วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569
ผมและลูกชาย - แมน - บินออกจากไทย 12.30 น. ของวันเสาร์ที่ 23 กันยายน 2566 ตรงไปอังกฤษโดยสายการบินไทยรวดเดียว12 ชม. ถึงสนามบิน Heathrow ลอนดอน ลงที่ Terminal 2เวลา 19.10 น. ของวันเสาร์ ที่ 23 วันเดียวกันเพราะอังกฤษช้ากว่าไทย 6 ชม. Terminal 2 เดินไกลมาก ผมถึงบอกเพื่อนๆ เสมอว่า ถ้ายังเดินได้ให้รีบเที่ยวก่อนเดินไม่ได้ เพราะถ้าเดินไม่ได้ถึงแม้มีรถเข็นก็ไม่สนุกเท่าเดินได้เอง พอออกจากศุลกากรเราก็ตรงไปยังบริษัทรถที่แมนจองไว้ล่วงหน้า ซึ่งอยู่ในอาคาร Terminal 2 ห่างจากศุลกากรไม่ถึง 100 เมตรมั้งสะดวกสบายมาก แต่ขบวนการรับรถนี่ช้าหน่อย เจ้าหน้าที่บริษัทซึ่งจากสำเนียงพูดไม่ใช่คนอังกฤษแน่ พยายาม “ขาย” ให้เราเอารถที่ใหญ่กว่า แพงกว่า แล้วยังให้ลูกชายผมกรอกให้คะแนนการทำงานของพนักงาน พอลูกชายให้ 4 จาก 5ก็ถามว่าทำไมไม่ให้ 5 อยู่นานเลย!?
รถเป็น BMW ซีรี่ส์ 5 แบบ estate ดีเซล ขับนุ่ม เร่งเครื่องได้ดี เช่า 8 วัน 900 ปอนด์ (ปอนด์ละ 45 บาท) แต่เวลาคืนรถต้องเติมน้ำมันให้เต็ม เขาเอาค่ามัดจำไว้ 500 ปอนด์ระหว่างที่เราเช่ารถและจะคืนให้ภายหลังเราคืนรถแล้ว และอยู่ในสภาพที่ดี รถมี GPS มีอะไรที่อำนวยความสะดวกได้ดีพอสมควร เราไป 2 คนแต่มีกระเป๋าใหญ่ 4 ใบ ของผม 1 แมน 3 ใบ เพราะเป็นของหลานสาวที่ย้ายจากเมืองไทยมาเรียนต่อที่ Cambridge ผมมีบัตรทองของ Royal Orchid Plus และนั่งชั้นธุรกิจ ผมจึงได้น้ำหนักรวมเป็น 60 กก.ส่วนลูกชายนั่งธุรกิจเลยได้ 40 กก. แต่ถึงแม้เรามี 4 กระเป๋ายังมีน้ำหนักไม่ถึง 80 กก. กระเป๋า 1 ใบทางสายการบินให้มีน้ำหนักไม่เกิน 32 กก.เพราะกลัวพนักงานยกกระเป๋าหลังจะหัก สรุป ปัจจุบันนี้การบินไทยชั้นธรรมดาได้น้ำหนัก 30 กก. (มากกว่าสมัยก่อนซึ่งได้เพียง 20 กก.)ซึ่งสำหรับคนไปเที่ยวธรรมดาน่าจะพอ ผมเดินทางบ่อย ยกกระเป๋าบ่อยจนยกปั๊บจะรู้ได้คร่าวๆ เลยว่าหนักเท่าไหร่ ขาไปกระเป๋าผมหนักเพียง 18 กก. ขากลับ 25 กก. (รู้น้ำหนักตอนเช็คอิน) เพราะซื้อหนังสือมาอ่านมากมาย สำหรับผมกระเป๋าไม่เคยถึง 32 กก. เพราะยกไม่ไหวนี่ก็เป็นการทดสอบน้ำหนักกระเป๋าของผมอย่างคร่าวๆ ซึ่งมีกี่ใบก็ได้ แต่ๆ ละใบต้องไม่เกิน 32 กก.และรวมน้ำหนักแล้วไม่เกินตามสิทธิ์ที่เรามี แต่ผมก็ไม่ใส่ของจนกระเป๋ามีน้ำหนักถึง 32 เพราะจะยกเองไม่ไหวผมไปไหนชอบช่วยตนเอง จึงพยายามยกเอง ถือเอง ไม่ค่อยชอบเวลาใครมาถือกระเป๋าเล็กขึ้นเครื่องให้ เพราะกลัวเขาลืมไว้บนเครื่องบิน
รถ BMW estate นั่งได้ 2 คนพอดี เราพับเก้าอี้จนแถวหลังไม่มีที่ให้คนนั่ง เพราะเรามีกระเป๋าใหญ่ๆ 4 ใบ นี่โชคดีที่ชุ(ลูกสะใภ้) และแพท(หลานสาว)เดินทางล่วงหน้ามาก่อน ถ้ามาพร้อมกัน จะไม่มีที่นั่งพอหรือไม่มีที่สำหรับกระเป๋า
เราขับรถไปถึง Cambridge โดยไม่หยุดเลย ถึงประมาณ 22.00 น. ของเวลาท้องถิ่น (ตี 4 ของวันอาทิตย์ที่ 24 กันยายนเวลาไทย) เราหาบ้านไม่พบ เพราะแมน(ลูกชาย)ปักใจว่าบ้านเราอยู่ข้างที่เราคิดว่ามันอยู่ โทรเรียกทั้ง 3 คนก็ไม่มีใครรับโทรศัพท์เลยตั้งนาน!? พอผมบอกลูกชายว่าอยู่อีกข้างถนน เขาก็ไม่สน!? ขับรถวนไปวนมาพักใหญ่ หลานชายพีทก็ออกมายืนรอหน้าบ้าน จึงรู้!?
บ้านเช่าสบายมาก 1,500 ปอนด์ 8 วัน มีห้องข้างล่างใหญ่มากมีทีวี โซฟาให้นั่ง โต๊ะอาหาร 6 คน ครัว มีห้องส้วม มีเครื่องซักผ้าและตากผ้า มีประตูออกข้างบ้านแต่ไม่มีที่ออกไปทำอะไรเพียงแต่เปิดให้ลมเข้า เราก็กินข้าวต้มง่ายๆ ที่ชุเตรียมไว้ให้แล้ว แล้วอาบน้ำนอนข้างบนมีห้องนอน 2 ห้อง และห้องน้ำ ผมนอนกับลูกชาย ชุนอนกับแพท ส่วนพีท นอนบนโซฟาข้างล่าง
เช้าก็ตื่นตามสบาย 08.00-09.00 น. ชุทำอาหารเช้าอังกฤษให้กิน มีไข่ดาว 1 ฟอง เบคอน 2 ชิ้น (ผมชอบเบคอนอังกฤษมากๆ เพราะเป็นเนื้อล้วนๆ ไม่ใช่หมู 3 ชั้นแบบของอเมริกัน)ไส้กรอก 1 ชิ้น (อร่อยมากสำหรับผม คือ ไส้กรอก Cumberland)baked beans เห็ด มะเขือเทศ ไม่มีขนมปัง ชุชงกาแฟให้ผมดื่มทุกเช้า อร่อยดี มาคราวนี้กินอาหารเช้าแบบนี้ทุกวันไม่เบื่อเลย แต่กินอย่างละ 1-2 ชิ้น เท่านั้น นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงไม่เบื่อ สมัยก่อนตอนอยู่โรงแรมกิน 3 วันก็เบื่อแล้ว เพราะกินแต่ละอย่างเยอะมากในแต่ละวัน
เสร็จแล้วก็ออกไปเยี่ยมชมเมือง Cambridge เดินดู Colleges ต่างๆ ที่มีอยู่ 31 Colleges ที่มหาวิทยาลัย Cambridge Colleges ต่างๆ มีความเอกเทศในการรับนิสิต Colleges มีความเก่าแก่ไม่เท่ากัน เช่น ที่เก่าแก่ที่สุดคือ Peterhouse ตั้งในปี ค.ศ.1284 เก่าแก่ที่ 2 คือ Clare College ก่อตั้งในปี ค.ศ.1326 Clare เป็น College ที่แพทสอบเข้าได้ Colleges ต่างๆ เป็นที่พัก แต่การเรียนไปเรียนร่วมกันกับ College อื่นๆ
เราเยี่ยมชม Colleges ต่างๆ ที่ผ่านบ่อยที่สุด คือ King’s College (Henry 8 ตั้ง), Gonville and Caius College (ที่ดังทางการแพทย์ และท่านอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศวิทยา เวชชาชีวะ และลูกชายจบที่นี่), Trinity College,Trinity Hall, Clare ฯลฯ พอถึงเวลาอาหารกลางวัน หรือเย็นเราก็เข้า pu –public hous –ที่เป็นร้านขายแอลกอฮอล์และอาหารแอลกอฮอล์ที่ชาวอังกฤษนิยมที่สุดคือเบียร์ ที่รินจากถัง โดยเฉพาะbeer bitter และอาหารใน pub มักไม่แพง มีราคาตั้งแต่ 16–27 ปอนด์ต่อจาน ที่ผมชอบคราวนี้คือ fish and chips (ปกติจะไม่ชอบ?!) และชอบขนม toffee pudding มาก (ทั้งๆ ที่เป็นคนไม่ชอบของหวาน ขนมหวาน น้ำหวาน) เห็นแล้วอดไม่ได้ ต้องกระโจนเข้าใส่ แต่รู้สึกว่าพีชและทุกๆ คนก็ชอบ
ยังไม่จบนะครับ
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

M STUDIO เปิดตัวโปสเตอร์แรก 'NORMAL เมืองธรรมดานรกเรียกพ่อ'
กังฟู แจงยิบ! 6 เสียงไทรวมพลัง โหวตหนุน อนุทิน ไร้ดีลลับแลกเปลี่ยน ยันหนุนรัฐบาลเสียงข้างมาก
ภาพแรกอย่างเป็นทางการของ 'Spider-Man: Brand New Day'เรื่องราวบทใหม่ของ 'ปีเตอร์ พาร์คเกอร์'
นายกฯ ยันไม่มีไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน เผยประชาชนใช้เพิ่มขึ้น 10 ล้านลิตร/วัน
บุกสภาฯ เทมะพร้าว! กลุ่มเกษตรฯสุดทน ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ขีดเส้น 30 วันไม่คืบหน้า ขู่ยกระดับเคลื่อนไหว

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี