วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ ทางรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประกาศยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ (National SecurityStrategy) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้จากนี้ไปจนสิ้นสุดวาระการเป็นประธานาธิบดีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ หรือนัยหนึ่งภายใน 3 ปีนี้
ยุทธศาสตร์นี้มีประเด็นน่าสนใจหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อโลกกว้าง เนื่องจากสหรัฐฯ ยังเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก ทั้งในเรื่องแสนยานุภาพทางการทหาร ขนาดของเศรษฐกิจ หรือความมั่งมีมั่งคั่งอีกทั้งเงินสกุลดอลลาร์ก็ยังเป็นเงินตราที่สังคมโลกยังใช้การอยู่อย่างกว้างขวาง เป็นต้น
ในการนี้ก็ขอย้อนทบทวนกันหน่อยว่า ตั้งแต่การสิ้นสุดของโลกยุคสงครามเย็นเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่ผ่านมา สหรัฐฯจัดได้ว่าเป็นประเทศเจ้าโลก เป็นผู้กำหนดทิศทางของความเป็นไปในโลกกว้างเป็นสำคัญ อีกทั้งสหรัฐฯ ก็มีเป้าหมายและมาตรการในการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ทั้งด้วยการโน้มน้าวว่าระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นดี และเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ โดยมีการเข้าไปแทรกแซงในกิจการภายในของประเทศต่างๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงจากระบบระบอบที่เป็นเผด็จการให้เป็นระบอบประชาธิปไตย (Regime Change) เช่นในกรณีของอิรัก อัฟกานิสถาน ลิเบีย นิการากัว และฮอนดูรัส เป็นต้นโดยสรุปจัดได้ว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีพลังอำนาจเหนือกว่าและครอบงำประเทศต่างๆ และความเป็นไปในโลกกว้าง (Domination)
แต่มาบัดนี้ภายใต้ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติล่าสุดดังกล่าว สหรัฐฯ ภายใต้การนำพาของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจที่จะล้มเลิกสถานะพิเศษของการเป็นเจ้าโลกดังกล่าว และยุติการเข้าไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงในกิจการภายในของประเทศต่างๆ เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือแปรสภาพให้มาเป็นประเทศประชาธิปไตย ปล่อยให้เรื่องโครงสร้างทางการบ้านการเมืองภายในเป็นเรื่องของแต่ละประเทศที่จะจัดการกับตนเอง สหรัฐฯ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวและไม่เอาเรื่องความเป็นประชาธิปไตยเป็นเงื่อนไขของการดำเนินความสัมพันธ์ หรือการต่อรองเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
แต่ในขณะเดียวกันสหรัฐฯ จะคงความเป็นเลิศและความยิ่งใหญ่ และพร้อมที่จะต่อกร ขับเคี่ยวกับประเทศหนึ่งใดก็ตามที่มีความประสงค์ที่จะมาลดความสำคัญและความยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ หรือจะขึ้นมาเทียบรัศมี และลดความยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ ลงไป
ในขณะเดียวกันสหรัฐฯ จะไม่ยินยอมให้ประเทศหนึ่งใดมาตั้งเขตอิทธิพลของตนเองเพื่อกันสหรัฐฯ ออกไป (Hegemony) อีกทั้งสหรัฐฯ ก็จะไม่ยินยอมให้ประเทศหนึ่งใดเข้ามายุ่มย่ามขยายอิทธิพลหรือเข้ามาแทรกแซงในความเป็นไปในทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งรวมกันแล้วเรียกว่า ซีกหรือแถบโลกตะวันตก (The Western Hemisphere) หรือนัยหนึ่งกลับมากระชับและเสริมสร้างทฤษฎีมอนโร (Monroe Doctrine) ที่สหรัฐฯ ได้เคยประกาศไว้ในยุคสมัยของประธานาธิบดี มอนโร ที่จะไม่ยินยอมให้ประเทศหนึ่งใดนอกแถบตะวันตกเข้ามาป้วนเปี้ยนเป็นอันขาด และนัยของทฤษฎีนี้ก็หมายถึงการคงไว้ซึ่งความยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ และสหรัฐฯเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองและประกันผลประโยชน์ของแถบตะวันตก
ในการนี้สหรัฐฯ จะเร่งพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน เพื่อคงความเป็นประเทศชั้นนำเอาไว้ และในขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็จะยังคงรักษาความเป็นพันธมิตรกับประเทศต่างๆเพื่อต่อต้านการคุกคามจากประเทศที่ 3 แต่ทั้งนี้บรรดาประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯก็จะต้องช่วยตนเองมากขึ้นด้วยการเพิ่มงบประมาณทางทหารและเสริมสร้างความทันสมัยของกองทัพของตนเอง แทนการพึ่งพาสหรัฐฯ หรือการให้สหรัฐฯ ต้องแบกภาระอยู่แต่ฝ่ายเดียว ดังที่ได้เคยเป็นมาในช่วงยุคโลกสงครามเย็น มาจนถึงโลกยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันนี้
ทั้งนี้สหรัฐฯ ก็จะลดภาระรับผิดชอบในยุโรป และมุ่งหาจุดร่วมกับฝ่ายรัสเซียเพื่อจะได้นำเอาพละกำลังต่างๆ มารวมไว้ให้มากที่สุด เพื่อการดำเนินนโยบายและการปฏิบัติการต่างๆ เพื่อต่อกรกับจีนที่ต้องการที่จะท้าชิงความเป็นเจ้าโลกกับสหรัฐอเมริกา
เมื่อสหรัฐฯ ประกาศจะเดินหน้าไปในแนวทางดังกล่าว ทุกๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ก็ต้องหันมาทบทวนและปรับปรุงตัวเอง อีกทั้งการเคลื่อนไหวขับเคลื่อนเพื่อให้ได้มาซึ่งการมี และการเป็นสังคมประชาธิปไตยก็จะกลายเป็นเรื่องหรือภาระรับผิดชอบของประชาชนพลเมืองของประเทศนั้นๆ เป็นหลัก โดยเฉพาะการตัดสินใจว่าจะอยู่กับระบอบเผด็จการหรือจะอยู่กับระบอบบ้านเมืองแบบเสรีนิยม
ในกรณีของประเทศไทยซึ่งก็ได้เพียรพยายามที่จะให้ได้มาซึ่งความเป็นประชาธิปไตยแบบสากลหรือสมบูรณ์แบบนั้นมาเป็นเวลา 93 ปีแล้ว ซึ่งก็ยังจะเพียรพยายามกันต่อไปด้วยกลุ่มประชาชนพลเมืองที่รัก และหวงแหนความเป็นเสรีชนและความปรารถนาอย่างสูงส่งที่จะมีชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย จะไปหวังพึ่งแรงผลักดันจากภายนอก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เคยทำตัวเป็นพี่ใหญ่ในเรื่องส่งเสริมประชาธิปไตยอีกไม่ได้แล้ว
กษิต ภิรมย์
kasitfb@gmail.com


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี