วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569
nn หลังจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) พฤติกรรมการบริโภค การทำงาน รูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนไปซึ่งก่อนหน้านี้เราเคยได้ยินเรื่องการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลที่รวดเร็ว มีคำถามว่าคนไทยควรปรับตัวอย่างไรถึงจะทันต่อสถานการณ์ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่คนไทยจะพร้อมในการปรับตัว จนกระทั่งเกิดการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา เหมือนเป็นการปรับเปลี่ยนทุกอย่าง และเมื่อประเทศไทยต้องอยู่กับโควิด-19 อีกนาน ดังนั้นการใช้ชีวิตแบบวิถีใหม่ จึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยี เกือบจะทุกจังหวะชีวิต ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ที่จะทำให้ไทยมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีมากที่สุดเพื่อชีวิตวิถีใหม่...
คุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมาทุกคนต้องอยู่บ้าน ดูหนัง ทีวี ละครย้อนหลัง เปลี่ยนการใช้ชีวิต ในการทำงานก็ต้องใช้อินเตอร์เนตบ้าน แอพพลิเคชั่นหรือซอฟต์แวร์ต่างๆ คนที่ไม่เคยใช้ก็ต้องเริ่มใช้คนที่ใช้อยู่แล้วก็ต้องใช้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะคนไทยพร้อมมาก ในช่วงหยุดเชื้อเพื่อชาติ ทุกอย่างถูกปรับให้อยู่ในรูปแบบใหม่ คนสั่งอาหารมาทานที่บ้าน ทำงานที่บ้าน เข้าระบบประชุมออนไลน์ ประเทศไทยโชคดีที่ก่อนหน้านี้เรามีการวางโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย internet ท่อระบบไฟเบอร์ออพติก ทำให้เราพร้อมสำหรับ New Normal
“คำถามคือเราจะใช้ประโยชน์อย่างไรจากเทคโนโลยีดิจิทัลให้มากที่สุด” และผมคิดว่า New Normal ของประเทศไทยคือ ไม่ว่าเราจะทำอะไร ก็จะเชื่อมโยงกับเรื่องสาธารณสุขทั้งหมด เป็นจุดขายของประเทศ เพราะเราได้พิสูจน์แล้วว่าเราสามารถควบคุมและรักษา โควิด-19 ได้ดีอันดับต้นๆ ของโลกกระทรวงดิจิทัลฯ มีหน้าที่แก้ปัญหา แก้กฎหมาย ผลักดันทำทุกอย่างเราต้องทำงานให้หนักขึ้น เรียนรู้ให้เร็วขึ้น เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลง ไม่เกิน 3-4 เดือนนี้ เช่นเราจะสามารถทำข้อมูลคนไข้ไปรวมใน cloud ได้หรือไม่เวลาไปโรงพยาบาลคนไข้ก็เอาเพียงบัตรประชาชนไปเสียบ เพื่อให้ได้ข้อมูลคนไข้ออกมาให้คุณหมอทำการตรวจ เราเริ่มดำเนินการจากโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ทั้ง ศิริราช รามาฯ จุฬาฯ มานั่งประชุมกันและกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นเจ้าภาพในการเอาข้อมูลมารวมซึ่งข้อมูลนี้จะไม่มีใครใช้ได้จนกว่าคนไข้จะยินยอมอนุญาต
ส่วนเรื่องแอพพลิเคชั่นที่ประเทศไทยไม่เคยคิดว่าต้องมี ช่วงโควิด-19 กระทรวงดิจิทัลฯ ก็พัฒนาตั้งแต่ AOT Airport ที่ให้คนที่เดินทางเข้าไทยลงทะเบียนช่วยในการควบคุมการกักตัว ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มพัฒนาไทยชนะขึ้นมา เพื่อให้ข้อมูลสถานที่เสี่ยง อย่างเช่น Card2U ก็มีคนเข้ามาใช้เป็นจำนวนมาก หากต้องเปิดประเทศก็ต้องมีแอพพลิเคชั่นในการที่จะรู้ได้ว่านักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศนั้นเดินทางไปไหน เจอใครบ้าง เพื่อจะสอบสวนโรค ตรวจสอบเพื่อไม่ให้โรคกระจายออกไป และสิ่งที่เน้นย้ำตลอดที่ได้ทำงานตรงนี้คือเรื่องของ Fake news center เพราะคนไทยต้องรับรู้เท่าทันว่าอะไรเป็นข่าวปลอมเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนขึ้นในสังคม ซึ่งขณะนี้เรากำลังทำในเรื่องของอาสาสมัครดิจิทัล (อสด.) ร่วมทำงานกับภาคสังคม ซึ่งเร็วๆ นี้ จะมีการสำรวจสำมะโนประชากรของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลของประชาชนทุกตำบล ด้วยอุปกรณ์ดิจิทัล และในอนาคต อสด. จะเป็นตัวกลางในการไปเก็บข้อมูลในพื้นที่ เพื่อจะได้ทราบข้อมูลว่าประชาชนต้องการอะไร ส่วนศูนย์ดิจิทัลชุมชน เป็น 1 ในโอกาสของคนทั่วไปในชุมชน ที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ Wi-Fi เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้ เราได้งบประมาณมาทำศูนย์ดิจิทัลชุมชน 250 จุดทั่วประเทศ และจะเร่งให้เสร็จภายในปี 2563 นี้และจะทำต่อเนื่องเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงดิจิทัลสำหรับคนที่มีโอกาสน้อยกว่า
ส่วนเรื่องของอันดับ International Institute for Management Development (IMD) ด้าน IT ที่ดีขึ้น นั้นต้องบอกว่า วันนี้โลกเปลี่ยนไป สถาบันต่างๆ มีการตั้งเกณฑ์ดูตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจด้านดิจิทัลมากขึ้น ที่จะประเมินไปประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจแต่ละประเทศ ซึ่งตัวเลขของประเทศไทยดีขึ้นโดยเฉพาะเครือข่ายการวางโครสร้างพื้นฐานที่กระจายไปทุกจังหวัด มีความครอบคลุมเครือข่ายครบถ้วนแต่ความช้าเร็วอาจต่างกันไป ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เป็นหน่วยงานของกระทรวงดิจิทัลฯ ต้องวางยุทธศาสตร์หากตัวชี้วัดยังไม่เป็นเกณฑ์ที่พอใจ ต้องพัฒนาอะไรเพื่อให้ปัจจัยของตัวชี้วัดนั้นพัฒนาขึ้น ซึ่งต้องไปดูว่าอะไรที่เป็นปัญหาก็ต้องเร่งแก้ไขเพื่อจะสะท้อนเป็นตัวเลขการชี้วัดความพร้อมกับประเทศ แต่ก่อนเราอาจจะปล่อยตามธรรมชาติ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราต้องเรียนรู้ แก้ไข ใครที่ไม่รู้ก็ต้องรู้ ใครไม่ได้ใช้ก็ต้องพัฒนาให้มีโอกาสได้ใช้ ยิ่งใช้ได้มาก ตัวเลขการชี้วัดความพร้อมของไทยก็จะสูงขึ้นด้วย
สอดคล้องกับปัจจุบันที่ประเทศไทยยังมีการพัฒนาแรงงานทักษะสูงในด้านอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง วันนี้เราพัฒนาเป็นการเน้นที่อุตสาหกรรมที่มีความเฉพาะด้าน ต้องใช้ฝีมือของแรงงานอุตสาหกรรมจึงอาจต้องย้ายไปประเทศอื่นที่มีความเหมาะสม มีแรงงานราคาถูก แต่ประเทศไทยต้องการแรงงานที่มีคุณภาพ ใช้ฝีมือ อุตสาหกรรมด้านดิจิทัล ซอฟต์แวร์ ชิ้นไมโครชิฟจะเข้ามาที่ไทยมากขึ้น เพราะเราเน้นทักษะ high skill เรามีพื้นที่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีรายได้มากขึ้น จึงสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมโดยรวมขึ้นมารองรับอาจจะเป็นอุตสาหกรรมใหม่ๆ มีการจ้างแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้น ได้ค่าแรงสูงขึ้น หากเรายังอยู่ที่เดิมค่าแรงอาจไม่สูงมากประเทศเราก็จะไม่พัฒนา
“นับจากนี้ ไม่ว่าใครก็ตามจะมาลงทุนในไทยวันนี้เรามีปัจจัยใหม่ที่คนลงทุนต้องพิจารณาคือเรื่องระบบรักษาพยาบาล ความปลอดภัย ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่มาพร้อมเทคโนโลยีดิจิทัล เพราะ
New Normal ที่จะเกิดในไทย คือ 5G ที่ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สามารถเปิดประมูล การใช้ 5G จริงและมีการวาง cell site ไว้แล้ว ต่อไปนี้จะทำให้ดาวน์โหลดข้อมูลขนาดใหญ่รวดเร็วขึ้น พัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์รวดเร็วขึ้น การพัฒนาระบบ AI ระบบ Big Data ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มี 5G เป็นพื้นฐานรองรับในการพัฒนาต่อยอดในอนาคต ซึ่งหน่วยงานที่จะสนับสนุนให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุดคือหน่วยงานราชการ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ เป็นต้น ทั้งหมดนี้จะดีมากหากเรามีระบบข้อมูลที่เชื่อมต่อกันทันสมัยรวดเร็ว ซึ่ง 5G จะตอบโจทย์ทุกอย่าง” คุณพุทธิพงษ์กล่าว
กระบองเพชร

Jetset’er ปล่อยซิงเกิลประกอบซีรีส์บอยเลิฟ หมดที่ชีวิตของคนคนนึงจะมี La La La La
ทรัมป์ ย้ำอิหร่านอยากคุยก็โทรศัพท์มา ยื่นคำขาดต้องไม่ครอบครองนิวเคลียร์
ทำความรู้จัก แลนด์บริดจ์ โครงการยักษ์ใหญ่สุดฮอต
เตชินท์ คัมแบ็คในรอบ 13ปีส่งซิงเกิลใหม่ มีอะไรต้องรู้ไหม?ดึงภรรยาสาว หยวน ชยุติ สวมบทนางเอก MV
ชื่นชมนักเรียนจิตอาสา ปั๊มหัวใจช่วยชีวิตหญิงชรารอดหวุดหวิด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี