วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2569
เรื่องนี้ถือว่าเป็นข่าวไม่ฮือฮา แต่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนไทยทุกคนที่อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน โดยเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมปลายเดือนที่ผ่านมา มีประกาศราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำแนะนำของนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569
ที่สำคัญสำหรับคนไทยทุกคนก็เพราะ เป็นการยกระดับ“กระบวนการยุติธรรมไทย”ในเชิงรุกอย่างมีนัยเนื่องจาก“คำแนะนำ”ของนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ตามราชกิจจานุเบกษาดังกล่าว ได้กำหนดแนวทางการใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ซึ่งมอบอำนาจเด็ดขาดให้ศาลสามารถ “ยกฟ้อง” คดีที่ถูกนำมาฟ้องโดยใช้“ศาล”เป็นเครื่องมือ“กลั่นแกล้ง”
หรือ“ปิดปาก”จำเลยได้ตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้อง
เช่นว่า ความผิด“คดีเดียว”แต่โจทก์อ้างว่ามูลคดีเกิดหลายท้องที่ จึงใช้ศาลเป็น“เครื่องมือกลั่นแกล้ง” ด้วยการเดินสายฟ้องคดีทั่วประเทศ หรือฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุอันควร โดยเจตนาที่แท้จริงไม่ได้หวังผลเพื่อเอาผิดตามกฎหมาย แต่ต้องการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือข่มขู่ กลั่นแกล้ง สร้างภาระค่าใช้จ่าย และทำให้จำเลยเกิดความหวาดกลัว
ดังนั้น เมื่อศาลเป็นองค์กรสำคัญในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน โดยทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค การใช้สิทธิทางศาลจึงต้องเป็นไปด้วย “ความสุจริต”อันเป็นรากฐานสำคัญของหลักนิติธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม และเพื่อเป็นประกันว่ากระบวนพิจารณาของศาลจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ขัดต่อคุณค่าพื้นฐานดังกล่าว
นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ในฐานะประธานศาลฎีกา จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม โดยมีรายละเอียดตามที่ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา-ดังนี้
“ข้อ 1 การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 ให้หมายความรวมถึง”
“1.1 การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม สร้างความอับอายอย่างไม่เป็นธรรมหรือสร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยในการต่อสู้คดีเกินสมควร”
“1.2 การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการกดดันให้จำเลยต้องกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อประโยชน์อันมิชอบ หรือต่อรองผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย”
“1.3 การฟ้องคดีโดยจงใจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ไม่ถูกต้องหรือปกปิดข้อเท็จจริงนั้น”
“ข้อ 2 พฤติการณ์ในการฟ้องคดีดังต่อไปนี้ พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1”
“2.1 กรณีมีการกล่าวอ้างว่ามูลคดีเกิดหลายท้องที่และยื่นฟ้องคดีต่อศาลในท้องที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำการงานอันเป็นปกติของจำเลย โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความสะดวกในการสืบพยานหลักฐานหรือไม่เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี”
“2.2 การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีส่วนในการรณรงค์ เรียกร้อง หรือแสดงความเห็นเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิของผู้บริโภค สิทธิแรงงานหรือประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น”
“2.3 การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือการประพฤติที่มิชอบด้วยกฎหมาย”
“2.4 การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาความผิดของโจทก์ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือมีคำสั่งชี้ขาด”
“2.5 การฟ้องคดีที่เกิดจากมูลเหตุเดียวกันเป็นหลายคดีโดยไม่มีเหตุสมควรและมีลักษณะเป็นการสร้างความยุ่งยากและไม่เป็นธรรมให้แก่จำเลยในการต่อสู้คดี”
“2.6 การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยใช้สิทธิหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยคำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตหรือประพฤติมิชอบโดยชัดแจ้ง”
“ข้อ 3 เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการฟ้องคดีใดฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 ศาลพึงสั่งให้โจทก์ชี้แจงรวมถึงแสดงพยานหลักฐาน และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นใดมาเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัยได้ตามที่จำเป็นและสมควร เพื่อการนี้ ศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนก็ได้ในกรณีที่ความปรากฏโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่งศาลจะยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้องก็ได้”
“ข้อ 4 ถ้าคดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาจดำเนินการตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง ไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกฟ้องหรือประทับฟ้องตามแต่ศาลจะเห็นสมควรไปในคราวเดียวกันก็ได้”
“ข้อ 5 การใช้ดุลพินิจตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่ง ศาลพึงคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำตามฟ้อง ประโยชน์สาธารณะที่จะได้รับ รวมถึงความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมจากการดำเนินคดีต่อไปประกอบด้วย”
“ข้อ 6 กรณีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 หากเห็นได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในทางประวิงคดี ศาลพึงสั่งงดหรือยุติการดำเนินการตามข้ออ้างของจำเลยและดำเนินคดีต่อไปโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ศาลจะออกข้อกำหนดหรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อห้ามการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือประวิงคดีด้วยก็ได้”
“ข้อ 7 การดำเนินการทางอาญาในส่วนอื่นนอกจากที่ระบุในคำแนะนำนี้ ศาลพึงยึดหลักการดำเนินคดีโดยสุจริตและหลักความได้สัดส่วนเป็นพื้นฐานในการใช้ดุลพินิจตามกฎหมาย”
สรุปแล้ว คำแนะนำทั้งหมด 7 ข้อของนายอดิศักดิ์ตันติวงศ์ จะเรียกว่า“บัญญัติ 7 ประการ”ของประธานศาลฎีกา เพื่อป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ“คุกคาม”ในการ“ปิดปาก” หรือ“กลั่นแกล้ง”อีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ผิดนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การ“คุกคาม”ของนักการเมืองและผู้มีอำนาจ ที่ใช้ศาลเป็นเครื่องมือเพื่อ“ปิดปาก” บุคคลที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลการทุจริตคอร์รัปชันของตน!
รุ่งเรือง ปรีชากุล


เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี