วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
หลังจากโยนก้อนหินถามทางลองเชิงกันมาหลายครั้งหลายหนตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา ถึงบัดนี้ก็เริ่มมีความชัดเจนว่าในระยะต่อไปอาจจะต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT จาก 7% เป็น 8%
หมายถึงประชาชนจะต้องเสียภาษีจากการจ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการทั้งหลายเพิ่มขึ้นจากที่เคยเสีย 7% ของมูลค่าสินค้าหรือบริการก็จะต้องเสียเป็น 8%
ดังตัวอย่างเช่น ซื้อสินค้าหรือบริการใดในราคา 100 บาท ซึ่งเคยเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VATในอัตรา 7 บาท ก็จะต้องเสียเพิ่มเป็น 8 บาท คือจะต้องจ่ายเงินรวมทั้งสินค้าและบริการ และ VAT เป็น 108 บาท
ที่น่าแปลกใจก็คือมาคราวนี้มีข่าวที่มีข้อความชัดเจนว่าขอร้องให้ประชาชนเสียสละในการจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 8% เพื่อทำให้รัฐบาลมีรายได้
เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อจะได้นำเงินเหล่านี้ไปใช้จ่ายตามงบประมาณแผ่นดินต่อไป
คอลัมน์นี้มีจุดยืนแน่วแน่มาหลายปีแล้ว และได้นำเสนอต่อเนื่องมาหลายปีแล้วให้รัฐบาลเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 8% เพื่อให้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศเข้าสู่ระบบและเป็นมาตรฐานสากล แต่ไม่ใช่ขึ้น VAT อย่างเดียว หากต้องลดอัตราภาษีเงินได้ให้สอดคล้องกันด้วย
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่จะต้องขอร้องให้ประชาชนเสียสละ หากเป็นเรื่องอันควรทำและควรต้องทำมานานแล้ว เพราะประเทศไทยได้นำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามาใช้กว่า 30 ปีแล้ว แต่กลับไม่พัฒนาให้ก้าวหน้าไปถึงไหน เพราะรัฐบาลมัวแต่จะกลัวคะแนนเสียงโดยมิได้คำนึงถึงความถูกต้อง จึงทำให้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไม่สมบูรณ์และล้าหลังอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้
แต่ทว่าเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันทั้งรัฐบาลและประชาชน จึงสมควรแสดงเรื่องนี้พอเป็นทางแห่งความเข้าใจร่วมกัน ก็จะเป็นหนทางในการเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มและทำให้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศสมบูรณ์และเป็นสากล
ก่อนอื่นก็ต้องกล่าวว่าภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นเป็นระบบภาษีชนิดหนึ่งที่จัดเก็บจากการใช้จ่ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดา โดยมีอัตรามาตรฐาน 10% ส่วนจะมากจะน้อยกว่านี้ก็สุดแท้แต่ความจำเป็นของแต่ละประเทศ
ส่วนภาษีเงินได้นั้นเป็นภาษีที่จัดเก็บจากเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา และจากกำไรสุทธิสำหรับนิติบุคคล
สรุปง่ายๆ ว่า VAT นั้นเก็บจากการจ่าย ส่วนภาษีเงินได้เก็บจากเงินได้
แต่ก่อนร่อนชะไรมาประเทศไทยจัดเก็บภาษีโดยถือระบบจัดเก็บจากเงินได้และจัดเก็บในอัตราที่สูงมาก คือภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจัดเก็บสูงถึง 37% ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลก็เคยจัดเก็บสูงถึง 30% และเพราะอัตราภาษีที่จัดเก็บสูงมากอย่างนี้จึงจูงใจให้คนทั้งหลายไม่เสียหรือหลีกเลี่ยงการเสียภาษีจำนวนมาก
ต่อมามีระบบภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นในโลกซึ่งมีความเป็นธรรม เพราะจัดเก็บจากทุกคนทุกกรณีที่มีการจ่ายเงิน เป็นระบบภาษีที่จัดเก็บจากรายจ่ายซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของภาษีเงินได้ที่จัดเก็บจากเงินได้ และประเทศทั้งหลายที่นำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้บ้างก็ได้ยกเลิกภาษีเงินได้ไปเลย คงเก็บแต่ภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเดียวแต่ในอัตราที่สูงอาจจะถึง 15%
บางประเทศก็จัดเก็บผสมคือจัดเก็บทั้งภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยลดอัตราภาษีเงินได้ลง และจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรามาตรฐานประมาณ 10%
สำหรับประเทศไทยได้เลือกระบบผสม คือนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้บังคับกำหนดอัตรามาตรฐาน 10% แต่ในระยะเริ่มแรกที่นำระบบนี้มาใช้ก็ผ่อนผัน
จัดเก็บ VAT เพียง 7% โดยรวมภาษีท้องถิ่นไว้ด้วยแล้ว ในขณะเดียวกันก็ลดอัตราภาษีเงินได้ลง ดังที่จัดเก็บกันอยู่ในปัจจุบันนี้
ความจริงประเทศไทยควรจะปรับปรุงอัตราภาษีในรูปแบบผสมนี้ให้ก้าวหน้าสมบูรณ์ขึ้นโดยลำดับวันเวลาที่ผ่านไป แต่ปรากฏว่ารัฐบาลที่ผ่านมามัวจะคิดถึงผลกระทบด้านคะแนนเสียง หรือในยามปฏิวัติรัฐประหารผู้รับผิดชอบก็ไม่ทราบเรื่องหรือไม่ก็กลัวผลกระทบโดยไม่เข้าใจสภาพของเรื่อง จึงทำให้อัตราภาษียังคงเดิมเหมือนตั้งแต่แรกเริ่มนำมาใช้
แต่ทว่าระบบจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นภาระอยู่ที่ผู้เสียภาษีและผู้จัดเก็บซึ่งเป็นภาคประชาชน เมื่อจัดเก็บแล้วก็นำภาษีนั้นส่งแก่เจ้าพนักงาน เท่ากับว่ามีผู้จัดเก็บภาษีแทนรัฐบาลทั่วประเทศจำนวนมากมาย ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มจึงประหยัดค่าใช้จ่ายในทางบริหารลง
ตรงกันข้ามกับภาษีเงินได้ที่ต้องตั้งเจ้าหน้าที่ไปจัดเก็บทั่วประเทศและต้องตรวจสอบกันจ้าละหวั่น ทำให้มีรายจ่ายในการบริหารสูงมาก ในขณะที่จำนวนผู้เสียภาษีก็มีน้อยกว่าน้อย ดังเช่นปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีประชากร 70 ล้านคน แต่มีผู้เสียภาษีจริงๆ ไม่เกิน 2 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมที่ดำรงอยู่ในระบบภาษีและเป็นต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำที่สำคัญด้วย
ดังนั้นหากจะมีการปรับปรุงภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะเป็นความถูกต้องในหลักการอย่างยิ่งและเป็นเรื่องที่ควรทำให้สำเร็จในรัฐบาล แต่จะขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างเดียวนั้นไม่ได้เพราะเป็นเรื่องของระบบภาษี และไหนๆ จะต้องปรับปรุงกันแล้ว ควรจะมีความกล้าหาญเด็ดขาดและกำหนดนโยบายในเรื่องนี้ให้ชัดเจนเด็ดขาดดังนี้คือ
ให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตรา 10% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป และให้ลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงเหลือจัดเก็บอัตราเดียว 10-12% (แล้วแต่รัฐบาลจะตัดสินใจ) และลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือจัดเก็บอัตราเดียว 10%
ก็จะเป็นคุณูปการใหญ่หลวงต่อบ้านเมือง ที่สำคัญจะทำให้ระบบภาษีของประเทศไทยเข้าระบบที่สมบูรณ์และเป็นธรรมมากกว่าที่ผ่านมา

กองทัพบก สวนกลับเขมร! ปล่อยเฟคนิวส์ทหารไทยถล่มช่องอานม้า
สรุปดรามา ภาพวาดราคา 1.6 แสน ไม่ตรงปกเพราะศิลปินหวังดี ปรับสีให้ละมุนขึ้น
รวบคาด่าน จับผู้ต้องหาบัญชีม้าพกปืนเถื่อน เช็คประวัติพบหมายจับอื้อ
ไอซ์ รักชนก ฟาดงวงฟาดงา! เสียใจชวดเก้าอี้ รมต. เล็งประธาน กมธ. แรงงาน
สภาฟลอริดาไฟเขียว ผ่านร่างกฎหมายเปลี่ยนชื่อ สนามบินปาล์มบีช เป็นชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี