วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569
เป็นที่รู้และยอมรับกันว่า ผู้คนที่พูดภาษาไทยแต่เดิมนั้นมีรกรากอยู่ที่ทางตอนใต้ของจีน และทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย (ซึ่งอยู่ติดกับจีน) โดยชาวฮั่นที่พูดภาษาจีน กับกลุ่มคนที่พูดภาษาไทยที่อยู่ใกล้กัน ก็มีการข้องแวะกันมาโดยตลอด จนเมื่อกลุ่มชนที่พูดภาษาไทยเคลื่อนย้ายจากเหนือลงมายังทิศใต้ แล้วเริ่มตั้งรกรากถิ่นฐานอยู่ที่ลุ่มแม่น้ำสาละวินแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำโขงก่อตัวเป็นอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี-รัตนโกสินทร์ ต่างก็มีความสัมพันธ์ที่สมัยนี้เรียกว่าความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนมาโดยตลอด ในลักษณะของความสัมพันธ์เป็นแบบบรรณาการ คือฝ่ายอาณาจักรไทยดังกล่าวให้การยอมรับความยิ่งใหญ่ของจีนโดยการจัดส่งเครื่องบรรณาการ และได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองจีนให้สามารถทำมาค้าขายกันได้ โดยการค้าขายก็กระทำกันทางทะเล
ในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19จีนตกอยู่ในสภาวะข้าวยากหมากแพง คือตกอยู่ในสภาวะของการชิงอำนาจ อยู่ในสภาวะของสงครามกลางเมือง โดยชาวจีนจำนวนหนึ่งก็เริ่มอพยพมาตั้งรกรากถิ่นฐานอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแหลมทองดินแดนสุวรรณภูมิ
เมื่อปี ค.ศ. 1911 (พ.ศ. 2454)ได้เกิดการปฏิวัติสังคมที่ประเทศจีนนำโดย ดร.ซุน ยัตเซ็น ทำการล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้จีนก็กลายมาเป็นสาธารณรัฐ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นสังคมประชาธิปไตย แต่ทว่า ดร.ซุน ยัตเซ็น เสียชีวิตเมื่ออายุยังไม่มาก ส่งผลให้จีนขาดผู้นำที่จะประสานยึดโยงสังคมจีนให้อยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกันได้ จึงเกิดการแตกแยกและชิงอำนาจกันอย่างใหญ่หลวงบ้านเมืองระส่ำระสาย ซึ่งในที่สุดก็เหลือผู้ท้าชิงอำนาจรัฐอยู่เพียง 2 กลุ่ม คือฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ที่นำโดยเหมา เจ๋อตุง และกลุ่มรักชาติ (Nationalist) ในนามของพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ที่นำโดยนายพลเจียง ไคเชก โดยช่วงหนึ่งต่างก็ได้ร่วมกันต่อต้านการรุกรานของกองทัพญี่ปุ่น จนเมื่อญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2ทั้งสองฝ่ายก็หันกลับมาประหัตประหารกันอีก จนในที่สุดฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ได้ไล่ตีพรรคก๊กมินตั๋งจนตกทะเล หนีไปตั้งมั่นอยู่ที่เกาะไต้หวันจนทุกวันนี้
ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยก็มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ในนามของรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งของไต้หวัน ซึ่งในขณะเดียวกันไทยกับจีนคอมมิวนิสต์บนผืนแผ่นดินใหญ่ก็มีสถานะเป็นศัตรูกัน โดยฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์ได้สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในการล้มล้างราชอาณาจักรไทย จนเมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มปรับความสัมพันธ์กับจีนคอมมิวนิสต์บนแผ่นดินใหญ่ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็เริ่มปรับกระบวนยุทธ์ไปตามนั้นรวมทั้งไทย นั่นคือตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีนที่เกาะไต้หวัน และสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) ดังนั้น ปี 2568 นี้ ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ก็ครบรอบ50 ปีพอดี และเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์นี้ทางฝ่ายรัฐบาลจีนก็ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระราชินี ให้เสด็จฯเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 13 -17 พฤศจิกายน 2568 เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง
วาระที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศครบรอบ 50 ปี
ในสภาพการณ์นี้ถ้าใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษก็อาจจะพูดว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีนได้เวียนมาบรรจบครบรอบวงกลม (Has come around the full circle)คือเคลื่อนตัวและปรับเปลี่ยนจากการเป็นศัตรูทางอุดมการณ์และเผชิญหน้ากันเมื่อก่อน 50 ปีที่แล้ว ก็มาถึงบัดนี้ได้กลับกลายมาเป็นมิตรสนิทชิดเชื้อที่เป็นที่ประจักษ์ด้วยการเสด็จเยือนประเทศจีนดังกล่าว ซึ่งแสดงความสนิทชิดเชื้อด้วยมิตรไมตรีที่ไว้เนื้อเชื่อใจและเคารพต่อกันและกัน ที่แม้ว่าระบบระบอบการเมืองการปกครองของทั้ง 2 ประเทศจะมีความแตกต่างกัน แต่ความแตกต่างนั้นมิได้เป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์แต่อย่างใด ความต่างมิได้ป้องกันการเสริมสร้างซึ่งความสนิทชิดเชื้อและการร่วมกันทำประโยชน์ให้กับการเจริญก้าวหน้าของทั้งสองฝ่าย และการช่วยกันเสริมสร้างสันติภาพและความเจริญมั่งคั่งให้กับภูมิภาคทั้งในแถบลุ่มแม่น้ำโขง และในแถบทะเลจีนตอนใต้
ไทยและจีนนั้นอยู่ในฐานะที่จะร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพ เสถียรภาพความมั่นคง และความเจริญก้าวหน้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยไม่กระทบกระเทือนหรือคุกคามฝ่ายอื่นๆ แต่อย่างใด และในขณะเดียวกันฝ่ายไทยก็สามารถที่จะมีมิตรไมตรีกับประเทศยักษ์ใหญ่อื่นๆ ที่ไม่คุกคามประเทศจีนแต่อย่างใดได้เช่นกัน และไทยก็ยังจะสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงให้ประเทศต่างๆ ที่ยังมีความเห็นต่างและไม่ไว้วางใจกัน ให้หันหน้าเข้ามา “จับเข่าคุยกัน” และในการนี้ไทยก็อยู่ในฐานะที่จะชักชวนประเทศเพื่อนสมาชิกประชาคมอาเซียนให้รวมตัว มีความเป็นหนึ่งเดียวกันในการเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพและความมั่งมีศรีสุข โดยเป็นมิตรกับทุกฝ่ายและไม่เป็นศัตรูกับผู้ใด
50 ปีต่อจากนี้ไปก็จะเป็นความสัมพันธ์แบบฉันพี่ฉันน้องในรอบใหม่ ในยุคดิจิทัล
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

กลางดึกระทึก! เพลิงไหม้บ้านครึ่งปูนครึ่งไม้วอดทั้งหลัง เจ้าของบ้านหนีทัน
อ.อัจฉราวดี ลั่น!!! ถึงเวลาขจัดไทยสามานย์ ที่กัดกร่อนอธิปไตยของชาติและทุกสถาบัน
ขุดผลงานฟาดกลับ! 'ไอซ์ รักชนก'โพสต์ หลังถูกป้าบุกถามแรง'ทำงานบ้างหรือเปล่า'กลางตลาด
ลิซ่า ตอบแล้ว ทำไม ไอซ์ รักชนก ไม่ไปช่วยน้ำท่วมใต้ หลังถูกป้าบุกโวย
ชาวสหรัฐฯประท้วงต้านทรัมป์ เดือดอย่าเอาเลือดแลกกับน้ำมัน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี