วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
กรุงศรีอยุธยาอาจจะไม่ถูกพม่าตีจนแตก และทำให้ชาติไทยต้องเสียอิสรภาพ เป็นครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๑๐ ในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ หากน้ำเหนือหลากมาและเข้าท่วมรอบกรุงศรีอยุธยาเร็วกว่านั้น
หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรทรงมีชัยชนะในการกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชมังกะยอชวาแห่งอาณาจักรหงสาวดี เมื่อปี พ.ศ.๒๑๓๕ สงครามระหว่างไทยและพม่าก็ยังคงเกิดขึ้นประปรายจนถึงสงครามครั้งสุดท้าย ซึ่งเป็นสงครามครั้งที่ ๒๔ ระหว่างอาณาจักรอยุธยากับหงสาวดี ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ.๒๓๐๘ ถึง ๒๓๑๐ ในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ พระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา
ในปี พ.ศ.๒๓๐๒ พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรหงสาวดี ได้ยกทัพใหญ่ มีไพร่พลจำนวน ๔๐,๐๐๐ นาย จากเมืองย่างกุ้งผ่านเมืองเมาะตะมะ แล้วเข้าโจมตียึดเมืองทวายได้สำเร็จ หลังจากนั้นได้ตีเมืองมะริด และยกทัพข้ามเทือกเขาตะนาวศรีที่บริเวณด่านสิงขรมุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ หรือพระเจ้าเอกทัศน์ได้ส่งกองทัพออกไปต่อสู้กับทัพของพม่าแต่ก็พ่ายแพ้ ฝ่ายไทยต้องยกทัพหนีกลับ ทัพพม่าสามารถยึดหัวเมืองรายทางได้ทั้งกุยบุรี ปราณบุรี เพชรบุรี ราชบุรี จนถึงสุพรรณบุรี และเข้าถึงชานกรุงศรีอยุธยาในปลายเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๓๐๓
ฝ่ายกรุงศรีอยุธยา ใช้ยุทธศาสตร์ในการตั้งรับอยู่ในพระนครเพื่อรอเวลาให้ฤดูฝนมาถึงซึ่งจะมีน้ำหลากท่วมรอบกรุงศรีอยุธยาจะทำให้ทัพพม่าไม่สามารถตั้งอยู่ได้และถอยทัพกลับไปเอง
เมื่อถึงกลางเดือนเมษายน พม่ายกทัพเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยา เกิดการสู้รบ ชาวบ้านถูกพม่าฆ่าตายเป็นจำนวนมากและพม่ายังระดมยิงปืนใหญ่เข้าใส่กรุงศรีอยุธยาอย่างต่อเนื่อง กระสุนปืนต้องพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์จนยอดปราสาทหักพังลง แต่ขณะที่พม่ากำลังจะได้เปรียบนั้น พระเจ้าอลองพญามีพระอาการประชวรจากการถูกปืนใหญ่ระเบิดใส่ เจ้าชายมังระและ
มังฆ้องนรธาพระราชโอรส จึงทูลขอให้พระเจ้าอลองพญาถอยทัพออกจากกรุงศรีอยุธยากลับไป
จนถึงปี พ.ศ.๒๓๐๘ เจ้าชายมังระขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าอลองพญา มีพระปณิธานที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของพระราชบิดาในการพิชิตกรุงศรีอยุธยาให้ได้ จึงให้เนเมียวสีหบดียกทัพมาจากทางเหนือผ่านล้านนามุ่งสู่กรุงศรีอยุธยา มีกำลังพลประมาณ ๒๐,๐๐๐ นาย และให้ มังมหานรธา ยกทัพเข้ามาทางทิศตะวันตกมุ่งสู่กรุงศรีอยุธยา มีกำลังพลประมาณ ๓๐,๐๐๐ นายโดยให้ทัพทั้งสองเข้าถึงกรุงศรีอยุธยาในเวลาใกล้เคียงกัน
ถึงแม้ในปี พ.ศ.๒๓๐๓ ที่พม่าต้องยกทัพกลับ แต่บทเรียนในครั้งนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนรบในครั้งใหม่ เพราะทำให้พม่าได้ทราบภูมิประเทศของกรุงศรีอยุธยาเป็น
อย่างดี ได้เรียนรู้ยุทธศาสตร์การรบของกรุงศรีอยุธยา และข้อผิดพลาดของกองทัพฝ่ายพม่าเองในการรบครั้งนั้น นำมาใช้ปรับแผนยุทธศาสตร์ในการรบกับกรุงศรีอยุธยาในครั้งใหม่
ทัพของเนเมียวสีหบดีที่ยกมาจากทางเหนือนั้น ได้เข้าโจมตีหัวเมืองทั้งหลายตั้งแต่สุโขทัย สวรรคโลก นครสวรรค์ อ่างทอง ลงมาจนถึงอยุธยา แล้วตั้งทัพอยู่ที่ปากน้ำประสบ ส่วนทัพของมังมหานรธานั้นก็โจมตีหัวเมืองทางตะวันตกเกือบทั้งหมดได้แก่เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี แล้วมาตั้งทัพอยู่ที่สีกุก ซึ่งพระเจ้าเอกทัศน์ได้ให้เจ้าพระยาพระคลัง พระยาเพชรบุรี และพระยาตากออกไปต้านทัพพม่าแต่ไม่สำเร็จ ต้องกลับมาตั้งรับอยู่ภายในกรุงศรีอยุธยา
ทัพพม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นานกว่า ๑๐ เดือนตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๓๐๙ จนถึงต้นเมษายน พ.ศ.๒๓๑๐ โดยฝ่ายกรุงศรีอยุธยาไม่สามารถไล่ทัพพม่าออกไปได้ จึงใช้ยุทธศาสตร์ดั้งเดิมคือการตั้งรับภายในกำแพงกรุง อาศัยความแข็งแรงของกำแพงเมืองซึ่งวิศวกรชาวฝรั่งเศสได้มาช่วยก่อสร้างในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ในการป้องกันการบุกของพม่าโดยคาดว่าเมื่อถึงฤดูน้ำหลากเกิดน้ำท่วมรอบกรุงศรีอยุธยา พม่าจะถอยทัพกลับไปเอง
แต่จากการที่พระเจ้ามังระได้เรียนรู้จากบทเรียนที่ได้ยกทัพมาในครั้งก่อนจึงไม่ถอยทัพกลับ โดยให้ทัพทั้งสองตั้งอยู่ที่ชานเมืองในพื้นที่ดอนทั้งหลาย และได้ตั้งค่ายล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ โดยเนเมียวสีหบดีตั้งค่ายอยู่ที่โพธิ์สามต้น ส่วนมังมหานรธาตั้งค่าอยู่ที่วัดภูเขาทอง มีการสร้างป้อมค่ายล้อมกรุงศรีอยุธยาถึง ๒๗ ป้อม สะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ ปืนใหญ่และเสบียงไว้อย่างพร้อมเพรียง เพื่อที่จะเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาโดยทันทีเมื่อฤดูน้ำหลากผ่านไป
จากการกรำศึกอย่างต่อเนื่องทำให้มังมหานรธาได้ถึงแก่กรรม เนเมียวสีหบดี จึงขึ้นเป็นผู้บัญชาการทัพโดยสิทธิ์ขาดแต่ผู้เดียว เขาได้คิดค้นแผนการขุดอุโมงค์ลอดใต้กำแพงกรุงศรีอยุธยา โดยเริ่มต้นขุดอุโมงค์ที่ใต้กำแพงบริเวณหัวรอตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนเมษายน แล้วใช้ไฟเผาบริเวณรากกำแพง ทำให้กำแพงเมืองพังทลายลง ประกอบกับการที่มีไส้ศึกคือพระยาพลเทพได้ชี้เบาะแสให้ทัพพม่าเข้าโจมตีบริเวณกำแพงที่เป็นจุดอ่อน อีกทั้งเสบียงกรังที่มีอยู่ในกรุงศรีอยุธยาก็ขัดสน ทำให้ทหารมีความอ่อนแอในการสู้รบ เป็นเหตุให้ในที่สุดพม่าก็เข้ายึดกรุงศรีอยุธยาได้เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๓๑๐
ทัพพม่าได้สังหารชาวกรุงและทหารศรีอยุธยาไปเป็นจำนวนถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน ได้เผาทำลายปราสาทพระราชวัง วัดวาอาราม บ้านเรือนของราษฎร ปล้นทรัพย์สินกลับไปเป็นจำนวนมาก พระเจ้าเอกทัศน์ได้พยายามหนีเอาตัวรอดแต่ในที่สุดก็สวรรคตจากการอดพระกระยาหาร พม่าได้กวาดต้อนผู้คนชาวกรุงศรีที่ยังเหลืออยู่ประมาณ ๓ หมื่นคน รวมทั้งเชื้อพระวงศ์บ้านพลูหลวง ศิลปิน ช่างฝีมือต่างๆ กลับไปยังพม่า โดยเนเมียวสีหบดีได้ยึดครองกรุงศรีอยุธยาอยู่ ๒ เดือนจึงถอยทัพกลับ และให้สุกี้พระนายกองพร้อมทหารจำนวนหนึ่งรักษากรุงศรีอยุธยาไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น
จะเห็นว่าการใช้ภาวะน้ำหลากในฤดูฝนที่ทำให้น้ำท่วมรอบกรุงศรีอยุธยาเป็นกลยุทธ์ในการต่อสู้กับพม่าในอดีตนั้น ก็ใช้ได้ในระยะต้นๆ เท่านั้น แต่ต่อมาเมื่อทัพพม่าเกิดการเรียนรู้ ก็สามารถที่จะลดอุปสรรคดังกล่าว และทำให้สามารถเข้าตีกรุงศรีอยุธยจนล่มสลายได้ ภาวะน้ำท่วมหลากรอบกรุงศรีอยุธยาที่เคยเกิดขึ้น เมื่อหลายร้อยปีก่อนนั้นยังเกิดต่อเนื่องมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันนี้ โดยในปีนี้ก็มีน้ำท่วมอยู่เป็นระยะเวลายาวนานและเพิ่งจะเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
เหตุการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง(stationery heavy rain) มากกว่า ๓๐๐ นิ้วต่อวัน ในพื้นที่รอบอำเภอหาดใหญ่และใกล้เคียงจนเกิดเป็นอุทกภัยร้ายแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ ๓๐๐ ปี ทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนราษฎร ทรัพย์สินจำนวนมาก ตลอดจนชีวิตของผู้คนที่ต้องสังเวยสายน้ำไปมากกว่า ๑๐๐ รายน่าจะต้องเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดของหน่วยงานของรัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติ
ก่อนเกิดเหตุครั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศไว้แล้วว่าจะมีฝนตกในปริมาณมหาศาล ในพื้นที่ดังกล่าว แต่การบริหารเพื่อเตรียมการรับในระดับท้องถิ่นเป็นการเตรียมโดยประมาท และคำว่า “เอาอยู่” ก็ยังถูกนำมาใช้ ซึ่งคำนี้เคยล้มเหลวมาแล้วตอนเหตุการณ์น้ำท่วมปี ๒๕๕๔
มนุษย์ไม่สามารถจะเอาชนะธรรมชาติได้ แต่หากเรียนรู้และเตรียมการทั้งในเรื่องการป้องกัน การปฏิบัติในการเผชิญเหตุ และการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ โดยต้องมีแผนที่ชัดเจน จะช่วยป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นได้
เป็นที่ยอมรับกันว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ผู้ทรงเป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของประชาชนชาวไทยนั้น ทรงเป็นผู้ที่รอบรู้เรื่องของน้ำอย่างที่ไม่มีกษัตริย์หรือผู้นำของประเทศคนใดในโลกนี้เทียบได้ พระองค์เห็นปัญหาน้ำท่วมอยุธยาและหาทางบรรเทาด้วยการให้สร้างเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งเปิดใช้งานได้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๐ และต่อมาก็ได้มีการสร้างเขื่อนใหญ่ๆ หลายแห่งทั่วประเทศ เป็นต้นทางของการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์ และป้องกันบรรเทาอุทกภัยได้
แม้แต่การสร้างคลอง “ภูมินาถดำริ” หรือคลอง ร. ๑ ที่หาดใหญ่ ที่มีปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนเกือบจะทุกปี ก็ทำให้น้ำไม่ท่วมหาดใหญ่มาหลายปี แต่โครงการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาระยะยาวที่มีพระราชดำริไว้ รัฐไม่ได้นำไปดำเนินการต่อ จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่ง
จึงหวังว่า รัฐบาลจะนำเหตุการณ์ในครั้งนี้ไปสร้างบทบัญญัติใหม่ ทั้งในเรื่องของการให้ความรู้กับประชาชนในการเตรียมตัวรับภัยพิบัติต่างๆ ด้วยการดูแลตัวเองเป็นเบื้องต้น การมีแผนป้องกันภัยพิบัติ การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการและผู้รับผิดชอบ การปฏิบัติการก่อนเกิดและเมื่อเกิดภัยพิบัติ ขั้นตอนนี้สำคัญยิ่ง ทั้งเรื่องการอพยพ การเตรียมสถานที่รับผู้อพยพ พาหนะที่ใช้ในการอพยพ อาหารการกิน สิ่งสนับสนุนต่างๆ และการฟื้นฟูสภาพหลังเกิดภัยพิบัติ เพื่อให้ความสูญเสียที่จะเกิดกับประชาชนและประเทศชาติเป็นการสูญเสียที่น้อยที่สุด โดยตั้งเป้าว่าเหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในประเทศไทย
ปิยะ เนตรวิเชียร

โรนัลโด้ อยู่ไม่ได้แล้ว! ขนครอบครัวหนีออกจากซาอุฯ มุ่งหน้ามาดริด
ครูชัยยศ พ้นมลทิน หลังคดีถึงที่สุด ศาลยกฟ้องคดีทุจริตอาหารกลางวัน
โซเชียลแห่แชร์ ทรัมป์ มีแผลผื่นแดงหนารอบลำคอ แพทย์ประจำตัวแจงไม่ใช่โรคร้ายแรง
อนุทิน สั่งด่วน! ตรึงราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท 15 วัน
ทั่วโลกจับตา! เปิดตัวเต็ง ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่าน คนใหม่ หลังสิ้นสุดยุคคาเมเนอี

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี