หากนับว่าอาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรแรกของชนชาติสยาม ก็ต้องยอมรับว่าอาณาจักรนี้ปกครองโดยพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่มีพระนามว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์และหลังจากนั้นมากษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรสยามก็จะเป็นผู้ที่สืบสันตติวงศ์หรือมีความสัมพันธ์กับสันตติวงศ์มาโดยตลอด นับจากอาณาจักรสุโขทัย อยุธยา รัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบันนี้
พระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นประมุขทรงปกครองเมือง ดูแลให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข และนำทัพต่อสู้กับข้าศึกศัตรูผู้รุกรานมาโดยตลอด ถึงแม้สยามจะเคยเสียอิสรภาพถึง๒ ครั้ง แต่ก็กอบกู้กลับคืนมาและธำรงอิสรภาพ เสรีภาพและอธิปไตยมาได้โดยตลอด
การปกครองเมืองซึ่งมีราษฎรจำนวนไม่น้อยนั้นก็ต้องมีกฎระเบียบที่ใช้ในการปกครอง เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข และกฎระเบียบต่างๆ นั้น ในที่สุดก็เป็นกฎหมายซึ่งจะครอบคลุมหลายลักษณะ ทั้งเรื่องการบังคับบัญชา ระเบียบปฏิบัติต่างๆ ตลอดถึงการป้องกันและจัดการการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง
กฎหมายของชนชาติสยามมีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทอง กษัตริย์จากราชวงศ์สุพรรณภูมิ กษัตริย์พระองค์แรกของอาณาจักรอยุธยา ที่เริ่มออกกฎหมายโดยได้รับอิทธิพลมาจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ อันเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์มีพื้นฐานของวัฒนธรรมอินเดีย ผ่านมาทางมอญเข้าสู่อาณาจักรสยาม
กฎหมายที่ปรากฏขึ้นในสมัยนั้นรวบรวมได้เป็น ๓ ฉบับใหญ่คือพระอัยการลักษณะอาญาหลวง ซึ่งมีหลักฐานว่าเกิดขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๙๕ ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงและใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ใช้ลงโทษข้าราชการ อันนับได้ว่าเป็นกฎหมายต้านโกงฉบับแรกของชาติ
กฎหมายอีกชุดหนึ่งซึ่งเป็นกฎหมายรวม ๑๐ ฉบับ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครอง เป็นการวางระเบียบการปกครองและการบริหารราชการแผ่นดิน
กฎมณเฑียรบาล เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติในราชสำนัก ซึ่งใช้สืบทอดกันมาอย่างยาวนานโดยอาจจะมีการปรับเปลี่ยนบ้าง จนถึงต้นสมัยอาณาจักรรัตนโกสินทร์
กฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่ได้รับการปรับปรุงในรัชกาลต่อๆ มา มีการตรากฎหมายเพิ่มเติมซึ่งยังคงยึดคัมภีร์พระธรรมศาสตร์เป็นหลัก เรียกว่าพระราชศาสตร์ รวมถึงการวินิจฉัยคดีความต่างๆ รวบรวมเป็นกฎหมายของแผ่นดินเรียกว่าพระราชนิติศาสตร์หรือพระราชนิติคดี
ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ชำระและปรับปรุงแก้ไขตัวบทกฎหมายต่างๆ ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยา นำมารวบรวมเป็นหมวดหมู่เป็นสัดส่วนรวม ๒๖ ส่วน ซึ่งเมื่อจัดทำสำเร็จแล้วได้ประทับดวงตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และบัวแก้วไว้เป็นสำคัญจึงเรียกว่ากฎหมายตราสามดวง หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ ๑ นับเป็นกฎหมายฉบับแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นกฎหมายที่สะท้อนความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ทั้งด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมของชาติไทยได้เป็นอย่างดี
กฎหมายตราสามดวงถูกนำมาใช้จนถึงสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช รัชกาลที่ 5 จึงมีการยกเลิก เนื่องจากมีการปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลครั้งใหญ่ของไทยให้เป็นลักษณะของประมวลกฎหมายที่ทันสมัยตามแบบตะวันตก เป็นกฎหมายสมัยใหม่ มีโครงสร้างชัดเจน
ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีคณะปฏิวัติที่นำโดยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ทำการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของไทยจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีการบัญญัติกฎหมายใหม่ที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายแม่บทของชาติ และมีกฎหมายย่อยรองรับในเรื่องต่างๆ ที่กำหนดไว้ตามมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ
ในระบอบประชาธิปไตยนั้น จะมีคณะรัฐบาลซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารกิจการบ้านเมือง โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ มาจนถึงปัจจุบันนั้น ประเทศไทยมีคณะรัฐมนตรีจำนวน ๖๖ คณะ โดยมีรัฐธรรมนูญรวมทั้งสิ้น๒๐ ฉบับ นับเป็นประเทศต้นๆ ในโลกนี้ที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บ่อยที่สุด
จากการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดจริยธรรม ทำให้นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้านี้ต้องพ้นจากตำแหน่งโดยคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดถึง ๒ คนติดกันซึ่งการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีคนใหม่นั้นต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา และรายชื่อของนายกฯ จะถูกนำขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธย และหลังจากกระทำการถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วจึงจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ยังใช้อยู่นั้นคือฉบับปี พ.ศ.๒๕๖๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่จัดทำโดยมีวัตถุประสงค์ในการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ การฉ้อราษฎร์บังหลวงของข้าราชการและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งด้วย และยังมีการกำหนดบทบาทขององค์กรอิสระต่างๆ ไว้อย่างมากในการเสริมเติมการจัดการกับการทุจริตทั้งหลายจึงได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้นักการเมืองบางส่วนปรารถนาที่จะให้มีการแก้ไข
และเพื่อป้องกันการแก้ไข ในมาตรา ๒๕๖ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงถูกเขียนไว้ว่า ห้ามเปลี่ยนแปลงการปกครองและรูปแบบของรัฐ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนจากรัฐเดียวเป็นสหพันธรัฐ การแก้ไขจะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาและได้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และยังจะต้องมีการทำประชามติ โดยเฉพาะในมาตราที่ ๑ และ ๒ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นราชอาณาจักรและการคุ้มครองสถาบันกษัตริย์
วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ จะเป็นวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลมาจากการประกาศยุบสภาของนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ในการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีการทำประชามติว่า “เห็นชอบ” หรือ“ไม่เห็นชอบ” กับการที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการที่จะมีคณะรัฐบาลชุดใหม่มาบริหารประเทศ
เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า พรรคการเมืองบางพรรคนั้นมีพฤติกรรมที่บ่งชัดถึงความต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีเบื้องหลังที่แท้จริงเพื่อให้สามารถจะออกกฎหมายที่จะลดสถานะของสถาบันกษัตริย์ ที่กำหนดไว้ในกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒
ประชาชนจำนวนไม่น้อย เมื่อแสดงออกกับนักการเมืองที่ไปหาเสียงว่าไม่ต้องการให้มีการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ก็มักจะได้รับคำชี้แจงเชิงแก้ตัวว่าการแก้รัฐธรรมนูนั้นไม่เกี่ยวกับกฎหมายมาตรานั้น แต่โดยแท้จริงแล้วสำหรับพรรคการเมืองสีออกส้มนั้น หากได้รับการเลือกและมีเสียงส่วนใหญ่จนจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็สามารถจะแก้กฎหมายมาตรา ๑๑๒ ซึ่งผูกโยงกับรัฐธรรมนูญได้โดยง่าย
ความพยายามแก้ไขโดยการยกเลิกมาตรา ๑และ ๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ซึ่งตามความเป็นจริงรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้เกือบจะทุกฉบับ ก็มีมาตรา ๑ และ ๒ ที่เขียนไว้ในลักษณะนี้
ซึ่งการตัดออกนั้นก็เท่ากับการล้มล้างการเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวและสถาบันกษัตริย์นั่นเอง
แต่หากไม่สามารถทำดังกล่าวได้ ก็อาจจะใช้วิธีการยอกย้อนโดยการยกเลิก มาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เขียนไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้อง พระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้” ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยกำหนดว่าพระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติที่ต้องได้รับการเคารพ และอำนาจสูงสุดของประเทศจะถูกใช้ออกมาผ่านสถาบันกษัตริย์ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
หากไม่มีการบัญญัติมาตรา ๖ นี้ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เท่ากับบทบาทและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์หมดไปโดยสิ้นเชิงซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่มิอาจยอมรับได้
จึงเห็นว่า ในการทำประชามติในครั้งนี้ว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” กับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประชาชนต้องลงมติ“ไม่เห็นชอบ” ซึ่งจะมีผลให้สภาฯ ไม่สามารถจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นได้ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะได้เข้ามาเป็นรัฐบาลก็ตาม
ปิยะ เนตรวิเชียร

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี