วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569
เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 5 ม.ค. 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม นายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ ภรรยา น.ส.พินทองทา ชินวัตร นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ สามีและ นายศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือน้องไปป์ อายุ 23 ปี บุตรชาย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยทั้งหมดเดินทางมาพร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ
สำหรับนายศุภเสกข์ อมรฉัตร วันนี้ถือเป็นการเข้าเยี่ยมนายทักษิณครั้งแรก หลังจากที่ได้เดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 เพื่อศึกษาต่อในระดับการศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโท และปัจจุบันอยู่ระหว่างการเรียนต่อปริญญาเอก โดยปัจจุบันกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก (Ph.D.) ด้าน MechanicalEngineering ที่ Imperial College London
ขณะที่ด้านหน้าเรือนจำฯ มีตัวแทนคนเสื้อแดง กล่าวประสานเสียงอย่างตื่นเต้นดีใจที่ได้เห็น นายศุภเสกข์ว่า “โอ้โหน้องไปป์ คิดถึง คิดถึงมากๆ หล่อมากเลย” และต่างโผเข้าสวมกอดนายศุภเสกข์อย่างดีใจ ซึ่งนายศุภเสกข์ได้ยิ้มแย้มยกมือไหว้มวลชนคนเสื้อแดง นอกจากนี้ คนเสื้อแดงยังร่วมกันเอ่ยกล่าวสวัสดีปีใหม่ครอบครัวชินวัตรอีกด้วย
กระทั่งเวลา 10.50 น. หลังสิ้นการเข้าเยี่ยมนายศุภเสกข์ กล่าวว่า จากการเข้าเยี่ยม คุณลุงได้สอบถามตนว่าคุณแม่ เป็นอย่างไรบ้าง วันนี้ตนถือเป็นตัวแทนคุณแม่ และได้คุยกับคุณลุงเรื่องการเรียน ทั้งนี้คุณแม่ก็ได้ฝากความคิดถึง ความห่วงใยมายังคุณลุงด้วย นอกจากนี้ ในเรื่องของคำอวยพรปีใหม่ คุณลุงยังได้อวยพรขอให้ตนและครอบครัวมีความสุข และยังบอกให้ตนสู้ๆ ในเรื่องการเรียน
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการเข้าไปเยี่ยมนายทักษิณ ส่วนตัวมีความเป็นห่วงอย่างไรบ้าง นายศุภเสกข์ กล่าวว่า ด้วยความที่ตนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน อย่างไรก็ต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว ซึ่งคุณลุงเป็นคนเข้มแข็ง มีความเป็นนักสู้ และเท่าที่เห็นเราก็เป็นห่วงคุณลุงทุกอย่างอยู่แล้ว แต่คุณลุงเป็นนักสู้จริงๆ
ด้าน น.ส.พินทองทา กล่าวถึงกรณีในวันที่ 11-12 ม.ค. ทางเรือนจำกลางคลองเปรม จะเปิดให้มีการเยี่ยมญาติใกล้ชิดในวันเด็ก จะมีโอกาสพาหลานๆ มาเยี่ยมคุณทักษิณ ว่า เนื่องด้วยเป็นวันเด็ก ที่ผ่านมาหลานๆ ก็คิดถึงคุณตามาก หากมีโอกาสได้มา ก็จะพามา
นายพานทองแท้ กล่าวว่า ตนก็เหมือนเดิม พูดคุยเรื่องหลานเป็นหลัก เพราะคุณพ่อก็คิดถึงหลาน หลานก็คิดถึงคุณปู่ ส่วนการขอพรคุณพ่อนั้น ก็มีการส่งกำลังใจให้กันและกันดังเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรือนจำกลางคลองเปรม เตรียมจัดกิจกรรม “ครอบครัวสัมพันธ์สุขสันต์วันเด็ก 69”เปิดให้เด็กๆ ได้เข้าเยี่ยม คุณพ่อ คุณตา คุณปู่แบบใกล้ชิด กอดกันได้ ในวันที่ 11-12 ม.ค. โดยเปิดจองคิว ที่เรือนจำฯ วันที่ 5-8 ม.ค. หรือจองคิวผ่านระบบออนไลน์ วันที่ 5-8 ม.ค. เช่นกัน
จากข่าวนี้ ผมมีความเห็นว่า
1) การที่ลูกหลานผลัดกันมาเยี่ยมพ่อ-ลุง ที่ติดคุก เป็น “ความน่ารัก” และความกตัญญู หากแต่คุณธรรมจะสูงส่งกว่านี้ หากเขาเหล่านี้ เรียนรู้และสำนึกได้ว่า ทำไม “ทักษิณ ชินวัตร” จึงติดคุก
2) ขออนุญาตย้ำเตือนแก่ลูกหลานของ “ทักษิณ ชินวัตร” ว่า ทักษิณติดคุกเพราะโกงชาติบ้านเมืองใช้อำนาจในทางมิชอบ และหาประโยชน์เข้าตระกูลชินวัตร เงินทองที่ “ผู้มาเยี่ยม” กินใช้มาแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาจเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่ “โกงชาติ” มาก็ได้ จึงพึงละอายและสำนึกสำเหนียกในเรื่องนี้ พร้อมๆ กับสอนตัวเอง สอนลูก สอนหลาน ว่า เราจะไม่โกง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องให้ใครมาเยี่ยมเราในคุกแบบนี้
3) วันเด็กที่จะถึง ก็โปรดหอบลูกจูงหลานกันมา มาดูปู่ มาดูตา มาดูลุงที่ “ติดคุก” เป็น “แบบเรียนที่มีชีวิต” ของลูกหลาน ว่า คนทำผิดกฎหมาย จะเป็นเช่นนี้ จะต้องรับโทษ รวยแค่ไหนก็ต้องรับโทษ แก่แค่ไหนก็ต้องรับโทษ
4) ที่สำคัญ คือ เมื่อศาลตัดสินให้รับโทษแล้ว อย่าโกงโทษ โกงการติดคุก และอย่าหนีการติดคุกเหมือน “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ทำมาก่อน และเหมือน “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ยังหลบหนีอยู่
5) ไม่ว่าใครก็ตามที่ใช้ ไปป์ ศุภเสกข์ อมรฉัตร มาเยี่ยมลุงในคราวนี้ คนคนนั้นอาจมีจิตใจสองแบบ แบบแรก คือ จิตใจที่ดี ให้หลานมาเห็นตัวอย่างเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจถึงความอัปยศที่คนในวงศ์ตระกูลทำไว้ กับอีกแบบก็คือ จิตใจอำมหิตมาก ส่งหลานมาเพื่อให้เป็นข่าว โดยลืมไปว่า มารดาของเขาที่ชื่อ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังอยู่นอกคุก
6) เมื่อไปป์ ตอบคำถามนักข่าวว่า “วันนี้ตนถือเป็นตัวแทนคุณแม่” นักข่าวควรถามว่า ทราบใช่ไหมว่า จริงๆ แล้วคุณแม่เองก็ต้องติดคุก คิดอย่างไรที่คุณลุงติดคุก แต่คุณแม่หนีคุก ไม่ใช่เพื่อความสะใจ แต่เพื่อ “ฟังคำตอบของเขา”
7) ไปป์ควรทราบว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2560 เวลา 15.15 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ระงับยับยั้งความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ให้จำคุกเป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้ออกหมายบังคับคดี นำตัวมารับโทษตามคำพิพากษา
สำหรับคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ระบุโดยสรุปว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจไต่สวนจำเลย (น.ส.ยิ่งลักษณ์) ในฐานะฝ่ายปกครองหรือการดำเนินการทางปกครอง แม้โครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะเป็นการดำเนินการตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา แต่หากขั้นตอนปฏิบัติมีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ก็ย่อมถูกตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรมได้ โดยเฉพาะเป็นการกล่าวหาจำเลยกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ มิใช่ข้อบกพร่องหรือดำเนินนโยบายผิดพลาด
ส่วนการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทั้ง 5 ฤดูกาลผลิต แม้ว่าจะพบความเสียหายหลายประการ แค่เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากฝ่ายปฏิบัติ จำเลยในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อป้องกันความเสียหายไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มโครงการ อีกทั้งเมื่อพบความเสียหายก็ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเป็นระยะ จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดความเสียหาย ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ
แต่การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยกรมการค้าต่างประเทศ ขายข้าวในสต๊อกของรัฐให้บริษัทกว่างตง และบริษัท ห่ายหนานฯ รัฐวิสาหกิจของมณฑลประเทศจีนนั้น ศาลเคยวินิจฉัยว่า เป็นการขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เรื่องนี้ สส. ได้นำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจให้จำเลยทราบ ตลอดจนผู้ประกอบธุรกิจค้าข้าวที่เคยเกี่ยวข้องกับการทุจริต และบุคคลที่เคยเป็นผู้ช่วย สส. ที่จำเลยสังกัดได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนของรัฐวิสาหกิจจีนที่มาซื้อข้าว
อีกทั้งก่อนมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จำเลยได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า เป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐจริง ภายหลังแม้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่องค์ประกอบคณะกรรมการล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ภายใต้การบังคับบัญชาของนายบุญทรง และทำการตรวจสอบไม่ตรงตามประเด็น แสดงให้เห็นว่าไม่ตั้งใจตรวจสอบอย่างจริงจัง และจำเลยเพิ่งปรับนายบุญทรงออกจากตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ในวันที่ 30 มิ.ย. 2556
“ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่า จำเลยทราบว่าสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาให้รัฐวิสาหกิจจีนต่อไปอีก อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 (เดิม) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ลงโทษจำคุก 5 ปี”
8) แม่ของไปป์ ไม่ไปศาลเพื่อฟังคำพิพากษา แถมหลบหนีออกนอกประเทศ และไม่เคยกลับมารับโทษดังกล่าวเลย ทั้งล่าสุด 22 พฤษภาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุด พิพากษากลับคำตัดสินของศาลปกครองกลางให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายจำนำข้าวเพียงส่วนหนึ่ง โดยพิจารณาจากระดับความรับผิดชอบที่แท้จริงในจำนวน 10,028 ล้านบาท ไปป์คิดอย่างไร จะบอกกับคุณแม่ให้แสดงความรับผิดชอบหรือไม่
9) หากวันข้างหน้า คุณแม่ต้องติดคุก ไปป์จะมาเยี่ยมคุณแม่หรือไม่
สรุป : สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ประชาชนคนไทยทุกคนควรต้องเรียกร้อง ตอกย้ำ เพื่อให้คนที่ทำความผิดมีสำนึกที่จะรับผิดชอบด้วยการรับโทษ และชดใช้ค่าเสียหายให้แก่แผ่นดิน
กตัญญุรู้คุณต่อครอบครัวนั้นดีแล้ว
ดีขึ้นไปอีกหากกตัญญูรู้คุณต่อแผ่นดินด้วย!!
จิตกร บุษบา

อภิสิทธิ์ปลุกคนใต้เป็นหัวหอก ขจัดโกง-ล้างทุนสีเทา กู้เศรษฐกิจไทย
ถนอม ลุยคันนายาว-บึงกุ่ม ชาวบ้านประสานเสียงเรียกร้องทำ คนละครึ่ง ฟื้นเศรษฐกิจด่วน!
แก้ตัวน้ำขุ่นๆ! กองทัพไทยซัดเขมรไร้ความโปร่งใส ปมกระสุนตกช่องบก
ถาวร ซัดขบวนการสีเทา รุกล้ำอำนาจรัฐ เชื่อมทุนการเมือง เตือนปชช.อย่าขายเสียงแลกเศษเงิน
ด่วน!! จับ เฉิน จื้อ เจ้าของอาณาจักรปรินซ์กรุ๊ป เตรียมส่งตัวจากกัมพูชากลับจีน

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี