วันจันทร์ ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569
บทความตอนที่แล้ว ได้ใช้ทฤษฎี Broken Windows เป็นเลนส์มอง State Capture ทำให้เห็นภาพว่า การยึดรัฐไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ค่อยๆ งอกเงยจากรอยร้าวเล็กๆ ในโครงสร้างของระบบกฎหมาย จริยธรรม และสำนึกสาธารณะของผู้คน เพราะการปล่อยให้ “หน้าต่างแตกหนึ่งบาน” โดยไม่ซ่อมนั้นจะเป็นสัญญาณให้สังคมเห็นว่าความผิดเล็กน้อยเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และจะนำไปสู่อาชญากรรมระดับใหญ่ในภายหลัง
แนวคิดดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างการละเมิดบรรทัดฐานเล็กๆ กับการเสื่อมของศีลธรรมทางการเมืองในระดับโครงสร้าง และเมื่อพิจารณาในบริบทของประเทศไทย จะพบว่ากลไกแบบเดียวกันนี้ได้ทำงานอยู่ในกระบวนการที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “State Capture” หรือการที่กลุ่มผลประโยชน์หรือกลุ่มอำนาจเข้าครอบงำรัฐ จนบ่อนทำลายหลักนิติธรรมและจริยธรรมของระบบกฎหมาย
การสะสมของความผิดเล็กๆ เช่น การแต่งตั้งคนใกล้ชิดในตำแหน่งทางการเมือง หรือระบบพรรคพวกนิยม (patronage politics) การละเลยกฎระเบียบเล็กๆ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างโดยไม่โปร่งใส หรือการใช้ตำแหน่งเพื่อเอื้อพวกพ้อง เมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกลงโทษหรือสังคมชินชากับมัน ก็เหมือน “หน้าต่างแตกที่ไม่มีใครซ่อม”
เมื่อความไม่เป็นระเบียบและความผิดเล็กน้อยสะสมไปเรื่อยๆ ความชอบธรรมของระบบก็ลดลง ระบบราชการ องค์กรอิสระ หรือกระบวนการยุติธรรมเริ่ม “ไม่กล้า” หรือ “ไม่อยาก”ปกป้องกฎ เพราะรู้ว่ากติกาไม่มีค่า จุดนี้เองที่ทำให้กลุ่มอำนาจเริ่มเข้าควบคุมโครงสร้างรัฐได้ง่ายขึ้นเพราะไม่มีแรงต้านจากระบบตรวจสอบ Broken Windows ทำให้สังคมไทยคุ้นชินกับความไม่ชอบมาพากลเล็กๆ ตั้งแต่ การทำผิดกฎจราจร, การโกง,การซื้อเสียง, การใช้กฎหมายเลือกปฏิบัติ
กระนั้นก็ดี เมื่อมันถูกสะสมไปเรื่อยๆ ความชินชานี้ก็ได้กลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองของเราไป ไม่ว่าจะเป็น วัฒนธรรมซื้อเสียง วัฒนธรรมคอร์รัปชั่น วัฒนธรรมการใช้กฎหมายแบบไทยไทยผลที่ตามมา ก็คือ การเกิด State Capture แบบนุ่มนวล (Soft Capture) หรือ การที่รัฐถูกยึดโดยไม่ต้องใช้กำลัง แต่ผ่านเครือข่ายผลประโยชน์ การตีความกฎหมาย และวาทกรรมบางวาทกรรมที่ทำหน้าที่คล้ายกับการ “ทำให้หน้าต่างที่แตกดูปกติ” คือ ทำให้ความผิดกลายเป็นเรื่องยอมรับได้ทางศีลธรรม เช่น...ใครๆ เขาก็ทำกัน หรือ เรื่องแค่นี้เอง...แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนเปิดทางให้เกิด State Capture ทางนิติธรรม
เมื่อนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับสังคมไทย ก็จะพบว่าการละเมิดบรรทัดฐานทางจริยธรรมเล็กๆ ของบุคคลตั้งแต่ ผู้นำ นักการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักธุรกิจ ไปจนถึงประชาชน
คนธรรมดา ซึ่งอาจจะเริ่มแค่เพียงการพูดเท็จต่อสาธารณะไปจนถึงการปกปิดผลประโยชน์ทับซ้อน โดยไม่ถูกตรวจสอบล้วนเป็น “หน้าต่างแตก” ที่บั่นทอนความไว้วางใจในระบบการเมืองการปกครอง
ทฤษฎี Broken Windows ชี้ให้เห็นกลไกพื้นฐานของความเสื่อมว่า ระบบใหญ่ไม่ได้ล่มสลายเพราะการโจมตีจากภายนอก แต่เพราะรอยร้าวภายในที่ไม่มีใครซ่อม ในทำนองเดียวกัน State Capture ในประเทศไทยมิได้เกิดจากอาชญากรรมครั้งใหญ่ครั้งใดครั้งหนึ่ง หรือการรัฐประหารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการยอมรับความไม่ยุติธรรมเล็กๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นวัฒนธรรม
วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทยไทยเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของ “หน้าต่างแตก” ที่ไม่เคยซ่อม ไม่ว่าจะเป็น การเลื่อนตำแหน่งที่ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่หรือสายสัมพันธ์มากกว่าความสามารถ การแต่งตั้งข้าราชการผู้ใหญ่ตามความใกล้ชิดทางการเมือง และเมื่อนานวันเข้า ระบบราชการก็ได้กลายเป็นฐานอำนาจที่รัฐถูกยึดจากภายใน
ในเชิงหลักนิติธรรม (Rule of Law) สิ่งนี้สะท้อนว่ากฎหมายไม่สามารถคงความศักดิ์สิทธิ์ได้ หากใครก็ได้ โดยเฉพาะผู้นำหรือผู้มีอำนาจละเมิดมันโดยไม่มีความรับผิดชอบ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา หลายรัฐบาลกลายเป็นตัวอย่างของ “Broken Windows ทางศีลธรรม” ซึ่งเปิดทางให้เกิดการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง และนำไปสู่การทำลายสถาบันตรวจสอบ
ทุกวันนี้ สังคมไทยเหมือน “อาคารใหญ่ที่มีหน้าต่างแตกหลายบาน” บางบานคือกฎหมายที่ถูกบิดเบือน บางบานคือระบบราชการที่ถูกอุปถัมภ์ บางบานคือสำนึกสาธารณะที่ถูกทำให้ชินกับความไม่ยุติธรรม
เมื่อไม่มีใครซ่อมหน้าต่างเหล่านั้น หรือเลือกที่จะไม่ซ่อม เพราะคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ตน ความพังของอาคารทั้งหลัง (State Capture) ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
คำกล่าวของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. ที่พูดว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรอาชญากรรม” นั้นเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน สำหรับกรณี จากหน้าต่างที่แตก ถึง รัฐที่ถูกยึด
กระนั้นก็ดี...นิติรัฐไทยไม่ได้ถูกทำลายในทันทีหรือภายในวันสองวัน แต่ถูก “กัดกร่อน” ด้วยการปล่อยให้หน้าต่างแตกอยู่เรื่อยๆ การบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกข้าง การใช้อำนาจเกินขอบเขต การยอมให้ทุนและเครือข่ายอุปถัมภ์ครอบงำการเมือง การทวงคืนรัฐจึงไม่ใช่เพียงการล้มอำนาจเหล่านั้น แต่คือ การรื้อฟื้นศีลธรรมทางนิติธรรม และ การสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ยอมให้หน้าต่างแตกอีกต่อไป กล่าวอีกนัยหนึ่ง “State Capture” ในไทยจะยุติได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของ “บ้านหลังเดียวกัน”ไม่ยอมรับความไม่ถูกต้องแม้เพียงเล็กน้อย และพร้อมจะลุกขึ้นซ่อมหน้าต่างบานแรกที่แตก
อย่างไรก็ตาม การต่อสู้กับ State Capture อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มที่การโค่นล้มอำนาจใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการฟื้นฟูระเบียบเล็กๆ ในชีวิตสาธารณะ เช่น ขับรถแล้วหยุดตรงทางม้าลายเพื่อให้คนข้าม ไม่ขับบนฟุตปาธ-ขับย้อนศร,ไม่ยอมรับการละเมิดเล็กน้อย, ปกป้องกติกาแม้ในเรื่องเล็ก ซึ่งนั้นหมายถึง การทำให้กฎหมายกลับมามีความหมายในชีวิตประจำวัน
การซ่อมหน้าต่างที่แตกของรัฐไทย บางทีอาจไม่ต้องถึงขั้นอาศัยการกระทำที่สูงส่ง นโยบายที่ยิ่งใหญ่ หรือความรู้ที่ล้ำลึก แต่เพียงแค่...เริ่มทำในสิ่งเล็กน้อยที่ทุกคนเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล เหมือนดั่ง ชื่อหนังสือของ Robert Fulghum ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1986 เรื่อง “All I Really Need to Know I Learned in Kindergarten” ซึ่งเป็นหนังสือคลาสสิกที่รวบรวมคำสอนและข้อคิดจากชีวิตในวัยเด็ก โดยเน้นไปที่สิ่งง่ายๆ ที่เรียนรู้ตั้งแต่ยังเด็กแล้วสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ดี เช่น รู้จักแบ่งปัน ไม่เอาเปรียบคนอื่น ไม่ทำร้ายใครไม่เอาของคนอื่นมาเป็นของตน ยืมของแล้วคืน กล่าวขอโทษเมื่อทำผิด.......ซึ่ง Fulghum กำลังบอกให้ผู้อ่านเข้าใจว่า...ความสุขและความสมดุลในชีวิตมาจากสิ่งพื้นฐานเหล่านี้ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและสงบสุขในสังคม...
เช่นเดียวกันประเทศไทย การฟื้นฟูศรัทธาในนิติธรรมและศีลธรรมทางการเมือง บางทีก็ขอเพียงแค่เริ่มจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ สิ่งที่เราเรียนรู้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล และเมื่อหน้าต่างของจริยธรรมถูกซ่อม บ้านของประชาธิปไตยก็จะกลับมามั่นคงอีกครั้ง ด้วยเสาของหลักนิติธรรม
ดร.ธิติ สุวรรณทัต

ยิปซีพยากรณ์ดวงรายวัน ประจำวันจันทร์ 5 มกราคม 2569
เฉลยแล้ว! หลัง ปันปัน สุทัตตา โพสต์ข้อความแรงจนโซเชียลสะเทือน
'ดร.เจษฎ์-ชัยวุฒิ'นำทีมสักการะพระเจ้าตากสิน ฟังเสียงสะท้อนชาวบ้านบ่นรถไฟฟ้า 20 บาทขายฝัน
ศุภชัย โต้ เท่าพิภพ ให้ข้อมูลเท็จ พาดพิงลาม บุรีรัมย์ เคยเปลี่ยนตัวผู้สมัคร บี้ออกมาขอโทษ
นายกฯเดนมาร์ก ซัด สหรัฐหยุดขู่ฮุบกรีนแลนด์ หลังเมียผู้ช่วยทรัมป์โพสต์ภาพ-ข้อความเป็นนัย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี