วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569
ฟังคำสัมภาษณ์ของเนติบริกรคนล่าสุดของรัฐบาลชินวัตร กรณีศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้นางสาวยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคดีโครงการรับจำนำข้าวเป็นจำนวนเงิน ๑๐,๐๒๘
ล้านบาท ทำให้นึกถึงคำให้สัมภาษณ์อีกบทหนึ่งของ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดท่านหนึ่ง ที่เคยให้ไว้กับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไว้นานแล้วว่า.....
“........ต่อให้คุณเก่งทางกฎหมาย แต่คุณไม่มีจิตใจที่เป็นธรรม นักกฎหมายนี่นะครับ ยิ่งเก่งเท่าไหร่ ถ้าไม่มีคุณธรรมยิ่งกว่าโจร คือสามารถทำให้อะไรเป็นอะไรได้หมด ทำขาวเป็นดำ ดำเป็นขาวนักกฎหมายที่ไม่สุจริต ผมเชื่อว่าอย่างนั้นนะ ถ้าไม่มีคุณธรรม โจรยังดีกว่า.........”
สำหรับนักกฎหมายและทนายที่ดีดี ถ้าได้ฟังคำกล่าวข้างต้นแล้ว ก็คงจะรู้สึกสะเทือนเป็นอย่างยิ่ง
และที่ว่าสะเทือนใจนั้น ก็เพราะสิ่งที่ท่านพูดเป็นข้อเท็จจริง จริงๆ
ในบทสัมภาษณ์เดียวกัน ท่านนักกฎหมายอาวุโส ผู้ยังเป็นที่ได้รับการเคารพนับถือจากนักกฎหมายดีดีที่กราบไหว้ท่านได้โดยสนิทใจ ไม่ต้องรีบไปล้างมือให้หายมัวหมองสกปรก ยังให้คติในการสอนกฎหมายในคณะนิติศาสตร์ สถานที่ซึ่งเป็นบ่อเกิดของนักกฎหมายที่ต่อไปจะถูกเรียกว่าเป็นนักฎหมายที่มีคุณธรรมที่ยังคงมีอยู่มากในบ้านเมืองนี้ หรือเป็นนักกฎหมายเพียงไม่กี่คนที่เลวยิ่งกว่ามหาโจร ต่อไปว่า...
“......เพราะการใช้อำนาจทางกฎหมาย ทำจนในที่สุด ผิดเป็นถูก อันนี้อันตรายที่สุด ประโยคแรกที่ผมสอนนักศึกษามากว่า 30 ปี เรียนกฎหมายไป ต้องเรียนไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ใช่เรียนไปเพื่อใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์อะไรก็แล้วแต่ เพราะว่าอันตรายที่สุดเลย นักกฎหมายถ้าไม่มีความเป็นธรรมยิ่งกว่ามหาโจร....”
ท่านเน้นยิ่งกว่าโจรและมหาโจร
เพราะท่านกำลังจะบอกว่า.....การสอนกฎหมายที่ว่าต้องเรียนไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม นั้นคือการ “ศึกษาอบรม” ความสำคัญอยู่ที่การ “อบรม” ที่ยากยิ่งกว่าการให้ “ศึกษา” เสียอีก
เพราะการศึกษานั้นเป็นเพียงการสอนให้มีความรู้ มีความรู้ในเรื่องกฎหมาย
แต่การ “อบรม” เป็นการสอนให้มี“ความคิด” ที่ถูกต้อง
การมีความรู้ในด้านกฎหมาย ยิ่งเก่งมากเท่าไหร่ หากปราศจากความคิดที่ถูกต้อง คือ “หายนะ” ของชาติบ้านเมือง เช่นที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ ไม่มียุคใดสมัยใด ที่นักกฎหมายผู้รับใช้รัฐบาลจะถูกประณามและได้รับฉายา ที่ฟังแลัวรู้สึกสะเทือนใจในวงการวิชาชีพนักกฎหมายได้เท่ายุคสมัยนี้ ตั้งแต่รัฐบาลชินวัตรขึ้นเถลิงอำนาจ ในปี ๒๕๔๔ มาจนถึงทุกวันนี้
…. เนติบริกร.....ทนายหน้าหอ....ศรีธนญชัยลอดช่อง....ไฮเตอร์เซอร์วิส.....เครื่องจักรซักล้าง.....
ฉายาเหล่านี้ ล้วนบ่งบอกถึงความเสื่อมถอยทางธรรมจรรยาด้านวิชาชีพของบุคคลคนคนนี้หรือประเภทนี้
แม้ฉายาที่ว่านั้น จะมุ่งไปยังนักกฎหมายบางคนที่เป็นทาสรับใช้ผู้มีอำนาจหรือนักการเมืองที่ขาดจิตสำนึกในจริยธรรม มิได้หมายถึงนักกฎหมายทั่วๆ ไปก็ตาม แต่การได้รับฉายาเช่นนี้ ย่อมกระทบกระเทือนวงการวิชาชีพของนักกฎหมาย เช่นคำว่า “ยุคนิติศาสตร์กะล่อน”
ปัญหาสำคัญ ก็คือ จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้มีนักกฎหมายประเภทนี้
การสอนและให้คติอย่างที่ท่านนักกฎหมายอาวุโส ทำมาแล้วกว่า 30 ปี นั้นถูกต้องที่สุด และก็เชื่อว่ามีอาจารย์หลายท่านที่สอนอย่างนี้เช่นเดียวกัน
ในคณะนิติศาสตร์หลายแห่งก็ได้มีการสอน“หลักวิชาชีพของนักกฎหมาย” ของท่านศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ อันเป็นคัมภีร์คุณธรรมของนักกฎหมาย ที่ได้สอนโดยตัวของท่านเองและอาจารย์อีกหลายท่านที่ได้สอนสืบต่อกันมา ภายหลังจากที่ท่านอาจารย์จิตติได้ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว
แต่คัมภีร์คุณธรรมของนักกฎหมายเล่มนี้ยังเป็นอกาลิโกอยู่
นักกฎหมายที่ยิ่งกว่ามหาโจรเกือบทุกคนก็ได้เคยเรียนวิชานี้
อย่างไรก็ตาม พวกยิ่งกว่ามหาโจรบางคนเหล่านี้แทนที่จะถูก “อัปเปหิ” ออกไปจากวงการนักกฎหมาย โดยเฉพาะในคณะนิติศาสตร์
กลับถูกกราบเรียนเชิญมาสอนนักศึกษากฎหมายในคณะนิติศาสตร์ บางคนถึงขนาดเป็นผู้บรรยายพิเศษใน “หลักวิชาชีพของนักกฎหมาย”อีกด้วย
และที่น่าเศร้ายิ่งขึ้นไปอีก ก็เพราะในสังคมไทยทุกวันนี้ บุคคลประเภทนี้ไม่ได้มีอยู่เพียงแต่ในวงการนักกฎหมาย แต่มีแพร่กระจายอยู่ในทุกวงการทั้ง...พระสงฆ์องค์เจ้า ครูบาอาจารย์ ตำรวจ-อัยการ-ผู้พิพากษา ทหาร ข้าราชการ นักการเมือง รัฐมนตรี ไปจนถึงนายกฯ บางคน โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีตัวจริง (de facto PrimeMinister) ที่ไม่ใช่นายกฯ อำพราง (de jure Prime Minister)
ความเสื่อมถอยด้านธรรมจรรยาทางวิชาชีพของบุคคลประเภทนี้ ทำให้นึกถึงวลีอันลือลั่นที่ว่า “พระเจ้าตายแล้ว” (God is Dead) ของฟรีดริช นีตซ์เช่ (Friedrich Nietzsche)
นักปรัชญาชาวเยอรมัน ผู้มีชีวิตอยู่ในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ ๕
วลี “พระเจ้าตายแล้ว” ของนีตซ์เช่ไม่ใช่ความหมายตามตัวอักษร แต่เป็นข้อความเชิงเปรียบเทียบให้เห็นถึงความเสื่อมถอยของศาสนาคริสต์และความตกต่ำทางศีลธรรมของผู้คนในโลกสมัยใหม่ นิตซ์เช่มองว่าสังคมสมัยใหม่ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยหลักธรรมคำสอน แต่เป็นความต้องการที่จะมีหรือได้มาซึ่งอำนาจ ซึ่งนิตซ์เช่เรียกว่า “เจตจำนงสู่อำนาจ” (The Will to Power) เพื่อเข้าถึงแหล่งที่มาของอำนาจ แนวคิดเรื่อง “อำนาจ” ของเขานั้นมีความสลับซับซ้อน ครอบคลุมไปในหลายมิติ ทั้งทางกายภาพ จิตวิญญาณ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม วาทกรรม ไม่ใช่อำนาจในความหมายแคบๆ เชิงพละกำลังเพียงมิติเดียว โดยตัวนิตซ์เช่เองก็ไม่ได้ยินดีไปกับการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้า (ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ) เพราะมันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและอันตราย เพราะการไม่มีพระเจ้า ก็คือ การไม่มีแหล่งที่มาของคุณค่าทางศีลธรรม
ฉันใดก็ฉันนั้น บุคคลที่มีความเสื่อมถอยทางธรรมจรรยาวิชาชีพเป็นเจ้าเรือน เช่น ทนายโจร เนติบริกร หรือ อดีตเจ้าอาวาสที่ต้องกลายเป็นสมี รวมไปถึงพวกที่ทุศีลเสมอกันแล้ว สำหรับพวกเขานั้น “พระพุทธเจ้าตายแล้ว” (Buddha is Dead) แต่นั้นก็เป็นเพียงคนส่วนน้อย เพราะสำหรับคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยแล้ว “Buddha never die”
ดร.ธิติ สุวรรณทัต

บุกทลายแหล่งค้ามนุษย์ ตำรวจ ปคม. ช่วยเยาวชน 6 ราย ต่ำสุดแค่ 15 ปี
ปรีวิว-ฟันธง! ปืนยิงสมันน้อย-เรือหนักบุกสาลิกา
กางมุ้งรอ! กังฟู วสวรรธน์ ลั่นยินดีหากติดต่อร่วมรัฐบาล แม้เป็น สส.บัญชีรายชื่อ 1 เดียว ไทรวมพลัง
ประเดิมบุนเดสลีกา!‘ไมค่อนซูเปอร์10’ประเดิมสนามให้เสือใต้
ชัยวุฒิ ฟาดทุนจีนกินรวบมะพร้าว จี้รัฐกวาดล้างนอมินี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี