วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569
หากทำตัวเป็นคนนอกมองเข้ามาที่ประเทศไทยเรา ก็จะรู้ว่าไทยเรากำลังอยู่ตรงไหน? และทิศทางต่อไปจะเป็นอย่างไร? เช่น การที่ไทยมีรัฐบาลเฉพาะกิจ
เฉพาะกาล ที่จะต้องเริ่มต้นกระบวนการจัดหากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประคองตัวด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยโครงการจ่ายคนละครึ่ง รวมทั้งการเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และการปราบปรามและขจัดอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นต้น
ขณะเดียวกันก็คงจะไม่เป็นการเสียหาย
ที่จะลองมองออกไปเพื่อดูประเทศเพื่อนบ้านทั้งใกล้และไกลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกว่าเขาทำอะไรกันอยู่? และมีปัญหาท้าทายอะไรกันบ้าง?
ก็ขอเริ่มเป็นรายประเทศพอสังเขป ดังนี้ คือ
1.กัมพูชา เผด็จการตระกูลฮุน ตอนนี้ กำลังถูกบีบคั้นจากระดับล่างที่ต้องเผชิญกับความยากจนข้นแค้น และเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี เท่ากับเป็นการเริ่มปฏิเสธระบบระบอบเผด็จการของตระกูลฮุน ในขณะเดียวกันตระกูลฮุนก็เริ่มถูกตีแผ่ในความไม่ชอบมาพากลของการรับเงินช่วยเหลือจากมิตรประเทศ แต่ผู้นำกลับมิได้นำไปพัฒนาประเทศและคุณภาพชีวิตของผู้คน แต่กลับหันเหเอาไปเข้ากระเป๋าเพื่อเสริมสร้างความมั่งมีศรีสุขของตนเอง อีกทั้งก็กำลังถูกบีบคั้นจากนานาประเทศให้ปรับปรุงตัวเอง หรือต้องออกจากตำแหน่งอำนาจหน้าที่ไป เพราะไร้ฝีมือในการปราบปราม หรือพัวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะกรณีศูนย์สแกม
2.ลาว พรรคคอมมิวนิสต์ลาวยังมีความมั่นคงและควบคุมประชาชนพลเมือง ไม่ให้มีอารยะขัดขืน แม้ว่าจะมีความเหลื่อมล้ำ ในสังคมเป็นอย่างมาก โดยปัญหาชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวลาวม้งก็ยังคุกรุ่นอยู่ ผู้นำลาวคงจะต้องเปิดพื้นที่เพื่ออำนวยให้คนลาวรุ่นหนุ่มรุ่นสาวที่มีการศึกษาที่ดีได้เข้ามามีบทบาทในการนำพาประเทศด้วย
3. เวียดนาม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม นายโต เลิม กำลังขะมักเขม้นกับการปรับโครงสร้างสังคม และเศรษฐกิจของเวียดนามอย่างใหญ่หลวง โดยการเริ่มละทิ้งอุดมการณ์มาร์กซ์-เลนิน หรือนัยหนึ่งความเป็นประเทศสังคมนิยมที่รัฐมีบทบาทเป็นสำคัญในเรื่องเศรษฐกิจไปสู่การเป็นสังคมการตลาดเสรี หรือทุนนิยมที่ภาคเอกชนนำพา อีกทั้งก็เริ่มเปิดโอกาสให้ชาวเวียดนามรวมตัวกันเป็นชมรมหรือสมาคม (Club) ด้วยการสังสรรค์หรือร่วมกิจกรรม โดยมีนัยว่า จะเป็นการปูทางไปสู่ระบอบการเมืองที่มีหลายพรรคการเมืองแข่งขันกันแทนระบอบพรรคเดียวนำพาที่เป็นอยู่ในขณะนี้
4. เมียนมา (พม่า) ยังคงตกอยู่ในสภาวะสงครามกลางเมืองที่คงจะเกิดการยุติการสู้รบ แล้วกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะหันกลับสู่โต๊ะเจรจาด้วยความสมัครใจไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องพึ่งพาการเข้ามามีบทบาทของทั้งองค์การสหประชาชาติ ประชาคมอาเซียน และประเทศพี่เบิ้มของโลก เช่น สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย
5. บังกลาเทศ อดีตผู้นำบังกลาเทศ คือนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาสินา ซึ่งลี้ภัยอยู่ที่ประเทศอินเดีย ถูกศาลสูงสุดตัดสินประหารชีวิตในข้อหาเข่นฆ่าประชาชนที่ออกมาประท้วงจนเสียชีวิตไปประมาณ 1,400 ศพพรรคอวามีลีก ที่เธอเคยนำพาก็ถูกห้าม (ban) มิให้เข้าร่วมในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปีหน้า ซึ่งก็คงจะเป็นเชื้อของการขัดแย้งทางการเมืองต่อไป บังกลาเทศก็ยังต้องมุ่งหาจุดปรองดอง และการอภัยต่อกันและกันในกรอบการเป็นสังคมประชาธิปไตย
6. เนปาล ตั้งแต่การล้มล้างระบอบกษัตริย์เมื่อประมาณ 30 ปี ที่ผ่านมา การเมืองเนปาลก็มีแต่ความยุ่งเหยิง ไร้เสถียรภาพ คณะรัฐบาล
เป็น 10 คณะที่ผ่านมาก็ไร้ฝีมือในการบริหารราชการ เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น และการใช้อำนาจโดยมิชอบ ตัวการตัวปัญหาที่สำคัญคือ พรรคคอมมิวนิสต์ฝักใฝ่ลัทธิเหมา (Maoism) และพรรคคอมมิวนิสต์ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน ที่ไม่สามารถนำเอาอุดมการณ์ และลัทธิความเชื่อถือมาปรับเป็นแผนและมาตรการบริหารราชการบ้านเมืองกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนพลเมืองโดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาว ได้ออกมาประท้วงขับไล่พรรคการเมืองดังกล่าวนี้ จนบัดนี้ เนปาลมีรัฐบาลชั่วคราว จัดได้ว่าเป็นรัฐบาลฝ่ายเทคโนแครต ที่จะเดินหน้าปรับโครงสร้าง และจัดการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ในปีหน้า
7. ศรีลังกา ประธานาธิบดีคนปัจจุบันเป็นผู้ฝักใฝ่ในลัทธิมากซ์ สามารถเอาชนะตระกูลการเมืองหลักๆ ของศรีลังกาได้ด้วยคะแนนท่วมท้น บ่งบอกว่าชาวศรีลังกาโดยทั่วไปมีความเหนื่อยหน่าย และรังเกียจต่อการเมืองของกลุ่มอิทธิพลผลประโยชน์มากด้วยระบบ เครือข่ายญาติมิตรและคดโกงประเทศชาติ ซึ่งวันนี้ การเมืองศรีลังกาได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ประธานาธิบดีคนใหม่สามารถเจรจาปรับหนี้กับประเทศเจ้าหนี้ และกับสถาบันการเงิน IMF ได้อย่างเหมาะสม เศรษฐกิจศรีลังกากระเตื้องขึ้น แต่ยังต้องเร่งดำเนินการในเรื่องการสร้างงานและพัฒนาการส่งออก และต้องวางตัวให้เหมาะสมท่ามกลางการแข่งขันเพื่อเสริมสร้างอิทธิพลในศรีลังการะหว่างจีน กับอินเดีย
8. ปากีสถาน รัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง และได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายกองทัพ สามารถขับเคลื่อนประเทศไปได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับสภาวะน้ำท่วมอย่างใหญ่หลวง รวมทั้งการประท้วงของฝ่ายค้าน แต่ก็ยังสามารถฟันฝ่าออกไปได้ แต่ปัญหาท้าทายก็คือ สภาวะศึก 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือ การเผชิญหน้ากับอินเดีย โดยเฉพาะในเรื่องประเด็นปัญหาข้อพิพาทว่าด้วยดินแดนแคชเมียร์ และอีกด้านหนึ่งคือ การปะทะกับรัฐบาลตาลิบันของอัฟกานิสถานในเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลตาลิบันให้ที่พักพิงและสนับสนุนขบวนการตาลิบัน ปากีสถาน ที่มุ่งล้มล้างรัฐบาลปากีสถาน และกองทัพปากีสถาน ในขณะเดียวกันปากีสถานก็ยังต้องหาความสมดุลระหว่างความสัมพันธ์ กับสหรัฐฯ ความสัมพันธ์กับจีน เพื่ออำนวยให้ปากีสถานทั้งรับความช่วยเหลือและทำมาค้าขายได้ โดยไม่ต้องเลือกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
9. มัลดีฟส์ รัฐบาลชุดใหม่ก็มีความเป็นชาตินิยม ทำท่าท้าตีท้าต่อยกับอินเดีย และประสงค์ที่จะเอาจีนเข้ามาเพื่อสร้างความสมดุลกับความสัมพันธ์เดิมที่พึ่งพาอินเดียเป็นหลัก แต่ในระยะหลังๆ เริ่มลดความเข้มข้น เข้มแข็งลง ซึ่งก็สามารถ ปรับความสัมพันธ์กับอินเดียให้เป็นปกติได้ยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้ เงื่อนไขสำคัญก็คือ รายได้จากนักท่องเที่ยวอินเดีย และความโยงใยทางสายเลือด
10. ฟิลิปปินส์ ประชาชนพลเมืองร่วม 500,000 คน ได้ออกมาประท้วงต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะในโครงการโยธาต่างๆ ที่มีเพื่อรับมือกับอุทกภัย ทั้งไต้ฝุ่นและน้ำท่วม ซึ่งจะมีผลให้กลุ่มผู้นำประเทศที่มักจะเป็นครอบครัวมั่งมี มั่งคั่ง ทรงอิทธิพล ได้ทบทวนตนเองเป็นสำคัญว่าจะต้องรับใช้บ้านเมือง มิใช่เอาแต่ประโยชน์เข้าตัว
11. อินโดนีเซีย ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต แม้ว่าจะมาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย แต่ DNA ของการเป็นนายทหารก็มิได้จืดจางไป มุ่งใช้อำนาจในการเปิดทางให้ฝ่ายกองทัพเข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการประจำวัน เป็นเรื่องการหมิ่นเหม่ของฝ่ายกองทัพในการเข้ามาแทรกแซงในกิจการพลเรือน อีกทั้งการเสริมสร้างคะแนนนิยมจะด้วยโครงการอาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศ ก็กระทำไปอย่างรีบเร่ง ขาดการวางระบบบริหารจัดการที่ดี ที่รัดกุมเพื่อไม่ให้รั่วไหลไปในทิศทางการทุจริตคอร์รัปชั่น อีกทั้งก็มีการปล่อยปละละเลยให้สมาชิกรัฐสภาขึ้นเงินเดือนตนเอง และเพิ่มสวัสดิการให้กับตนเองอย่างไม่เกรงใจประชาชน ส่งผลให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศอย่างใหญ่หลวง บ่งบอกซึ่งการบริหารราชการที่มิได้คำนึงว่าประชาชนพลเมืองต้องมาก่อน
12. มาเลเซีย นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรี แม้จะมากไปด้วยประสบการณ์ทางการเมือง แต่ว่าในที่สุดก็ตกอยู่ในสภาวะ “ท่าดี ทีเหลว” มิได้สามารถนำมาซึ่งการปฏิรูปสังคม และเวทีการเมืองของมาเลเซียแต่อย่างใด แต่กลับมีข่าวว่า แวดล้อมด้วยผู้คนที่สอพลอ และมากด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น และฉะนั้น มาเลเซียจำจะต้องควานหาผู้นำรุ่นใหม่ที่จะก้าวข้ามลัทธิชาติพันธุ์นิยม ลัทธิศาสนานิยม และลัทธิโกงกินบ้านเมือง อีกทั้งนโยบายภูมิบุตร ที่ให้แต้มต่อต่อพลเมืองมาเลเซียเชื้อสายมลายู และนับถือศาสนาอิสลาม ก็จำเป็นที่จะต้องมีการยกเลิกเพื่อเสริมสร้างความทัดเทียม และการไม่เลือกปฏิบัติต่อพลเมืองมาเลเซีย ไม่ว่าจะสีผิว เชื้อชาติ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดๆ มาเลเซียจำเป็นที่จะต้องก้าวหน้าไปได้เป็นหนึ่งเดียวกันท่ามกลางความต่าง
13. สิงคโปร์ ประชาชนพลเมืองทั้งหมดก็เสมือน “นกน้อยในกรงทอง” เงินเต็มกระเป๋าพร้อมอิ่ม แต่ขาดซึ่งสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และต้องเผชิญกับสภาวะค่าครองชีพที่สูงมากและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชาวสิงคโปร์ก็อยู่กันด้วยความอึดอัดใจและเกรงกลัวอำนาจรัฐ สังคมที่พัฒนามากแล้วอย่างสิงคโปร์ไม่ควรอยู่ในระบบระบอบกึ่งเผด็จการ ต้องปลดแอกตนเองไปสู่สังคมแห่งความทันสมัยยิ่งในกรอบประชาธิปไตยและทั้งหมดนี้ก็อดที่จะชื่นชมสังคมประชาธิปไตยที่มองโกเลีย ที่ภูฏาน และที่อินเดียมิได้ โดยหวังว่าประเทศที่ก้าวหน้าแล้ว เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จะไม่มุ่งแค่พัฒนาอุตสาหกรรมทางทหารและความมั่นคงและการเสริมสร้างแสนยานุภาพเท่านั้น แต่หากจะหาเวลาที่จะร่วมช่วยกันจรรโลงสันติภาพ และการเป็นสังคมประชาธิปไตยของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกร่วมกันด้วย
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com

เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจต้องพึ่งการเมือง
ทอ.เผยยอดผู้เข้าชมงานวันเด็ก ปี 69 ทะลุ 5.6 แสนคน ฐานทัพ-พิพิธภัณฑ์คึกคักทั่วประเทศ
จี้ทุกพรรคเปิดจุดยืน เปิด-ปิด ด่านไทย-กัมพูชา
ภูมิใจไทย รุก กทม. เอกนัฏ พร้อมสู้สุดซอย ยาหอม อนุทิน เป็นรัฐบาลมา 3 เดือนแสดงฝีมือสารพัดอย่าง
โลกเตือนแรง เช็กด่วน 7 อาชีพเสี่ยงตกงานก่อนปี2030 มาครบสายการเงิน-ขนส่งเตรียมถูกแทนที่ด้วยAI

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี