วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569
คำว่า Slop มีหลายความหมาย หนึ่งในนั้นหมายถึง “เศษอาหาร” หรือ “ของเหลวสกปรก” ที่ใช้เลี้ยงสัตว์หรือเททิ้ง เมื่อถูกนำมาใช้กับงานที่ถูกสร้างจาก AI จึงมีนัยชัดเจนว่าเป็นผลงานที่ใช้ AI ผลิตแบบไร้มาตรฐาน ง่ายและรวดเร็วเกินไป เป็นงานที่ไม่ได้ถูกปรุงอย่างพิถีพิถัน หากแต่เป็น “ของเหลวข้อมูล” ที่ถูกเทใส่โลกออนไลน์โดยไม่ใส่ใจในเรื่องมาตรฐานข้อมูล และความน่าเชื่อถือ
โดยทั่วไป AI slop เป็นงานที่มีลักษณะขาดความคิดสร้างสรรค์แบบมนุษย์ ไม่สอดคล้องกับบริบท วัฒนธรรม หรือความจริง เต็มไปด้วยข้อผิดพลาดเชิงเนื้อหาและภาพ ผลิตเพื่อปริมาณ ไม่เน้นคุณภาพมุ่งครอบครองพื้นที่ดิจิทัล มากกว่าจะสื่อสารสาระ ตัวอย่างเช่น
เว็บไซต์ข่าวต่างประเทศบางแห่งเคยถูกจับได้ว่าใช้ AI เขียนข่าวกีฬาและข่าวการเงินจำนวนมากจนเกิดตัวเลขผิดพลาด สะกดชื่อนักกีฬาผิด และให้คำแนะนำลงทุนแบบอันตราย แต่ปล่อยเผยแพร่ในนาม “กองบรรณาธิการ”
แพลตฟอร์มขายภาพที่ใช้ AI วาดขึ้นจำนวนมาก แต่กลับเป็นชิ้นงานที่ผิดสัดส่วน เช่น มนุษย์มีหกนิ้วแขนบิดผิดข้อ แต่ก็ยังหลุดเข้าไปขาย เพราะทีมตรวจสอบรับปริมาณไม่ไหว
AI slop ไม่ได้เป็นเพียงขยะดิจิทัล แต่เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนหลายสิ่งเกี่ยวกับโลกยุคใหม่ ในโลกวัฒนธรรมดิจิทัลปัจจุบัน คำว่า AI slop จึงหมายถึง “เนื้อหาที่ถูกผลิตซ้ำอย่างลวกๆ ด้วยระบบ AI โดยขาดความหมาย ความสดใหม่ หรือความซื่อสัตย์ต่อแหล่งข้อมูล” จนเกิดสภาวะคุณภาพต่ำแบบท่วมท้นทั้งในเชิงรูปแบบ เนื้อหา และเจตนารมณ์ของผู้ผลิต การล้นทะลักของ Slop ทำให้ข้อมูลที่มีคุณภาพปรากฏน้อยลง จนผู้รับสารไม่มั่นใจว่าอะไรจริง อะไรปลอม อะไรมีคุณค่า
AI slop ทำให้ทุกคนสร้างงานได้ง่ายขึ้น แต่ก็สร้างมายาภาพว่าทุกคนเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทั้งที่ผลงานจำนวนมากไม่ผ่านมาตรฐานพื้นฐาน เช่น ความถูกต้องเชิงข้อเท็จจริง หรือความสัมพันธ์เชิงตรรกะ
นี่คือปรากฏการณ์ของ นักเขียนกำมะลอ, ศิลปินกำมะลอ, และ ผู้เชี่ยวชาญกำมะลอ ที่มีอยู่ท่วมโลกโซเชียลมีเดียในทุกวันนี้
เบื้องหลังการระบาดของ AI slop ไม่ใช่แค่เฉพาะความขี้เกียจหรือความมักง่ายของผู้ผลิต แต่เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่เอื้อให้เกิดงานประเภทนี้ วัฒนธรรม AI slop ช่วยให้ผู้สร้างคอนเทนต์สามารถผลิตงานได้แบบสายพานเครื่องจักร ด้วยต้นทุนเกือบศูนย์ ซึ่งทำให้เกิดแรงจูงใจให้ผลิต “มาก” แทน “ดี” ผ่านแพลตฟอร์ม เช่น Facebook, TikTok, YouTube และ Google ที่ให้ผลตอบแทนเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ
โมเดลธุรกิจของแพลตฟอร์มเหล่านี้ลงทุนกับปริมาณคอนเทนต์มากกว่าคุณภาพ และต่างก็แข่งขันกันดึงเวลาและความสนใจของผู้ใช้ เพราะยิ่งมีคอนเทนต์มาก ก็ยิ่งมีสิ่งที่ผู้ใช้เลื่อนดู และยิ่งเมื่อผู้ใช้ใช้เวลามาก ก็ยิ่งขายโฆษณาได้มาก อย่างไรก็ตาม รายได้ที่มาจากการโฆษณาต่อการรับชมนั้น ไม่ใช่การยืนยันคุณค่าของผลงาน
กระนั้นก็ดี หากมองอย่างสร้างสรรค์ เราสามารถนำแนวคิดนี้มาใช้เป็น กรอบวิเคราะห์การเมืองไทย เพื่อมองโครงสร้างทางการเมืองที่เสื่อมคุณภาพจนส่งผลให้ระบบเต็มไปด้วย “เนื้อหาทางการเมืองที่กลวงเปล่า” หรือ “พฤติกรรมที่ไม่มีสาระเชิงนโยบาย” คล้ายกับ Slop ที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ หนึ่งในปรากฏการณ์ที่สอดคล้องกับกรอบคิดนี้อย่างมาก คือ การดูด การสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ และการย้ายพรรคของนักการเมืองไทย ซึ่งเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดำรงอยู่มายาวนาน
การ “ดูด” กลายเป็นการผลิต “นักการเมืองสำเร็จรูป” เพื่อเพิ่มน้ำหนักทางอำนาจให้กับพรรคใดพรรคหนึ่งอย่างฉับพลัน ขณะที่ “นโยบาย” และ “อุดมการณ์” กลายเป็นเหมือน prompt หรือคำสั่งที่ใส่ไปในระบบ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับเป็นเพียง Slop ที่ดูเหมือนมีเนื้อหา แต่ไร้ความลึกซึ้งและปราศจากการยึดโยงต่อประชาชนจริงๆ
ในสังคมที่ช่องว่างความรับรู้ของผู้คนแตกต่างกันอย่างมาก ข้อมูลถูกสะสมไม่เป็นระบบ และยังถูกผลิตเพื่อสนองการใช้งานเฉพาะหน้า เรามักพบ Slop ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้และถูกสร้างซ้ำโดยไม่สนใจบริบทที่แท้จริง ซึ่งคล้ายกับระบบอุปถัมภ์แบบไทยไทย ที่สร้างนักการเมืองจากเครือข่ายผลประโยชน์ มากกว่าจากกระบวนการตรวจสอบเชิงคุณภาพ ระบบอุปถัมภ์ไทยมักให้ความสำคัญกับความสามารถในการระดมคะแนนเสียง การหาเครือข่ายทางการเมือง การควบคุมกลไกทางอำนาจ และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในขณะที่เรื่องของคุณสมบัติทางความคิด ความรู้ ความเป็นมืออาชีพ หรือการยึดโยงกับอุดมการณ์กลับเป็นตัวแปรรอง
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่นักการเมืองจำนวนหนึ่งสามารถย้ายพรรคได้โดยไม่รู้สึกขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ เพราะตั้งแต่ต้น “ตัวตนทางการเมือง” ของพวกเขาอาจไม่ได้ถูกสร้างจากคุณภาพ แต่ถูกสร้างจาก “ฟังก์ชั่นเชิงคะแนนเสียง” ในขณะที่ พรรคการเมืองไทยหลายพรรคก็ไม่ใช่ “สถาบัน” หากแต่เป็น “แบรนด์บุคคล” เมื่อพรรคขาดโครงสร้างอุดมการณ์ที่แข็งแรง การดึงนักการเมืองเข้าพรรคเพื่อเพิ่มน้ำหนักเชิงการต่อรอง จึงคล้ายการนำ “คำ” หรือ “รูป” ที่ AI สร้างขึ้นมาแปะตามจุดต่างๆ เพื่อให้ผลงานดูแน่นขึ้น แต่เนื้อแท้หาได้เปลี่ยนไปไม่ อันทำให้ระบบพรรคการเมืองไม่สามารถทำหน้าที่กรองคุณภาพของนักการเมืองได้
พรรคการเมืองในระบบประชาธิปไตยควรทำหน้าที่กำหนดอุดมการณ์ วิสัยทัศน์ กรองคน และขับเคลื่อนนโยบาย แต่ในระบบการเมืองไทย พรรคจำนวนมากเป็นเสมือน “ค่ายผลิตคอนเทนต์ทางการเมือง” เสนอนโยบายแบบ AI slop ซึ่งนโยบายแบบนี้ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรค เพราะอุดมการณ์ไม่ใช่รากของการเมืองไทย หากแต่เป็นเพียง “ตัวแต่งหน้า” ของคอนเทนต์ทางการเมือง
ที่มีเป้าหมายหลักเพื่อ เพิ่มจำนวน สส. อันนำไปสู่อำนาจต่อรองในรัฐสภา และควบคุมหน่วยราชการหรือทรัพยากรรัฐ
การ “ดูด” นักการเมืองเข้าพรรค นัยหนึ่งเสมือนเป็นการสร้างภาพว่าพรรคกำลังขยายตัว พรรคต่างๆ จึงแข่งขันกันว่า ใครดูดได้มากกว่า ใครสร้างภาพว่ามี สส.เข้าร่วมหนาแน่กว่า ใครมีคนดังเยอะกว่า แต่คำถามคือ ปริมาณเหล่านี้สัมพันธ์กับคุณภาพหรือไม่ ระบอบ Slop Politics ไม่ได้สนใจประเด็นนี้ เพราะ “จำนวน” สำคัญกว่า “เนื้อหา” หรือถ้าพูดในภาษาแบบ AI slop แล้วก็คือ การดูด สส. จำนวนมากในช่วงเลือกตั้งนั้น มีฟังก์ชั่นคล้ายกับ “การเพิ่มข้อมูลซึ่งทำขึ้นเอง” (synthetic data) เข้าไปในระบบเพื่อให้ดูเหมือนโมเดลใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น แต่คุณภาพกลับไม่ดีขึ้นจริง
เมื่อผู้บริโภคข้อมูลชินกับ Slop หรือ คนไทยจำนวนมากอยู่ในสภาพรับเนื้อหา Slop จนกลายเป็นเรื่องชินชา ไม่ว่าจะเป็น ข่าวการย้ายพรรค การต่อรองตำแหน่ง การเมืองเฉพาะกลุ่ม นโยบายแบบลวกๆ
เมื่อ Slop กลายเป็นภาวะปกติใหม่ (new normal) ผู้คนจึงไม่รู้สึกว่าพฤติกรรมเหล่านี้ผิดปกติ และไม่เรียกร้องคุณภาพทางการเมือง เพราะระบบทำให้ความคาดหวังของผู้คนต่ำลงอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งระบบการเมืองเต็มไปด้วย Slop มากเท่าไร โอกาสที่ “ระบอบอำนาจนิยมแบบละมุ่นละม่อม” (soft authoritarianism) จะยิ่งเติบโตสูงขึ้น เพราะประชาชนไม่เห็นความแตกต่างระหว่างการเมืองที่ดีและการเมืองคุณภาพต่ำที่เต็มไปด้วยนักการเมืองแบบ Slop ที่มีแต่ความกลวงเชิงอุดมการณ์ ต้องการเพียงแค่ การได้เป็นรัฐมนตรี การมีงบลงพื้นที่ การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กับผู้มีอิทธิพล หรือการเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล
นี่คือสภาวะ “Slopification” ของการเมืองไทย
ประเทศจะติดอยู่ในวงจร Slop มาอย่างยาวนาน ไม่ต่างจากแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ถูกท่วมด้วยเนื้อหาคุณภาพต่ำ แต่หากสังคมเริ่มเห็นคุณค่าของ “ข้อมูลการเมืองคุณภาพสูง”เช่น นโยบายเชิงโครงสร้าง นักการเมืองที่ยึดมั่นอุดมการณ์ พรรคที่มีหลักการชัดเจน เราก็อาจสร้างระบบที่ “รู้คิด” มากขึ้น เหมือนโมเดลอัลกอริทึมที่ได้รับข้อมูลการฝึกฝนที่ดี หลากหลาย และรอบด้าน
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการทำให้ประชาธิปไตยไทยหลุดพ้นจากการเป็น “AI Slop Politics” ไปสู่ “Political Intelligence”
ดร.ธิติ สุวรรณทัต

‘ปชป.’คิกออฟ ‘อภิสิทธิ์’ลั่น!เลือกตั้งรอบนี้ วัดใจคนกันไปเลย กับคำสบประมาท‘พรรคตกต่ำ’
ญี่ปุ่นจ่อยุบสภา! เล็งเลือกตั้งใหม่กุมภาพันธ์นี้
'สุดารัตน์'เช็คอิน'ทรงวาด' ล้อมวงคุยผู้ประกอบการ ประกาศปลดล็อค กม.ขวางทำกิน
ป.ป.ส.จัดงานวันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 เน้น'ป้องกันก่อนแก้ไข' สร้างภูมิคุ้มกันเด็กและเยาวชนห่างไกลยาเสพติด
'สมเด็จพระมหาวีรวงศ์'ปธ.พิธีพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร'พระเทพกิตติวิมล'

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี