วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569
ระบอบโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยประกอบด้วย บริษัทยักษ์ใหญ่ บริษัทใหญ่ บริษัทกลางใหญ่บริษัทขนาดกลาง ขนาดย่อม เล็ก และจิ๋ว โดยมีตัวชี้วัด เช่น จำนวนพนักงาน มูลค่าทุนหมุนเวียน และมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย เป็นต้น
ในปัจจุบันนี้ กลุ่มบริษัทที่เรียกว่า SME (Small and Medium size Enterprises) หรือ บริษัทขนาดย่อมและกลางที่มีการจ้างงานระหว่าง 20-200 คน โดยมีอยู่ในไทยประมาณ 4 ล้านบริษัท และมีการจ้างงานที่ 75% และมีสัดส่วนเป็นประมาณร้อยละ 35.2 ของผลิตผลรวมประชาชาติ (Gross Domestic Products -GDP) เพื่ออำนวยการลงทุนและการดำเนินกิจการของกลุ่ม SME บรรดาธนาคารพาณิชย์ทั้งหลายก็จะมีฝ่าย SME ไว้เป็นการเฉพาะ และในขณะเดียวกันทางภาครัฐก็มีทั้งธนาคารและองค์กรรัฐที่จะบริการและสนับสนุน SME เช่น ธนาคาร SME ธนาคาร Export - Import ธนาคารอิสลาม ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารกรุงไทย นอกจากนั้นทางภาครัฐก็ได้จัดตั้งองค์กรบริการ SME เช่น สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นต้น จัดได้ว่ากลุ่ม SME ไม่หงอยเหงา และไม่ถูกโดดเดี่ยวหรือลืมเลือนแต่อย่างใด
แต่ทว่ากลุ่มบริษัท SME ก็ยังต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขัน และการทำธุรกิจที่ได้รับผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า ปัญหาท้าทายต่างๆ มี อาทิ
- การเข้าถึงซึ่งแหล่งเงินทุน
- การขีดเขียนโครงการที่น่าเชื่อถือ
- การถูกครอบงำโดยบริษัทขนาดใหญ่ ไปจนถึงการถูกทุ่มตลาดจากต่างชาติ
- การใช้ภาษาอังกฤษผ่านทางเว็บไซต์และสิ่งตีพิมพ์ ที่ใช้คำพูดและสาระเนื้อหาที่กระชับและชัดเจน
- การมีบุคลากรที่สามารถสื่อสารกับผู้ค้าได้อย่างคล่องแคล่ว รัดกุม
- การได้รับการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะอย่างสม่ำเสมอ
- การปรับปรุงคุณภาพของหีบห่อ
- การมีองค์ความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ เป็นต้น
เพื่อแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ดังกล่าว ทางภาครัฐโดยสภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษาฯ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัล เศรษฐกิจและสังคม ก็จะต้องร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนและยกระดับ โดยเฉพาะองค์ความรู้และทักษะให้กับกลุ่มธุรกิจ SME ซึ่งก็คงจะต้องเริ่มต้นที่การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา และคู่ขนานกันไปก็คือ การยกระดับองค์ความรู้และทักษะของผู้ที่ทำงานทำการกันอยู่แล้ว ซึ่งภาระหน้าที่หลักก็คงจะตกอยู่ที่กระทรวงแรงงานเป็นสำคัญ
ส่วนทางภาคเอกชนนั้น นอกเหนือจากสภาหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมที่เป็นหน่วยงานกลางของภาคเอกชนแล้ว สภาหอการค้าจังหวัดจะต้องมีบทบาทที่เข้มแข็งกว่านี้ในการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการบริหารจัดการที่สอดคล้องหรือไปด้วยกับสภาวะเปลี่ยนแปลงทางอากาศหรือสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ สู่สมาชิกและบุคลากรของหอการค้าจังหวัด
โดยสรุปประเด็นปัญหาของความท้าทาย ณ วันนี้ สำหรับกลุ่มธุรกิจ SME ก็จะมีเรื่องของการรู้และการใช้สื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งเพื่อการผลิตและการตลาด การฝึกอบรมยกระดับบุคลากรให้มีความรู้และความสามารถในการใช้เครื่องมือเครื่องใช้สมัยใหม่ ไปจนถึงขีดความสามารถในการซ่อมแซมทำนุบำรุง และดูแลการใช้เครื่องมือเครื่องใช้สมัยใหม่เพื่อช่วยการทำงานของแรงงานมนุษย์ รวมทั้งการปรับความสมดุลระหว่างแรงงานมนุษย์กับแรงงานทดแทนที่มาจากเครื่องไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
การดำเนินการปรับปรุงตัวต่างๆ ให้กับบริษัท SME ฝ่ายไทยก็สามารถเรียนรู้จากสถาบันระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ และองค์การชำนาญการเฉพาะทางที่เป็นเครือข่ายได้ ไปจนถึงการร่วมมือกับทางฝ่ายบริษัทเอกชนข้ามชาติ และผู้ชำนาญการระหว่างประเทศต่างๆ
เรื่องการยกระดับกลุ่มธุรกิจ SME ถือเป็นวาระเร่งด่วนของชาติ เพราะกลุ่มธุรกิจ SME เป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจของประเทศอันหนึ่ง แต่กลุ่มธุรกิจ SME ไม่สามารถและไม่อยู่ในฐานะที่จะช่วยตัวเองให้ก้าวไปกับโลกได้อย่างทันท่วงที จำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากภาครัฐเป็นสำคัญ แต่อนาคตก็คงจะดูไม่ค่อยจะแจ่มใส ตราบใดที่ฝ่ายการเมืองยังคิดอ่านที่จะแก้ไขประเด็นปัญหาเศรษฐกิจไทยแบบเฉพาะหน้า ขอไปที ด้วยนโยบายประชานิยม และการจัดทำแผน และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ขาดความรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มธุรกิจ SME และการติดอยู่กับความคิดที่ว่า การจัดอีเวนท์ เช่น การจัดสัมมนา จัดนิทรรศการ การจัดการดูงาน ก็เป็นเรื่องที่เพียงพอแล้ว อนาคต SME ไทยก็คงไม่เดินหน้าไปไหน
ดังนั้นจะมัวปล่อยให้ฝ่ายการเมืองคิดเอง ทำเอง ก็จะดูกระไรอยู่ เพราะมันเป็นเรื่องที่กลุ่มธุรกิจ SME จะต้องออกมารวมตัวกันเรียกร้องและประสานงานกับฝ่ายธนาคาร ฝ่ายวิชาการค้นคว้าวิจัย และฝ่ายสถาบันกลางของภาคเอกชน โดยต้องคำนึงว่าฝ่ายตนเป็นผู้เสียภาษี และเป็นเจ้าของงบประมาณที่ภาครัฐ เมื่อนำไปใช้จ่ายก็ต้องตอบสนองความต้องการของสังคมโดยทั่วไป และมุ่งไปที่กลุ่มธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง เป็นสำคัญ
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

‘กบน.’บรรเทาค่าใช้จ่ายประชาชน เคาะลดราคาดีเซล 1.50 บาท-เบนซิน 0.50 บาท
‘ตำรวจภูธรภาค1’ลุยทลายเครือข่ายโกดังยาเสพติด‘แบงค์ เพชรบูรณ์’ ยึด‘ยาบ้า’แตะ10ล้านเม็ด
เปิดภาพล่าสุด ชลิต เฟื่องอารมย์ ใช้ชีวิตเรียบง่ายกลางสวนทุเรียน
‘ทรู’เผย Mobility Data สงกรานต์69 ‘อีสาน’ขึ้นแท่นไปเยือนสูงสุด ‘นักท่องเที่ยวจีน’ยืน1เที่ยวไทย
แสวง ร่ายยาว ย้ำ กกต.จัดเลือกตั้งยึดหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี