วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
(ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว)
นอกจากการใช้เซลล์บำบัดแบบปลูกถ่ายไขกระดูกซึ่งได้ผลดีมานานกว่า ๓๐ ปีแล้ว การใช้เซลล์บำบัดยังหมายถึงการให้เซลล์ปกติหรือปรับเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมที่มีชีวิตเข้าสู่ผู้ป่วยเพื่อช่วยลดความรุนแรงของโรค ทำให้โรคสงบหรือหายขาด เซลล์เหล่านี้อาจได้มาจากผู้ป่วยเอง (autologous cells) หรือผู้บริจาค (allogeneic cells) เซลล์ที่ใช้ยังจำแนกตามศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงเป็นประเภทเซลล์ที่แตกต่างกัน เซลล์ชนิด pluripotent cells มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนเป็นเซลล์ประเภทใดก็ได้ในร่างกาย ขณะที่เซลล์ชนิด multipotent cells มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนเป็นเซลล์ประเภทอื่นแต่จำกัดกว่าเซลล์ชนิด pluripotent cells ตัวอย่างของการใช้เซลล์บำบัดที่ใช้เซลล์ปรับเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมมาใช้รักษาโรค ได้แก่ การนำเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CAR-T cell (chimericantigen receptor หรือ CAR) มาใช้ วิธีนี้ที่นิยมจะเป็นกระบวนการนำเลือดจากคนไข้หรือผู้บริจาคไปผ่านกระบวนการพันธุวิศวกรรมนอกร่างกาย เพื่อทำให้เซลล์ชนิด T-cell มีความสามารถในการทำลายเซลล์มะเร็ง แล้วส่งเซลล์ที่ปรับเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมนี้ (CAR-T cell) กลับเข้าไปในร่างกายผู้ป่วย การรักษาโรคมะเร็งด้วย CAR-T cell ที่ผลิตในประเทศไทยสามารถช่วยลดค่ารักษาให้ผู้ป่วยจากเดิมลงได้ถึงกว่า ๕ เท่าตัว เมื่อเทียบกับค่ารักษาวิธีนี้ในต่างประเทศโรงพยาบาลหลายแห่งในประเทศไทยได้ใช้เซลล์บำบัดแบบปรับเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมอยู่แล้วในการรักษาโรค ในต่างประเทศก็มีการรับรองการรักษาด้วย CAR T-cell จากองค์การอาหารและยาของสหรัฐในการรักษาโรคแล้ว เช่น Yescarta และ Kymriah ใช้รักษา aggressive B-cell lymphoma มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด B cell เป็นต้น ส่วนที่มีข่าวว่า มีการนำ NK cells ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันมาใช้รักษาโรคมะเร็งหรือโรคติดเชื้อ HIV ให้หายขาดได้นั้น ก็ยังไม่เป็นจริงและไม่มีผลงานวิจัยมายืนยันข้อกล่าวอ้างดังกล่าว จึงอย่าหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่า สามารถนำ NK cells มาปรับประสิทธิภาพให้เพิ่มขึ้นมาจนสามารถนำมารักษาโรคมะเร็งได้
เนื่องจากเซลล์เหล่านี้มีศักยภาพที่จะนำมาใช้รักษาโรคได้ จึงต้องมีการทำวิจัยอย่างมีระเบียบวิจัยที่ถูกต้องดังกล่าวข้างต้น รวมถึงมีการใช้ผู้เข้าร่วมงานวิจัยจำนวนมาก(รวมๆ แล้วจะมีจำนวนมากกว่า ๑๐๐ รายขึ้นไป) และมีการแปลผลงานวิจัยที่ถูกต้องรอบคอบก่อนที่จะประกาศรับรองและนำมาใช้ในวงกว้างต่อไป
คำจำกัดความของ“การรักษาด้วยยีนและเซลล์บำบัด”
เนื่องจากในปัจจุบัน ยังมีการใช้ยีน สารพันธุกรรม หรือ RNA สังเคราะห์สายสั้นๆ เพื่อนำมาใช้รักษา/ป้องกันโรคนอกจากการใช้เซลล์บำบัดด้วย ซึ่งเป็นการรักษาหรือป้องกันโรคโดยมีกลไกการเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์หรือระดับรหัสพันธุกรรมหรือการสร้างโปรตีนภายในเซลล์ ซึ่งสุดท้ายมีเป้าหมายเดียวกันในการรักษาหรือป้องกันโรคให้หายขาดหรือทุเลาจากความผิดปกติโดยใช้กลไกการสร้างโปรตีนหรือเซลล์ใหม่ในระดับเซลล์ บางครั้งมีการใช้กลไกร่วมกันทั้งยีนและเซลล์ในการรักษาหรือป้องกันโรค ยีนและเซลล์มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ภายในเซลล์ของเรามียีนจำนวนมากที่ให้ข้อมูลในการผลิตโปรตีนเฉพาะที่ช่วยสร้างให้เกิดเซลล์ เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์จำนวนหลายล้านล้านเซลล์ ยีนให้ข้อมูลที่ทำให้เซลล์ต่างๆ ที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน กลุ่มเซลล์จำนวนมากรวมกันเป็นเนื้อเยื่อและอวัยวะของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อ กระดูก และเลือด เนื้อเยื่อ อวัยวะเหล่านี้ทำให้การทำงานทั้งหมดของร่างกายเป็นปกติ เราจึงพบข้อความ การรักษาด้วยยีนและเซลล์บำบัด อยู่ร่วมกันบ่อยมากในการวิจัย/การรักษาขณะนี้ ปัจจุบัน การใช้ยีนบำบัดโรคที่มีประสิทธิภาพดี มีการรับรองเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แพทยสภาจึงต้องมาช่วยดูแล กำกับการใช้ยีนบำบัดให้เกิดประโยชน์ มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ขอให้คำจำกัดความของ“การรักษาด้วยยีนและเซลล์บำบัด” ดังต่อไปนี้
การรักษาด้วยยีนและเซลล์บำบัด คือ การประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ใช้รักษาหรือป้องกันโรค/ภาวะพิการของอวัยวะ โดยมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังนี้
๑. ใช้สารพันธุกรรม*หรือสารหรือยาที่ออกฤทธิ์เพื่อปรับเปลี่ยนยีนของผู้ป่วย
๒. ใช้เซลล์ต้นกำเนิดหรือเซลล์ที่ถูกปรับเปลี่ยนยีนเพื่อทำให้เซลล์กำเนิดดั้งเดิมหรือเซลล์ที่ถูกปรับเปลี่ยนยีน ไปทำหน้าที่เดิมหรือทำหน้าที่ใหม่ในร่างกายของผู้ที่รับยาหรือสารหรือเซลล์นั้น
๓. ใช้ RNA สังเคราะห์สายสั้นๆ หรือสารทำนองเดียวกัน ใส่เข้าไปในเซลล์เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานของยีนในการผลิตสารหรือโปรตีนภายในเซลล์
*สารพันธุกรรม หมายถึงสารชีวโมเลกุลที่เก็บข้อมูลรหัสสำหรับการทำงานของสิ่งมีชีวิต เช่น DNA และ RNA ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งผ่านลักษณะทางพันธุกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดระดับของการสร้างโปรตีนผิดปกติที่ก่อโรค หรือเพิ่มการผลิตโปรตีนที่ต่อต้านการเกิดโรค หรือผลิตโปรตีนชนิดใหม่ที่ออกฤทธิ์ปรับเปลี่ยนโรคให้ทุเลาหรือไม่ให้เกิดโรคขึ้นหรือ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น
ตัวอย่างของความสำเร็จในการใช้ยีนบำบัดโรค ได้แก่ ยา Zolgensma ซึ่งเป็นยีนบำบัดที่ใช้ไวรัสชนิดอะดีโน(adeno-associated virus) ในการนำส่งยีน SMN1 ที่ผลิตโปรตีน SMN ไปแทนที่ยีนที่ผิดปกติที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนี้ออ่อนแรงจากไขสันหลังเสื่อม (spinal muscular atrophy, SMA) โปรตีน SMN นี้จะไปทำให้เซลล์กล้ามเนื้อกลับมาทำงานได้ดี โรคนี้พบได้ในเด็กที่มีการกลายพันธุ์ของยีนเดิมแบบทั้งสองอัลลีล (bi-allelic mutation) ในยีน survival motor neuron 1 (SMN1) ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง ๒ ปี การสอดใส่ยีน Zolgensma เข้าไปเพียงครั้งเดียวทำให้มีการสร้างโปรตีน SMN1 ที่ปกติและแก้ไขปัญหาของโรคที่ต้นเหตุ (root cause)นั้นเลย ตัวอย่างอีกหนึ่งชนิดของการใช้ยีนบำบัดโรค ได้แก่ การฉีด Luxturna เข้าไปหลังจอตาเพียงครั้งเดียวซึ่งใช้ไวรัสอะดีโน(AAV2)เป็นตัวนำยีน RPE65 cDNA ของมนุษย์สอดใส่เข้าไปใน RPE เซลล์ที่จอตาและทำให้เซลล์จอตาผลิต RPE65 เอนซัยม์ที่ทำงานได้ จะทำให้เซลล์จอตากลับมาทำงานและทำให้มองเห็นได้อีกครั้ง โรคนี้พบได้ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติที่ยีน RPE65 ชนิด biallelic ตั้งแต่กำเนิดและทำให้เกิดโรค RPE65 mutation-associatedretinal dystrophy ปัจจุบันยังมีการศึกษาวิจัยในด้านยีนบำบัดอีกมากมายหลายพันชนิดซึ่งจะทำให้เกิดการนำมาใช้บำบัดรักษาโรคทางพันธุกรรมได้อีกหลายโรค เช่น การรักษาโรค dystrophic epidermolysis bullosa ที่เกิดความผิดปกติของยีน collagen type VII alpha 1 chain (COL7A1) gene ทำให้เกิดโรคผิวหนังผุพองหลายแห่งในทารกที่มีอายุ ๖ เดือนขึ้นไป เป็นต้น องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา ได้รับรองผลิตภัณฑ์ที่ใช้ยีนบำบัดรักษาโรคแล้ว ๓๘ ขนานแล้ว ซึ่งแสดงว่า ประเทศไทยจะต้องพัฒนาศักยภาพในการใช้ยีนบำบัดให้กว้างขวางเหมาะสมกับโรคที่คนไทยเจ็บป่วยอยู่ในขณะนี้
ภาพนี้ แสดงการนำ healthy gene (ยีนดี) ใส่เข้าไปในไวรัสเพื่อให้ไวรัสเป็นตัวนำยีนดีเข้าไปในเซลล์ร่างกายผู้ป่วย*

*ภาพนี้ ได้มาจาก website ของ US FDA
หัวข้อสุดท้ายของการใช้เซลล์ต้นกำเนิดในการรักษาโรค “ประเด็นที่แพทยสภาต้องการสื่อสารสู่แพทย์และประชาชน”
1. การใช้เซลล์ต้นกำเนิดรักษาโรคตามที่แพทยสภารับรองเป็นวิธีมาตรฐาน ณ วันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ คือ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (ชื่อเดิม การปลูกถ่ายไขกระดูก)เพื่อรักษาโรคทางโลหิตวิทยา และการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดรักษาผิวกระจกตาเสื่อม/บกพร่อง
2. การใช้เซลล์ต้นกำเนิดรักษาโรคให้หายขาดหรือสงบยาวนานได้ จะทำที่สถาบันการแพทย์ขนาดใหญ่เท่านั้น ขณะนี้ไม่สามารถทำที่คลินิก หรือสถานพยาบาลขนาดเล็กโดดเดี่ยวได้
3. การใช้เซลล์กำเนิดในการรักษาโรคอื่นๆ นอกจากที่แพทยสภาได้รับรองแล้ว อาจจะอยู่ในโครงการวิจัยที่กำลังศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัย ยังไม่ถึงขั้นที่จะนำมาใช้ได้ทั่วไป
4. ผู้ป่วยที่จะเข้าโครงการวิจัยในการใช้เซลล์ต้นกำเนิดรักษาโรค จะต้องไม่มีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เซลล์ต้นกำเนิด
5. การฉีดเซลล์ต้นกำเนิดเข้าร่างกายอาจจะเป็นเพียงแค่บรรเทาอาการเท่านั้น ไม่ได้รักษาโรคให้หายขาดได้ และอาการที่บรรเทานั้นอาจจะเกิดจากการดำเนินโรคที่เป็นๆ หายๆ ได้เอง
6. การฉีดเซลล์ต้นกำเนิดเข้าร่างกายมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย เช่น กลายเป็นเซลล์มะเร็ง ลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดทำให้เกิดเนื้อตาย มีการติดเชื้อได้
7. หลายท่านป่วยด้วยโรคมะเร็ง โรคร้ายแรง เกิดความพิการมาก สิ้นหวังกับการรักษาปัจจุบันที่เคยได้รับมา อยากจะลองการใช้เซลล์ต้นกำเนิดรักษาโรคตามที่ได้ทราบจากสื่อโฆษณาต่างๆ ที่อ่านแล้วเชิญชวนมากให้มาทดลองใช้เผื่อจะหายขาดได้บ้างแต่ข้อมูลจนถึงปัจจุบันยังห่างไกลจากผลการรักษาที่ได้ผลดี จึงขอให้ท่านทราบ/พิจารณาการฉีดเซลล์ต้นกำเนิดรักษาโรคดังนี้
7.1 หากท่านถูกรับเข้าไปในโครงการวิจัยการใช้เซลล์ต้นกำเนิดรักษาโรค ท่านไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการ ซื้อผลิตภัณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น และจะได้รับการดูแลรักษาอย่างดีดังนั้นใน website ใดที่มีการแสดงราคา ค่ารักษาด้วยวิธีนี้ จึงไม่ใช่โครงการวิจัย
7.2 แม้เซลล์ต้นกำเนิดมีศักยภาพในการซ่อมแซมอวัยวะที่เสื่อม ทำลายเซลล์แปลกปลอม ฯลฯ แต่ยังเป็น เพียงสมมุติฐานและอยู่ระหว่างการวิจัยว่าจะเกิดผลดีจริงตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่?
7.3 หากเกิดผลดีจริงตามสมมติฐาน แพทยสภาและสถาบันชั้นนำของรัฐจะรีบนำมาประกาศและรับรอง ให้เป็นการรักษามาตรฐาน เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยเหล่านี้
7.4 หากท่านที่ยังยอมเสี่ยงใช้เซลล์บำบัดในการรักษาในโรคที่แพทยสภายังไม่ได้รับรอง ท่านต้องพิจารณา เปรียบเทียบว่า
7.4.1 ท่านจะยอมรับผลการรักษาที่เสี่ยงมากว่าจะไม่ได้ผลหรือไม่หายขาดกับเงินที่ท่านค่อยๆ สูญเสียไปหลายๆ ครั้งกับการรักษาแบบนี้ และอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา ด้วยเซลล์ต้นกำเนิด หรือว่า
7.4.2 ท่านจะยอมรับการรักษาแบบประคับประคองไปก่อนจนถึงเวลาที่แพทยสภารับรองว่า การใช้เซลล์ต้นกำเนิดรักษาโรคนั้นได้ผลดีจริง
หมายเหตุ
แพทยสภาออกข้อบังคับและประกาศเกี่ยวกับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ดังนี้
1. ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เรื่อง การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อการรักษา พ.ศ. 2552
2. ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม เรื่อง การประกอบวิชาชีพเวชกรรม เกี่ยวกับการปลูกถ่ายอวัยวะและการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจาก ผู้บริจาค พ.ศ. 2566
3. ประกาศแพทยสภา ที่ 76/2564 เรื่อง มาตรฐานการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดและการใช้เซลล์บำบัดในโรคทาง กระจกตาและผิวดวงตา
แพทยสภา รับทราบและอนุมัติโครงการวิจัยภายในประเทศเกี่ยวกับ stem cell จำนวน 21 โครงการ

สื่อนอกแฉยับ บุกฐานสแกมเมอร์ในโอร์เสม็ด เจอหลักฐานเพียบ สวนทางรัฐบาลเขมรอ้างเป็นแค่โรงแรม
ใกล้ปิดตำนาน รถไต่ถัง คณะสุดท้ายของประเทศ ทายาทสืบทอดกว่า 45 ปี เผยอาจวางมือในวัย 35
ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เปิดทางสหรัฐ รีดภาษีประเทศคู่ค้ากับอิหร่าน
จีนเทา ฉุนไทยวางตู้คอนเทนเนอร์ กระชากป้ายผ้าทิ้งลงพื้น 'กัน จอมพลัง'ไม่ทนเอาคืนแสบ
ดัง พันกร โพสต์ถามกลางโซเชียล หลังเทรนด์ฮิต ห่มสไบใส่ยีนส์ ถูกเบรกห้ามเข้าสถานที่

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี