วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569
แม้ว่าจะครองอำนาจโดยเด็ดขาดมาเป็นเวลากว่าห้าปี แต่ทว่าผลการเลือกตั้งกลับไม่เป็นไปตามความคาดหมาย นั่นคือพรรคพลังประชารัฐ
ไม่ได้คะแนนเสียงเป็นลำดับที่หนึ่ง แต่เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ สว. สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีได้ จึงมีแต้มต่อถึง 250 เสียง และทำให้ผลการเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นดังที่คาดหมายกัน
ถึงกระนั้นความจริงก็บอกอย่างชัดเจนให้รู้ทั่วกันทั้งประเทศว่าในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค และในบางพรรคก็มีหลาย
ก๊วน โดยรวมก็มีเสียงปริ่มน้ำมาก
คือมีคะแนนเสียงของรัฐบาลผสมมากกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านแค่ 4 เสียงเท่านั้น และเมื่อหักคะแนนเสียงของประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีก 2 คน ซึ่งมีปกติที่จะรักษามารยาททางการเมืองในการวางตัวเป็นกลางไม่ออกเสียงลงคะแนน จึงเท่ากับมีคะแนนเสียงมากกว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านอยู่เพียงคะแนนเสียงเดียว
ดังนั้นการประคับประคองให้มีสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ครบเป็นองค์ประชุมก็ดี หรือในกรณีมีการลงมติก็ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่าฝ่ายค้านก็ดีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
เพราะถ้าเผอิญ สส.พรรคร่วมรัฐบาลเกิดมีภารกิจเร่งด่วน เช่น ติดตามรัฐมนตรีไปตรวจงานในต่างจังหวัด หรือไปต่างประเทศ หรือป่วยไข้ หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้แค่ 2-3 คนเท่านั้น สภาก็อาจจะล่มหรืออาจจะแพ้มติในการลงมติใดๆ ก็ได้ และถ้าเป็นมติสำคัญก็อาจส่งผลให้รัฐบาลต้องยุบสภาหรือลาออก
ไม่ต้องพูดถึงการตีรวนหรือการต่อรองทางการเมืองที่ปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ เพราะมีหลายพรรคร่วมหลายกลุ่มก๊วนที่ยังไม่ได้รับผลประโยชน์ในการร่วมรัฐบาลตามที่ตกลงกันหรือตามที่เรียกร้องต้องการ เพียงแค่ที่ผ่านมานั้นมีพลังบางอย่างไปสยบให้จำยอมไว้ ซึ่งก็คงจะได้ผลเพียงชั่วครั้งชั่วคราว พร้อมที่จะกำเริบขึ้นมาเมื่อใดก็ได้ หรือถ้าเมื่อใดก้อนหินที่ทับไว้นั้นถูกฟ้าผ่าก็ดี หรือถูกยกออกไปก็ดี บรรดาต้นหญ้าที่ถูกก้อนหินทับไว้ก็จะชูยอดไสวอีกครั้งหนึ่ง
สิ่งเหล่านี้จึงเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาล นี่คือปัญหาเสถียรภาพและความมั่นคงที่เกิดจากคะแนนเสียงและสถานการณ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาล
มาบัดนี้กลับมีคนยุยงส่งเสริมปูทางชี้ชวนให้บรรดา สส.ของรัฐบาลไปลงนั่งในเรือรั่วอีก โดยชี้ช่องว่า สส. สามารถไปดำรงตำแหน่งทางฝ่ายบริหาร คือสามารถไปดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี หรือที่ปรึกษารัฐมนตรีได้ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามไว้
อันคุณธรรมและนิติธรรมนั้นย่อมไม่ใช่พิจารณาจากการมีกฎหมายห้ามหรือไม่ห้ามเพียงอย่างเดียว หากต้องพิจารณาถึงโลกนิติ ธรรมนิติด้วย เพราะในหลายกรณีแค่ราชนิติหรือบทกฎหมายที่บัญญัติไว้ก็ไม่อาจครอบคลุมหรือสอดคล้องกับสถานการณ์ได้ กรณีนี้ก็เหมือนกัน
โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและหลักการอันมีมาได้กำหนดการแบ่งอำนาจอธิปไตยออกเป็นสามทาง คือ ทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร และทางศาล โดยมุ่งหมายให้การใช้อำนาจทางนิติบัญญัตินั้นมีผลในการกำกับดูแลควบคุมการใช้อำนาจทางบริหารของรัฐบาลให้เป็นไปโดยถูกต้อง เป็นธรรม และบังเกิดประโยชน์สุขแก่อาณาประชาราษฎร
และถ้าหากยึดมั่นในหลักการนี้ บรรดา สส. ทั้งหลายก็ต้องทำหน้าที่นิติบัญญัติทางรัฐสภาให้เต็มที่เต็มกำลัง ส่วนฝ่ายบริหารอันมีคณะรัฐมนตรีเป็นศูนย์กลางก็ทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินให้ก่อเกิดประโยชน์สุขแก่มหาชนชาวสยาม ในขณะที่ศาลก็ทำการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์เพื่อประสาธน์ความยุติธรรมให้เป็นไปทั้งแผ่นดิน ให้เป็นที่พึ่งพาอาศัยของผู้เดือดร้อนทุกข์เข็ญทั้งหลายที่ถือเอาศาลเป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้าย
ดังนั้นโดยหลักการอันมีมาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ.2475 หากมีการปฏิบัติไปตามหลักการนี้บ้านเมืองก็ย่อมมีหลักมีเกณฑ์ และต่างก็จะได้ทำหน้าที่กันไปอย่างสมบูรณ์เต็มประสิทธิภาพ
แต่ครั้นในยามที่รัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำขนาดนี้ หากจะชี้ชวนเปิดช่องให้สส. ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาหรือเลขานุการรัฐมนตรี ก็ย่อมต้องจัดเวลาไม่มากก็น้อยไปปฏิบัติหน้าที่ทางฝ่ายบริหาร ซึ่งนอกจากจะเสียหายในเรื่องการกำกับควบคุมการบริหารตามหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติแล้วยังจะต้องผูกมัดด้วยภารกิจในราชการแผ่นดิน ซึ่งหลายกรณีก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศ หลายกรณีก็ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือปฏิบัติภารกิจอื่น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการไปประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ลองนึกดูเถิดเพียงแค่ สส. พรรคร่วมรัฐบาลไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยรัฐมนตรีแค่ 10 คนเท่านั้น อะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง
ก็จะได้เห็นการประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่มแล้วล่มอีก ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลอย่างเต็มเปี่ยม จะไปตำหนิติเตียนว่าฝ่ายค้านตีรวนนับองค์ประชุมไม่ได้ และถ้าบ่อยครั้งนักก็ต้องถือว่ารัฐบาลล้มเหลวในกิจการนิติบัญญัติ ถ้าไม่ลาออกก็ต้องยุบสภา
ก็จะได้เห็นสถานการณ์บางอย่างที่ไม่คาดคิด เช่น จู่ๆ รัฐบาลอาจแพ้มติสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร เช่น แพ้มติในเรื่องญัตติสำคัญ หรือแพ้มติในการพิจารณาร่างกฎหมายก็จะมีผลให้ต้องยุบสภาหรือลาออก
นั่นคือสามัญญผลหรือผลปกติที่จะต้องเกิดขึ้นจากการชี้ช่องชี้ชวนให้ สส. พรรคร่วมรัฐบาลไปเป็นฝ่ายบริหาร ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการชี้ช่องให้ไปลงเรือรั่วที่มีแต่จะต้องอับปางโดยไม่ต้องสงสัยใดๆ เลย

เสียงจากบุรีรัมย์ ขอรัฐช่วยตรึงดีเซล ค้านปิดปั๊ม 4 ทุ่ม
หนุ่มขับกระบะตกคลอง ร้องขอพลเมืองดีอย่าเรียกตำรวจ เจอยาบ้าตกข้างรถ
ซัมเมอร์เดือด พลอยชมพู เสิร์ฟบิกินี่ตัวจี๊ดโชว์หุ่นฟิตเป๊ะ
เจ้าเดียวกับตึก สตง.! ผู้รับเหมาทิ้งงานศูนย์ราชการแพร่ 539 ล้าน จ่อขึ้นแบล็กลิสต์
ฟ้า พรหมศร อดอาหารในคุก หลังศาลไม่ให้ประกันตัวคดี ม.112

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี