดเชื้อรายที่ 4 ของปี
20:24 น. เวทีมลายู หรือ เวทีการเมือง? ปราชญ์ สามสี แฉขบวนการบิดประวัติศาสตร์ไทย
ดูทั้งหมด
เปิดบรรยากาศบ้านสวนในฝันและรอยยิ้มสุดท้ายของ'แดนนี่ ศรีภิญโญ'
'ซาร่า'ควง 'แดเรอล์ ยัง'เปิดใจ 2 ปีพิสูจน์รักแท้ในเรือนจำบทเรียนรักที่เกือบปล่อยมือ
พรรคส้มแพ้อีก เลือกเทศบาลบางแก้ว
ยิปซี 12 นักษัตร : พยากรณ์ระหว่างวันที่ 19-25 เมษายน พ.ศ.2569
เจ้าเมอร์ลา สุนัข K9 สหรัฐ โชว์ผลงานเจ๋ง ยึดแซนด์วิชหมูหยองจากไทยนับ 100 ชิ้น
ดูทั้งหมด
บุคคลแนวหน้า : 23 เมษายน 2569
Vat10% จะได้เห็นไหม...ไทยแลนด์
AI กำลังกินไฟทั้งโลก : พลังงานจะกลายเป็นข้อจำกัดของเทคโนโลยีหรือไม่? เมื่อ AI ไม่ได้ใช้แค่ ‘ข้อมูล’ แต่ใช้ ‘พลังงาน’
‘ไพ่ใบใหม่’ของอิหร่าน
สื่อมวลชนและประชาชนไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์ แต่คือกลไกตรวจสอบของสังคม
ดูทั้งหมด

เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ค่าไฟพุ่งเพราะสิ่งนี้! เปิด 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟหนักที่สุด

ซาบซึ้งรำลึกวีรชน แม่จ่าเริง-แม่พลทหารวุ้นเส้น ร่วมพิธีบวงสรวงปราสาทตาควาย

เฝ้าระวังเข้ม! ไข้หวัดนกระบาดในกัมพูชา ติดเชื้อรายที่ 4 ของปี

เวทีมลายู หรือ เวทีการเมือง? ปราชญ์ สามสี แฉขบวนการบิดประวัติศาสตร์ไทย

ปากีสถานร้องสหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมทางทะเล หวังดันเจรจาสันติภาพ

วิโรจน์ ร่ายยาว! ไม่ยึดติด หลงใหล ได้ปลื้ม หรืออาลัยอาวรณ์กับความเป็น สส.

  • Breaking News
  • ค่าไฟพุ่งเพราะสิ่งนี้! เปิด 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟหนักที่สุด ค่าไฟพุ่งเพราะสิ่งนี้! เปิด 10 อันดับเครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟหนักที่สุด
  • เฮียม้อ-ปุณฑรีก์ วืดประกัน ศาลชี้พฤติการณ์ร้ายแรง เสี่ยงหลบหนี เฮียม้อ-ปุณฑรีก์ วืดประกัน ศาลชี้พฤติการณ์ร้ายแรง เสี่ยงหลบหนี
  • ซาบซึ้งรำลึกวีรชน แม่จ่าเริง-แม่พลทหารวุ้นเส้น ร่วมพิธีบวงสรวงปราสาทตาควาย ซาบซึ้งรำลึกวีรชน แม่จ่าเริง-แม่พลทหารวุ้นเส้น ร่วมพิธีบวงสรวงปราสาทตาควาย
  • เฝ้าระวังเข้ม! ไข้หวัดนกระบาดในกัมพูชา ติดเชื้อรายที่ 4 ของปี เฝ้าระวังเข้ม! ไข้หวัดนกระบาดในกัมพูชา ติดเชื้อรายที่ 4 ของปี
  • เวทีมลายู หรือ เวทีการเมือง? ปราชญ์ สามสี แฉขบวนการบิดประวัติศาสตร์ไทย เวทีมลายู หรือ เวทีการเมือง? ปราชญ์ สามสี แฉขบวนการบิดประวัติศาสตร์ไทย
ดูทั้งหมด

คอลัมน์ที่เกี่ยวข้อง

รัฐต้องวางแผนพึ่งพาทรัพยากรชาติให้มากที่สุด

รัฐต้องวางแผนพึ่งพาทรัพยากรชาติให้มากที่สุด

20 เม.ย. 2569

ข้อตกลง ไร้ประโยชน์หากไม่จริงใจ

ข้อตกลง ไร้ประโยชน์หากไม่จริงใจ

13 เม.ย. 2569

การรุกราน อาจนำมาซึ่งความย่อยยับ

การรุกราน อาจนำมาซึ่งความย่อยยับ

6 เม.ย. 2569

สัมพันธภาพไทยกับอิหร่าน

สัมพันธภาพไทยกับอิหร่าน

30 มี.ค. 2569

ในวิกฤตเศรษฐกิจ ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกัน

ในวิกฤตเศรษฐกิจ ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกัน

23 มี.ค. 2569

จริยธรรมกับผู้บริหารบ้านเมือง

จริยธรรมกับผู้บริหารบ้านเมือง

16 มี.ค. 2569

คนทรยศหรือไส้ศึก มหันตภัยของชาติ

คนทรยศหรือไส้ศึก มหันตภัยของชาติ

9 มี.ค. 2569

ปฏิบัติการ IO ประโยชน์หรือโทษ

ปฏิบัติการ IO ประโยชน์หรือโทษ

2 มี.ค. 2569

Back to Top
FooterLogo

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • Facebook
  • Twitter
  • Line
  • Youtube
  • Instagram
  • Tiktok
  • RSSFeed
  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved