วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
บทความตอนที่แล้ว ได้ใช้ทฤษฎี Broken Windows เป็นเลนส์มอง State Capture ทำให้เห็นภาพว่า การยึดรัฐไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ค่อยๆ งอกเงยจากรอยร้าวเล็กๆ ในโครงสร้างของระบบกฎหมาย จริยธรรม และสำนึกสาธารณะของผู้คน เพราะการปล่อยให้ “หน้าต่างแตกหนึ่งบาน” โดยไม่ซ่อมนั้นจะเป็นสัญญาณให้สังคมเห็นว่าความผิดเล็กน้อยเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และจะนำไปสู่อาชญากรรมระดับใหญ่ในภายหลัง
แนวคิดดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการละเมิดบรรทัดฐานเล็กๆ กับการเสื่อมของศีลธรรมทางการเมืองในระดับโครงสร้าง และเมื่อพิจารณาในบริบทของประเทศไทย จะพบว่ากลไกแบบเดียวกันนี้ได้ทำงานอยู่ในกระบวนการที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “State Capture” หรือการที่กลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มอำนาจเข้าครอบงำรัฐ จนบ่อนทำลายหลักนิติธรรมและจริยธรรมของระบบกฎหมาย
การสะสมของความผิดเล็กๆ เช่น การแต่งตั้งคนใกล้ชิดในตำแหน่งทางการเมือง หรือระบบพรรคพวกนิยม (patronage politics) การละเลยกฎระเบียบเล็กๆ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างโดยไม่โปร่งใส หรือการใช้ตำแหน่งเพื่อเอื้อพวกพ้อง เมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกลงโทษหรือสังคมชินชากับมัน ก็เหมือน “หน้าต่างแตกที่ไม่มีใครซ่อม”
เมื่อความไม่เป็นระเบียบและความผิดเล็กน้อยสะสมไปเรื่อยๆ ความชอบธรรมของระบบก็ลดลง ระบบราชการ องค์กรอิสระ หรือกระบวนการยุติธรรมเริ่ม “ไม่กล้า” หรือ “ไม่อยาก”ปกป้องกฎ เพราะรู้ว่ากติกาไม่มีค่า จุดนี้เองที่ทำให้กลุ่มอำนาจเริ่มเข้าควบคุมโครงสร้างรัฐได้ง่ายขึ้นเพราะไม่มีแรงต้านจากระบบตรวจสอบ Broken Windows ทำให้สังคมไทยคุ้นชินกับความไม่ชอบมาพากลเล็กๆ ตั้งแต่ การทำผิดกฎจราจร, การโกง,การซื้อเสียง, การใช้กฎหมายเลือกปฏิบัติ
กระนั้นก็ดี เมื่อมันถูกสะสมไปเรื่อยๆ ความชินชานี้ก็ได้กลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของเราไป ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรมซื้อเสียง วัฒนธรรมคอร์รัปชั่น วัฒนธรรมการใช้กฎหมายแบบไทยไทยผลที่ตามมา ก็คือ การเกิด State Capture แบบนุ่มนวล (Soft Capture) หรือ การที่รัฐถูกยึดโดยไม่ต้องใช้กำลัง แต่ผ่านเครือข่ายผลประโยชน์ การตีความกฎหมาย และวาทกรรมบางวาทกรรมที่ทำหน้าที่คล้ายกับการ “ทำให้หน้าต่างที่แตกดูปกติ” คือ ทำให้ความผิดกลายเป็นเรื่องยอมรับได้ทางศีลธรรม เช่น...ใครๆ เขาก็ทำกัน หรือ เรื่องแค่นี้เอง...แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเปิดทางให้เกิด State Capture ทางนิติธรรม
เมื่อนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับสังคมไทย ก็จะพบว่าการละเมิดบรรทัดฐานทางจริยธรรมเล็กๆ ของบุคคลตั้งแต่ ผู้นำ นักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักธุรกิจ ไปจนถึงประชาชน
คนธรรมดา ซึ่งอาจจะเริ่มแค่เพียงการพูดเท็จต่อสาธารณะไปจนถึงการปกปิดผลประโยชน์ทับซ้อน โดยไม่ถูกตรวจสอบล้วนเป็น “หน้าต่างแตก” ที่บั่นทอนความไว้วางใจในระบบการเมืองการปกครอง
ทฤษฎี Broken Windows ชี้ให้เห็นกลไกพื้นฐานของความเสื่อมว่า ระบบใหญ่ไม่ได้ล่มสลายเพราะการโจมตีจากภายนอก แต่เพราะรอยร้าวภายในที่ไม่มีใครซ่อม ในทำนองเดียวกัน State Capture ในประเทศไทยมิได้เกิดจากอาชญากรรมครั้งใหญ่ครั้งใดครั้งหนึ่ง หรือการรัฐประหารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการยอมรับความไม่ยุติธรรมเล็กๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นวัฒนธรรม
วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยไทยเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ “หน้าต่างแตก” ที่ไม่เคยซ่อม ไม่ว่าจะเป็น การเลื่อนตำแหน่งที่ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่หรือสายสัมพันธ์มากกว่าความสามารถ การแต่งตั้งข้าราชการผู้ใหญ่ตามความใกล้ชิดทางการเมือง และเมื่อนานวันเข้า ระบบราชการก็ได้กลายเป็นฐานอำนาจที่รัฐถูกยึดจากภายใน
ในเชิงหลักนิติธรรม (Rule of Law) สิ่งนี้สะท้อนว่ากฎหมายไม่สามารถคงความศักดิ์สิทธิ์ได้ หากใครก็ได้ โดยเฉพาะผู้นำหรือผู้มีอำนาจละเมิดมันโดยไม่มีความรับผิดชอบ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา หลายรัฐบาลกลายเป็นตัวอย่างของ “Broken Windows ทางศีลธรรม” ซึ่งเปิดทางให้เกิดการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง และนำไปสู่การทำลายสถาบันตรวจสอบ
ทุกวันนี้ สังคมไทยเหมือน “อาคารใหญ่ที่มีหน้าต่างแตกหลายบาน” บางบานคือกฎหมายที่ถูกบิดเบือน บางบานคือระบบราชการที่ถูกอุปถัมภ์ บางบานคือสำนึกสาธารณะที่ถูกทำให้ชินกับความไม่ยุติธรรม
เมื่อไม่มีใครซ่อมหน้าต่างเหล่านั้น หรือเลือกที่จะไม่ซ่อม เพราะคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ตน ความพังของอาคารทั้งหลัง (State Capture) ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
คำกล่าวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. ที่พูดว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรอาชญากรรม” นั้นเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน สำหรับกรณี จากหน้าต่างที่แตก ถึง รัฐที่ถูกยึด
กระนั้นก็ดี...นิติรัฐไทยไม่ได้ถูกทำลายในทันทีหรือภายในวันสองวัน แต่ถูก “กัดกร่อน” ด้วยการปล่อยให้หน้าต่างแตกอยู่เรื่อยๆ การบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกข้าง การใช้อำนาจเกินขอบเขต การยอมให้ทุนและเครือข่ายอุปถัมภ์ครอบงำการเมือง การทวงคืนรัฐจึงไม่ใช่เพียงการล้มอำนาจเหล่านั้น แต่คือ การรื้อฟื้นศีลธรรมทางนิติธรรม และ การสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมให้หน้าต่างแตกอีกต่อไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง “State Capture” ในไทยจะยุติได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของ “บ้านหลังเดียวกัน”ไม่ยอมรับความไม่ถูกต้องแม้เพียงเล็กน้อย และพร้อมจะลุกขึ้นซ่อมหน้าต่างบานแรกที่แตก
อย่างไรก็ตาม การต่อสู้กับ State Capture อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มที่การโค่นล้มอำนาจใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการฟื้นฟูระเบียบเล็กๆ ในชีวิตสาธารณะ เช่น ขับรถแล้วหยุดตรงทางม้าลายเพื่อให้คนข้าม ไม่ขับบนฟุตปาธ-ขับย้อนศร,ไม่ยอมรับการละเมิดเล็กน้อย, ปกป้องกติกาแม้ในเรื่องเล็ก ซึ่งนั้นหมายถึง การทำให้กฎหมายกลับมามีความหมายในชีวิตประจำวัน
การซ่อมหน้าต่างที่แตกของรัฐไทย บางทีอาจไม่ต้องถึงขั้นอาศัยการกระทำที่สูงส่ง นโยบายที่ยิ่งใหญ่ หรือความรู้ที่ล้ำลึก แต่เพียงแค่...เริ่มทำในสิ่งเล็กน้อยที่ทุกคนเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล เหมือนดั่ง ชื่อหนังสือของ Robert Fulghum ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1986 เรื่อง “All I Really Need to Know I Learned in Kindergarten” ซึ่งเป็นหนังสือคลาสสิกที่รวบรวมคำสอนและข้อคิดจากชีวิตในวัยเด็ก โดยเน้นไปที่สิ่งง่ายๆ ที่เรียนรู้ตั้งแต่ยังเด็กแล้วสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ดี เช่น รู้จักแบ่งปัน ไม่เอาเปรียบคนอื่น ไม่ทำร้ายใครไม่เอาของคนอื่นมาเป็นของตน ยืมของแล้วคืน กล่าวขอโทษเมื่อทำผิด.......ซึ่ง Fulghum กำลังบอกให้ผู้อ่านเข้าใจว่า...ความสุขและความสมดุลในชีวิตมาจากสิ่งพื้นฐานเหล่านี้ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและสงบสุขในสังคม...
เช่นเดียวกันประเทศไทย การฟื้นฟูศรัทธาในนิติธรรมและศีลธรรมทางการเมือง บางทีก็ขอเพียงแค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ สิ่งที่เราเรียนรู้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล และเมื่อหน้าต่างของจริยธรรมถูกซ่อม บ้านของประชาธิปไตยก็จะกลับมามั่นคงอีกครั้ง ด้วยเสาของหลักนิติธรรม
ดร.ธิติ สุวรรณทัต

โรนัลโด้ อยู่ไม่ได้แล้ว! ขนครอบครัวหนีออกจากซาอุฯ มุ่งหน้ามาดริด
ครูชัยยศ พ้นมลทิน หลังคดีถึงที่สุด ศาลยกฟ้องคดีทุจริตอาหารกลางวัน
โซเชียลแห่แชร์ ทรัมป์ มีแผลผื่นแดงหนารอบลำคอ แพทย์ประจำตัวแจงไม่ใช่โรคร้ายแรง
อนุทิน สั่งด่วน! ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท 15 วัน
ทั่วโลกจับตา! เปิดตัวเต็ง ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่าน คนใหม่ หลังสิ้นสุดยุคคาเมเนอี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี