วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569
ทุกคนอยากมีความสุข แต่กลับไม่รู้จักความสุขว่า “เป็นอย่างไร” และ “ทำอย่างไร” จึงจะมีความสุขเราจึงดิ้นรนและไขว่คว้าไปอย่างคนหลงทาง ไม่เพียงเท่านั้นชีวิตยังถูกทำลายไปด้วย
นับแต่คลอดจากครรภ์ของแม่ เราก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างประคบประหงม ด้วยหวังให้เรามีความสุข ร่างกายแข็งแรง เมื่อเติบโตขึ้นถึงวัยเข้าเรียน พ่อแม่ก็ส่งเราเข้าไปอยู่ในเนิร์สเซอรี่ ต่อมาก็ชั้นอนุบาล ชั้นประถมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษา ด้วยความคาดหวังของพ่อแม่ว่าเราจะเรียนเก่ง บางคนพ่อแม่ก็คาดหวังให้เรียนตามความใฝ่ฝันของพ่อแม่ เรียนให้สูงที่สุดเท่าที่พ่อแม่จะมีเงินส่งเสียและเรามีความสามารถเรียน เรามีความสามารถไปเรียนในสถาบันการศึกษาของประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้ยิ่งดี เราเป็น “นักเรียนนอก” กลับมาก็โก้เก๋กว่าเป็น “นักเรียนใน” ประเทศมากนัก
กว่าเราเรียนจบปริญญาตรีก็ต้องใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต ยกเว้นแค่ 3 ปีแรกเท่านั้นที่เราได้อยู่กับพ่อแม่
เกือบ 20 ปี ที่เราอยู่ในห้องเรียน สี่เหลี่ยม!
จากนั้นถ้าเราจบปริญญาโทก็บวกอีก 2 ปี ปริญญาเอกอีก 2 ปี
เมื่อรวมทั้งหมดก็ 24 ปี!
เมื่อจบออกมาแล้วเราก็หางานทำ ได้งานที่ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง หรือได้ช้าบ้างเร็วบ้าง ยกเว้นพ่อแม่ของเรามีทรัพย์สินมหาศาล เราทำงานหนักถ้าอยากก้าวหน้าในอาชีพหรือเป็นเจ้าของกิจการที่อยากประสบความสำเร็จ หรืออาจทำงานไปวันๆ ถ้าเป็นลูกจ้างที่หวังมีความสบาย
ในแต่ละวัน
ในระหว่างทำงานเราก็ต้องผจญกับปัญหานานา ทั้งปัญหาจากงานและปัญหาจากคน ปัญหาจากกฎกติกาและผู้มีอำนาจ ท่ามกลางการต่อสู้เหล่านั้นมีทั้งสูญเสียและได้มา บ้างก็สูญเสียพ่ายแพ้ไปก่อนครั้งแล้วครั้งเล่ากว่าจะลุกยืนได้
การทำงานก็เหมือนสงคราม ไม่ว่าจะแพ้ชนะต่างก็เหนื่อยและสูญเสีย
บางคนสูญเสียเวลา สูญเสียสุขภาพ และบ้างก็สูญเสียความเป็นมนุษย์ของตนไป
ทั้งหมดที่เราทุ่มเท ทั้งหมดที่เราพบเผชิญ ก็เพราะต้องการได้เงินสำหรับซื้อหาสิ่งที่เรียกว่า “ความสุข”
โลกในยุคที่มีความพรั่งพร้อมทางวัตถุและเทคโนโลยีในรูปลักษณ์ต่างๆ นานา ที่เรียกว่าเครื่องอุปโภค-บริโภคทั้งหลายนั้นล้วนแต่น่าครอบครอง
น่าเสพ เพื่อความสุขทั้งนั้น
ทรัพย์สินและยศถาบรรดาศักดิ์ก็ยั่วยวนให้เราอยากมี อยากได้ อยากเป็น เพื่อสนองความอยากของเรา เพราะมันช่วยยกระดับความเป็นคนของเราให้สำคัญและสูงค่ากว่าคนอื่นๆ มันนำเอาอำนาจ ชื่อเสียง และความเคารพนับถือมาพอกพูนอัตตาของเราให้รู้สึกว่ายิ่งใหญ่ และเราก็มีความสุข
ความบันเทิงในรูปลักษณ์และประเภทต่างๆ รสอร่อยจากอาหารและกามคุณทั้งหลาย ก็เร้าความปรารถนาของเราให้เสพมันเพื่อความสุข
เราเชื่อว่ายิ่งครอบครองได้มาก เสพได้มากก็ยิ่งจะมีความสุขมากขึ้น
แต่เราไม่เคยฉุกคิดว่าทำไม เรายิ่งครอบครองยิ่งเสพมากเท่าไรกลับไม่เคยพอ เราแค่ตื่นเต้นยินดีแค่ชั่วครู่ชั่วยามกับการได้ครอบครองและได้เสพ ไม่นานเราก็เบื่อ และเราก็ต้องดิ้นรนไขว่คว้าหาของใหม่มาครอบครองมาเสพอีก เป็นอย่างนี้เรื่อยไปอย่างไม่รู้จุดสิ้นสุด และยิ่งเสพก็ยิ่งสะสมความแข็งกระด้าง ความเครียดไว้ในใจเรา
เราจึงออกไปหาธรรมชาติเพื่อพักผ่อน ทำกิจกรรมต่างๆ ที่สนุกสนาน เพลิดเพลิน ที่มีความสุข เพื่อเราจะได้ลืมสงครามแห่งการงาน
อันหนักหน่วง และความกระหายเสพสิ่งอื่นอย่างอื่นชั่วครั้งชั่วคราว เรารู้สึกอยากอยู่กับธรรมชาติให้ยาวนาน เพราะเรารู้สึกว่าสมองโล่ง ใจเบิกบาน ตัวเบาสบาย แต่เราก็ต้องกลับไปทำสงครามอันหนักหน่วงหรือขุ่นข้องหมองใจต่อ
เพื่อหาเงินไว้ครอบครองเสพสุข
เราเดินทาง - ทำงาน - กลับบ้าน - พักผ่อน - ไปทำงาน - สังสรรค์กับเพื่อนบ้าง -ไปต่างจังหวัดบ้าง ชีวิตเราเวียนวนเหมือนหมาไล่งับหางตัวเอง เป็นเป็นวงจรที่บิดเบี้ยว เป็นวัฏฏะที่ไม่อาจหลุดพ้นไปได้ ยิ่งนานวันเราก็ยิ่งไม่พอใจในชีวิต ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วย และมีโรคประสาทซ่อนไว้เป็นระเบิดเวลา
เราไม่เคยสำเหนียกว่าในช่วงเวลาที่เราออกไปสู่ธรรมชาตินั้น เราผ่อนคลาย และหากได้มีโอกาสอยู่เงียบๆ ตามลำพัง เราจะรู้สึกสงบ ตัวเบาสบาย โลกกว้างไกล ธรรมชาติรอบตัวอ่อนโยนและนุ่มนวล
เราสงบมากเท่าไหร่ อาการดิ้นรนอันตึงเครียดที่หมักหมมไว้ค่อยสลาย อาการผ่อนคลายปรากฏ ขยะแห่งความคิดเลือนจางไป ความสงบ
ก็ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นจนตัวตนของเราหายไป มันยืนยันคำกล่าวของพระพุทธเจ้าที่ว่า “ความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี”
ง่ายแค่นี้เอง! แต่กว่าเราจะรู้ว่าความสุขที่แท้เป็นอย่างไร เราก็ล้างผลาญเวลาและชีวิตไปเกือบหมดแล้ว
บางคนก็ตายไปโดยไม่เคยรู้ว่าความสุขที่แท้เป็นอย่างไร!
วิมล ไทรนิ่มนวล

เปิดภาพรัง‘สแกมเมอร์เขมร’ ถูกทหารไทยยึดคืน‘บ้านหนองจาน’ หลักฐานโยงธุรกิจดำเพียบ
‘อดีตนักรบดำ’เคลียร์ชัดๆทำไมศึกยก2 ไม่มี‘เชลยศึก’ ฉะไม่เนรคุณ ไม่ใช่สมุน‘ฮุน เซน’
รวบ'หมู่เต้ย'นักรบชายแดน ลืมกินยาจิตเวช หูแว่วขโมยรถในรพ.
เลยหนาว11องศา นั่งรถอีแต๊กขึ้นชม'ทะเลหมอกภูค้อน้อย' ปิ้งข้าวจี่สุดฟิน
‘สิบเอก’นักรบชายแดน ลืมกินยาจิตเวช หูแว่วแพ้เสียงในหัว ขโมยจยย.ในรพ.นครพนม

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี