หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ 10 วัน รัฐบาลของท่านก็ได้เสนอร่างกฎหมายที่โด่งดังฉบับหนึ่งเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 25 เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2488 คือเสนอร่างพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามต่อสภาฯ ในเวลานั้นผู้นำของประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2เช่นผู้นำของประเทศเยอรมนีและผู้นำของประเทศญี่ปุ่นถูกนำตัวขึ้นศาล ถูกฟ้องข้อหาอาชญากรสงคราม สำหรับประเทศไทยโดยเหตุผลใดก็ไม่ทราบ รัฐบาลของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช จึงได้นำเสนอกฎหมายฉบับนี้ในวันนั้น โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอเองร่างกฎหมายนี้มีหลักการว่า“ให้มีการลงโทษอาชญากรสงคราม” และมีเหตุผลว่า “โดยที่อาชญากรสงครามเป็นภัยร้ายแรงต่อความสงบของโลก” ซึ่งหลังนายกรัฐมนตรีเสนอ ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากนครศรีธรรมราช นายฉ่ำ จำรัสเนตร ลุกขึ้นบอกว่ายินดีรับหลักการ และเสนอความเห็นอื่นเพิ่มเติมอีก นอกจากนั้นไม่มีใครอภิปราย ประธานสภาฯจึงขอมติโดยให้ยกมือ ปรากฏว่ามีผู้ยกมือเห็นชอบ 75 นาย และไม่มีผู้ใดยกมือไม่เห็นชอบเลย สภาฯ จึงได้รับหลักการในวาระแรกและตั้งกรรมาธิการจำนวน 9 นายเป็นผู้พิจารณาวาระที่ 2 ร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านวาระ 3 เป็นกฎหมายประกาศใช้เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ.2488
เมื่อประกาศใช้กฎหมายอาชญากรสงครามในปีพ.ศ.2488 แล้วจึงได้มีการจับกุมบุคคลขึ้นฟ้องร้องว่าเป็นอาชญากรสงคราม คนสำคัญที่สุดคืออดีตนายกรัฐมนตรี จอมพล ป.พิบูลสงครามและผู้นำทางการเมืองท่านอื่นอีกหลายคนที่ร่วมงานกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม รวมแล้ว 13 นายหลังจากสอบสวนแล้วได้ส่งฟ้องศาลเพียง 8 รายมีพระสารสาสน์พลขันธ์ หลวงเสรีเริงฤทธิ์ พลโทประยูร ภมรมนตรี พระราชธรรมนิเทศ นายสังข์ พัธโนทัย หลวงวิจิตรวาทการ และนายฉ่ำ จำรัสเนตร ที่แปลกใจกันก็คือมีชื่อคุณฉ่ำ จำรัสเนตร อยู่ด้วย เพราะที่ปรากฏในการประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 27 กันยายนนั้นสมาชิกสภาฯที่อภิปรายเห็นชอบรับหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือคุณฉ่ำ จำรัสเนตร คนเดียว ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนเดียวที่ลุกขึ้นอภิปราย ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2489 ศาลฎีกาตัดสินว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาชญากรสงครามตามที่บัญญัติให้ลงโทษแก่การกระทำที่ได้ทำไปก่อนวันที่ฉบับนี้ใช้บังคับไม่ได้ เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงเป็นโมฆะใช้บังคับแก่คดีไม่ได้โดยไม่ได้พิจารณาลงไปในเนื้อหาการฟ้องร้องผู้ต้องหาอาชญากรสงครามที่ถูกจับกุมจึงได้รับการปล่อยตัวในทันที
หลังจากนั้นในวันที่ 8 เมษายน สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาญัตติของนายกิจจา วัฒนศิลป์ผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่เสนอให้สภาฯตีความรัฐธรรมนูญว่า กฎหมายอาชญากรสงครามนี้ใครจะเป็นผู้ชี้ขาดว่าเป็นโมฆะ ทำให้สภาฯได้ตั้งกรรมาธิการจำนวน 9 นายไปพิจารณา และคณะกรรมาธิการได้เสนอความเห็นว่า ในฐานะที่รัฐธรรมนูญมิได้ระบุโดยชัดแจ้งให้ศาลหรือสภาฯเป็นผู้ชี้ขาด ในกรณีที่กฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ตามเจตนารมณ์ในการพิจารณาขั้นยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีเจตนาจะให้สภาฯเป็นผู้ชี้ขาด แต่ก็มิได้บัญญัติไว้โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับความเห็นของคณะกรรมาธิการ และนี่เองเป็นที่มาที่ทำให้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2489 ได้บัญญัติให้มีคณะกรรมการตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นครั้งแรก ให้มีอำนาจและหน้าที่พิจารณาในกรณีว่ากฎหมายจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
การที่ศาลชี้ขาดว่ากฎหมายอาชญากรสงคราม จะใช้บังคับฟ้องร้องการกระทำที่เกิดขึ้นมาก่อนกฎหมายออกมาใช้ ทำไม่ได้นั้น จึงได้ทำให้มีผู้คนสงสัยว่านายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช และ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นนักกฎหมายมือหนึ่งทั้งสองคน ทำไมจึงมองไม่เห็นประเด็นนี้ แต่ก็มีข้อสังเกตว่านักกฎหมายสำคัญทั้งสองท่านนี้ ทราบดี หากต้องการออกกฎหมายเพื่อให้มีการนำคนไทยที่จะต้องถูกฟ้องในคดีอาชญากรสงครามขึ้นศาลในเมืองไทยเป็นสำคัญ ผลจะออกมาอย่างไรก็ไม่เป็นไร
นรนิติ เศรษฐบุตร
เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี