วันอาทิตย์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2568
กรณีเกาหลีเร่งปราบปรามไซเบอร์สแกมในกัมพูชา และสหรัฐอายัดเงินคริปโตเคอเรนซี่ของนายเฉิน จื้อ เจ้าพ่อไซเบอร์สแกมในกัมพูชา มูลค่า 4.9 ล้านล้านบาท และตัดชื่อนายเฉิน จื้อ ออกจากระบบการเงิน และสหรัฐจะส่งเจ้าหน้าที่มาประสานงานกับรัฐบาลไทยการปราบปรามไซเบอร์สแกมในกัมพูชา โดยทางสหรัฐจะมอบรายชื่อคนไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับไซเบอร์สแกมให้
พฤติกรรมของเกาหลีใต้กับสหรัฐจึงเหมือนนิทาน “หมาหางด้วนชวนให้เพื่อนตัดหาง” การที่สหรัฐแลกเปลี่ยนข้อมูลกับไทยเรื่องผู้ที่เกี่ยวข้องกับไซเบอร์สแกมในกัมพูชานั้น ทั้งประเทศไทยและสหรัฐมีหน่วยงานข่าวกรองดีอยู่แล้วว่าคนของตนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องไซเบอร์สแกมในประเทศกัมพูชามากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะสหรัฐที่มีทั้ง ซีเอเอแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล และ ยูเอ็นเอชซีอาร์ ป้อนข้อมูลให้ สหรัฐต้องรู้อยู่แก่ใจว่า มีคนอเมริกันพัวพันในแก๊งไซเบอร์สแกมมากกว่าคนไทย มิฉะนั้นสแกมเมอร์ในกัมพูชาจะหลอกคนอเมริกันปีละเป็นหมื่นล้านดอลลาร์ได้อย่างไร
สำเนียงพูดและสำนวนภาษา อเมริกันแตกต่างกับภาษาอังกฤษ ที่ใช้ทั่วไปในทั่วโลกมาก แม้แต่เด็กประถมก็ฟังออกว่าเป็นสำเนียงพูดอเมริกันหรือไม่ หากไม่เป็นอเมริกันจริงยากที่จะหลอกคนอเมริกันได้ ดังนั้นการที่สหรัฐจะมาแลกข้อมูลกับรัฐบาลไทย คือการประจานว่าอเมริกันรู้นะว่านักการเมืองไทยเกี่ยวข้องไซเบอร์สแกมกี่คน แล้วกดดันให้รัฐบาลไทยปราบปรามไซเบอร์สแกมในกัมพูชาโดยที่สหรัฐนั่งดูบนภูเขาฟัดกัน
เกาหลีใต้ก็เช่นกันพยายามปล่อยข่าวว่า นักการเมืองไทยพัวพันกับไซเบอร์สแกมในกัมพูชา 7 คน โดยไม่สำเหนียกว่า คนของตัวเองเข้าไปอยู่องค์กรไซเบอร์สแกมมากน้อยแค่ไหน กรณีรัฐมนตรีช่วยเกาหลีใต้นำเครื่องบินไปรับคนเกาหลี 64 รายกลับไปดำเนินคดีที่บ้านนั้นเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย แค่ปลาซิวปลาสร้อย ยังมีเกาหลีอีก 84 คน ที่ไม่ยอมกลับบ้านยอมติดคุกในกองตรวจคนเข้าเมืองกัมพูชา ดีกว่าถูกดำเนินคดีที่บ้านเพราะรู้ว่าไม่นานพอเรื่องเงียบกัมพูชาก็ปล่อยให้ออกมาอาละวาดเหมือนเดิม
นี่ก็แสดงว่าเกาหลีใต้มีส่วนร่วมกับแก๊งไซเบอร์สแกมในกัมพูชามากกว่าคนไทย ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ ที่เปิดเผย โดยสส.ปาร์ก ชานแด พรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ระบุว่ามีชาวเกาหลีใต้จำนวนมากที่เดินทางไปกัมพูชาแล้วไม่กลับประเทศ
โดยตัวเลข “ผู้เดินทางออกแต่ไม่กลับเข้า” เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปี 2021: 113 คน ปี 2022 : 3,209 คน ปี 2023 : 2,662 คน ปี 2024 : 3,248 คน ปี 2025 (ถึงสิงหาคม): 864 คน เป็นไปได้หรือไม่ว่าชาวเกาหลีใต้ที่ไม่ยอมกลับบ้าน บางส่วนอาจถูกหลอกหรือลักพาตัวไปทำงานในไซเบอร์สแกมและบางส่วนตั้งใจหรือไม่ก็เป็นไซเบอร์สแกมเสียเองจึงไม่ยอมกลับบ้าน
เกาหลีใต้ได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาเนื่องจากมีความสัมพันธ์ล้ำลึกกับจำเลยคดีคอร์รัปชั่น ที่อดีตประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล กับสตรีหมายเลข 1 ติดคุกอยู่ด้วยกันปัจจุบันนี้วันนี้ขอข้ามเรื่องอดีตประธานาธิบดีติดคุกไปก่อน และเน้นไปที่อดีตสตรีหมายเลข 1. คิม คอน-ฮี ที่ติดคุกจากหลายคดี และอัยการกำลังสอบสอนข้อสงสัยคดีคอร์รัปชั่นเงินช่วยเหลือมหาศาลในกัมพูชา
สื่อเกาหลีใต้หลายสำนักรวมทั้ง “มันนีย์ ทูเดย์” รายงานว่าทีมอัยการพิเศษ นำโดย มิน จุงกี กำลังสืบสวนข้อกล่าวหาคดีคิม คอน-ฮี โดยเน้นไปที่การชักชวนขายส่วนบุคคลเกี่ยวข้องกับโครงการ ODA ของกัมพูชาและจะติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเงินลงทุนสาธารณะในกัมพูชาถูกเรียกคืนเป็นกำไรของบริษัทเกาหลีหรือไม่ (คนไทยเรียกเงินทอน)
อัยการชี้ว่า กัมพูชาได้รับความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการอย่างรวดเร็ว หลังจากการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีและกัมพูชาเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในปี 2567 ตามแผนที่องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเกาหลี(Koica) ในเดือนมีนาคม รัฐบาลเกาหลีให้ความร่วมมือเป็น จำนวนมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศได้รับ Delegation of Authority (DOA) จากเกาหลี หมายถึง เอกสารมอบอำนาจ ซึ่งกำหนดแนวทางการตัดสินใจในองค์กร
ดังนั้นท่านที่โจมตีประเทศไทย ล่าช้าไม่ทันสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ได้โปรดพิจารณาว่า เกาหลีอดีตปธน.และสตรีหมายเลข 1 อาจมีส่วนคอร์รัปชั่น และมีความสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกัมพูชา ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นรัฐสนับสนุนอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาหรือไม่? ทำไมจึงได้รับความร่วมมือรวดเร็วอย่างมีนัย
วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประชุมผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์สแกมเมอร์ทุกรูปแบบ ได้นำแนวทางที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายมาดำเนินการ โดยที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ยกระดับการทำงานของ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ หรือ International
Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center ให้ทำงานร่วมกับกัมพูชา
เมื่อถามถึงการปฏิบัติงานของตำรวจไทยที่ดูเหมือนจะมีความแตกต่างกับทางการเกาหลีใต้ ที่ใช้เวลาไม่กี่วัน สามารถนำพลเมืองของตนกลับประเทศได้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ปฏิบัติ ตำรวจไทยได้ทำมาก่อนแล้ว
“ยืนยันว่าตำรวจไทยเดินหน้าปฏิบัติการดังกล่าวมาก่อนทางตำรวจเกาหลีใต้ และทำอย่างจริงจัง เนื่องจากมีหมายจับที่ชัดเจนระบุรายชื่อบุคคลที่กระทำความผิดไว้ แต่ความร่วมมือที่เราได้รับจากทางการกัมพูชาแตกต่างจากเกาหลีใต้ เรื่องนี้อยู่ที่ทางกัมพูชาที่จะตัดสินใจให้ความร่วมมือกลับมีการเลื่อนนัดหมายโดยตลอด จนเวลาล่วงเลยไปกว่า 1 เดือน และขอให้เจ้าหน้าที่ไทยกลับประเทศก่อนจะมีการนัดหมายใหม่ ส่งผลให้ในครั้งนั้นตำรวจไทยต้องกลับบ้านมือเปล่า
การที่เกาหลีใต้และสหรัฐออกมาตีปี๊บ ประโคมข่าวเพื่อกดดันให้ไทยออกหน้าทั้งๆ ที่รู้ว่าคนอเมริกันกับชาวเกาหลีมีส่วนเกี่ยวพันกับไซเบอร์สแกมในกัมพูชามากกว่าคนไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งแก๊ง 14 k. ขบวนการมาเฟียใหญ่อันดับสองโลกที่มีสมาชิกกว่า 24,000 คน ถูกเปิดเผยออกมาจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐตั้งแต่ปี 2010
สังคมไทยเพิ่งได้ยินแก๊ง 14 k. ปี 2020 เมื่อจีนแผ่นดินใหญ่ปราบปรามแก๊ง 14 k.ครั้งใหญ่หนีกระเจิดกระเจิงไปไต้หวัน เกาหลีใต้และกลุ่มใหญ่หนีไปปักหลักในกัมพูชาโดยเฉพาะจังหวัดสีหนุวิลล์ จึงพิสูจน์ได้ว่า สหรัฐ เกาหลีใต้ไต้หวัน ที่มีความสัมพันธ์ทางการทูตและมียุทธศาสตร์ความมั่นคงร่วมกันมากกว่าประเทศไทย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศเหล่านั้นมีความเกี่ยวข้องกับไซเบอร์สแกมในกัมพูชามากกว่าประเทศไทย
Facebook ของ ดาริน กานต์ ถึงโพสต์ว่า...ที่โรมออกมาปูดว่ามีนักการเมือง 7 คนเอี่ยวสแกมเมอร์ปูดมาตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค. 2568 โน่น ตอนนั้นนายอนุทินยังไม่ได้เป็นนายกฯ เมื่อปูดแบบนี้แสดงว่า คนพูดคงมีเอกสารหลักฐานแน่นหนาแล้วสิ ถึงได้เอาความเป็น ปธ.กมธ.มาเล่นแบบนี้
แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงเวลานี้ผ่านมา 3 เดือนแล้ว เอกสารหลักฐานอยู่ไหน ทำไมไม่เอาไปยื่นดำเนินคดีกับ7 คนที่อ้าง มาพูดแบบนี้โดยปราศจากหลักฐาน คนเค้าจะเสียหายมั้ย เพราะทุกคนอยากรู้ ทุกคนอยากเห็นว่ามีใครผิดยังไง.. แต่คนปูดเองกลับหุบปากที่จะเอาหลักฐานมาแสดง...แน่จริง เอาหลักฐานมาให้สื่อเห็นเลยดิ จะได้รู้ว่าผิดจริงมั้ย อย่าเล่นแบบที่เคยทำดีกว่า
ปูดเอาเชิง แต่ไร้หลักฐาน..เหมือนกรณีอดีต สว.อุปกิตปาจรียางกูร ที่โรมอภิปรายโดยนำหลักฐานเท็จมาอภิปรายในสภา สุดท้ายศาลยกฟ้อง... แต่กว่าจะพิสูจน์ได้ ชื่อเสียงเค้าก็เสียหายไปแล้ว จากลมปากของนาย..นี่ก้อเช่นกัน คุณวรภัคอาจเป็นเช่นนั้นด้วยก็ได้.....!!
โดยส่วนตัวคิดว่า สส.รังสิมันต์ โรม ซึ่งสืบเชื้อสายจากอเมริกัน อาจได้ข้อมูลจากวอชิงตันก็ได้ ถึงอภิปรายแบบไม่เกรงใจกฎหมาย เพราะหากมีอันเป็นไปก็หนีไปสหรัฐได้ เหมือนแกนนำคนรุ่นใหม่ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลเช่นนายเพนกวิน
สุทิน วรรณบวร

'นเรศ'เปิดประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ อปท. ย้ำ 4 แนวทางบริหารสู่ความยั่งยืน
กลาโหมประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงพื้นที่ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน
‘ปธ.รัฐสภา’ลงพื้นที่หาดใหญ่ มอบเงิน 1.1 แสนบาทช่วยน้ำท่วม
บุรีรัมย์เคลื่อนทัพ ระดมกำลังเปิดศูนย์พักพิง รับผู้อพยพ3.5หมื่นคน รับมือสถานการณ์ปะทะ
ต๊ะ นารากร ติงสื่อ! เปิดเผยชีวิตส่วนตัว นัทปง ไม่เกรงใจญาติ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี