วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569
พี่น้องประชาชนคนไทยทราบไหมครับว่า “รัฐบาลกัมพูชา”เคยกู้เงินจาก “ประเทศไทย”หลายครั้ง รวมวงเงินกว่าพันล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการสร้างและซ่อมแซมถนนทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ในกัมพูชาอาจยังไม่เคยรู้ความจริงข้อนี้
จากข้อมูลย้อนกลับไปเมื่อปี 2552 “รัฐบาลกัมพูชา” โดยกระทรวงเศรษฐกิจและการคลัง ได้ลงนามกู้เงินจากประเทศไทยกว่า 1.4 พันล้านบาท เพื่อซ่อมแซม “ถนนหมายเลข 68” จากจุดผ่านแดนช่องจอมไปยังจังหวัดอุดรมีชัย ระยะทางรวมกว่า 113 กิโลเมตร
หลังจากนั้นไม่นาน ความตึงเครียดเรื่อง“ปราสาทพระวิหาร” ปะทุขึ้นจนกลายเป็นเหตุปะทะชายแดน “กัมพูชา” จึงขอเพิกถอนข้อตกลงเงินกู้โดยอ้างว่ามีเงินเพียงพอแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยให้ความช่วยเหลือสร้างถนนหมายเลข 48 และ 67 มาแล้ว
“ปี 2562–2563 ประเทศไทย” ยังคงให้ความช่วยเหลืออีกครั้ง ด้วยการปล่อยเงินกู้กว่า 983 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงถนนหมายเลข 67 (ช่วงเสียมราฐ–อลงเวง–โจนสังกาม) โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่า วัสดุและอุปกรณ์อย่างน้อย 50% ต้องนำเข้าจากไทย และ ผู้รับเหมา วิศวกร รวมถึงที่ปรึกษาโครงการต้องเป็นคนไทย
สำหรับหนี้ที่กัมพูชาต้องชำระคืนประเทศไทย
ปี 2567 : ชำระเงินต้น 5.21 ล้านดอลลาร์ +ดอกเบี้ย 900,000 ดอลลาร์
ปี 2568 : ชำระเพิ่มอีก 1.72 ล้านดอลลาร์ +ดอกเบี้ย 330,000 ดอลลาร์
ทั้งยังมีการชำระหนี้ให้เวียดนามอีก 2.08 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่ากัมพูชามีการกู้จากหลายประเทศเพื่อนบ้านเช่นกัน
จากข้อมูลของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศและการบริหารหนี้สินของกัมพูชาประจำไตรมาสแรกของปี 2568 หนี้สาธารณะรวมของรัฐบาลกัมพูชาอยู่ที่กว่า 12.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กว่า 99.96% ของหนี้สินนี้เป็นหนี้ต่างประเทศ
ใครคือเจ้าหนี้รายใหญ่ของกัมพูชาในปี 2568
l จีน - 3.981 พันล้านดอลลาร์
l ADB (ธนาคารพัฒนาเอเชีย) - 2.581 พันล้านดอลลาร์
l ธนาคารโลก - 1.720 พันล้านดอลลาร์
l ญี่ปุ่น - 1.328 พันล้านดอลลาร์
l เกาหลีใต้ - 689 ล้านดอลลาร์
l ฝรั่งเศส - 686 ล้านดอลลาร์
l IFAD - 170 ล้านดอลลาร์
l AIIB - 53.9 ล้านดอลลาร์
l ประเทศไทย - 53.15 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.724 พันล้านบาท)
l เยอรมนี - 15 ล้านดอลลาร์
l เวียดนาม - 7.29 ล้านดอลลาร์
l อินเดีย - 6.38 ล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกัน ยังมี “หนี้” จาก “การรักษาพยาบาล” ที่ประเทศไทยต้องแบกรับรวมอยู่ด้วย
โดยเมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกระแสข่าวว่า ผู้ป่วยชาวกัมพูชาจะไม่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของไทยตามนโยบาย รัฐบาลกัมพูชา ว่าเป็นเพียงข่าวลือที่ไม่สอดคล้องกับความจริงในพื้นที่ และมั่นใจว่าผู้ป่วยชาวกัมพูชายังมีความต้องการเข้ารับการรักษาในประเทศไทย เนื่องจากระบบสาธารณสุขไทยมีคุณภาพทั้งในด้านแพทย์และสถานพยาบาล
“ผู้ป่วยก็ต้องเข้ารับการรักษากับโรงพยาบาลหรือแพทย์ที่ดี ซึ่งประเทศไทยมีระบบสาธารณสุขที่ดีอยู่แล้ว เรื่องไม่ให้มารักษาในไทยนั้น ไม่น่าจะเป็นจริงคิดว่าเป็นความเข้าใจผิดที่ไม่นานก็คงคลี่คลาย”นายสมศักดิ์กล่าว
และว่า ชาวกัมพูชาที่มารักษาในไทยยังค้างชำระค่ารักษาเท่าไหร่นั้น เป็นเรื่องที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการแก้ไข โดยพบว่ามีแรงงานและบุคคลต่างด้าวที่เข้ามารักษาในไทยจำนวนมาก บางส่วนไม่มีทะเบียน หรือไม่ได้อยู่ในระบบประกันสุขภาพ ซึ่งทำให้การติดตามค่าใช้จ่ายเป็นไปอย่างยากลำบาก
ทั้งนี้ มีมติคณะรัฐมนตรีในอดีตเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยต่างด้าวอยู่แล้ว แต่ยังไม่นำมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขเตรียมผลักดันการบังคับใช้ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อป้องกันการขาดทุนของโรงพยาบาล และรักษาระบบให้มีความยั่งยืน โดยเฉพาะการจัดทำบัญชีและระบบประกันสุขภาพให้แรงงานกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบ
ถามว่า จำนวนเยอะหรือไม่ที่ค้างชำระค่ารักษากับรพ.ไทย นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ใช่เฉพาะชาวกัมพูชา ยังมีชาวเมียนมา และคนจากประเทศอื่นๆ รวมแล้วกว่าล้านคน หรืออาจมากกว่า เพราะไม่มีการลงทะเบียน ไม่มีบัญชีที่ชัดเจน ซึ่งคนที่มาทำงานในประเทศไทยจะมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่ขึ้นทะเบียนมีบัญชีขึ้นตรงกับกระทรวงแรงงาน และประกันสังคม ส่วนอีกส่วนคือ ไม่ได้ขึ้นทะเบียน เรื่องนี้จึงต้องเร่งจัดระบบให้เรียบร้อย ตอนนี้เรื่องเสนอ ครม. ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้นำเข้าที่ประชุม ส่วนในกรณีชาวกัมพูชาสวมสิทธิ 30 บาท หรือบัตรทอง นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และต้องมีการดำเนินคดีตามขั้นตอนหากตรวจสอบพบก็ต้องว่ากันตามขั้นตอน
เมื่อไปดูในรายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาส 4 และภาพรวม ปี 2567 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่า ประชากร 3 ประเทศเพื่อนบ้านชายแดนทั้งเมียนมา ลาว และกัมพูชา เข้ามาใช้บริการการรักษาในไทยเป็นจำนวนมาก โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีคนต่างด้าวเข้ามาใช้บริการสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนทั้งสิ้น 8.7 แสนครั้ง
19.3% เป็นคนต่างด้าวที่มีประกันสุขภาพเอกชน หรือ ชำระค่ารักษาพยาบาลเอง
16.8% เป็นคนต่างด้าวที่ใช้สิทธิผ่านกองทุนบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิหรือบุคคลไร้รัฐ (ท.99)
6.8% เป็นคนต่างด้าวที่ใช้สิทธิผ่านกองทุนประกันสังคม
และมีเพียง 4.3% ที่ใช้สิทธิ ผ่านกองทุนประกันสุขภาพคนต่างด้าวและแรงงานต่างด้าว ขณะที่คนต่างด้าวส่วนใหญ่หรือ 52.8% เป็นคนต่างด้าว ที่เข้ามาใช้บริการที่สามารถชำระค่ารักษาได้บางส่วนหรือไม่สามารถชำระค่ารักษาได้ และคนต่างด้าวที่ไม่ระบุสิทธิ
เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เรียกเก็บไม่ได้จากคนต่างด้าวในพื้นที่ชายแดนไทย พบว่าปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีมูลค่าถึง 2,315 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2566
ถึง 12.6% โดยกว่า 76.3% ของมูลค่าดังกล่าวมาจากพื้นที่ชายแดนไทย - เมียนมา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนคนต่างด้าวเข้ามารับบริการมากที่สุด เมื่อเทียบกับชายแดนอื่น
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชากรต่างด้าวที่เรียกเก็บไม่ได้ จำแนกตามรายชายแดนต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เรียกเก็บไม่ได้ของชายแดนทั้งหมด ในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อ้างอิงที่มาจากกองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ.2568
ชายแดนไทย-เมียนมา 76.3% จำนวนต่างด้าวที่เข้ามารับบริการทั้งสิ้น 570,000 ครั้ง ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไม่ได้ 1,800 ล้านบาท
ชายแดนไทย-กัมพูชา 12% จำนวนต่างด้าวที่เข้ามารับบริการทั้งสิ้น 160,000 ครั้ง ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไม่ได้ 277 ล้านบาท
ชายแดนไทย-ลาว 7.8% จำนวนต่างด้าวที่เข้ามารับบริการทั้งสิ้น 100,000 ครั้ง ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไม่ได้ 180 ล้านบาท
ชายแดนไทย-มาเลเซีย 4% จำนวนต่างด้าวที่เข้ามารับบริการทั้งสิ้น 41,000 ครั้ง ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บไม่ได้ 93 ล้านบาท
สิ่งเหล่านี้ เป็น “ข้อมูลข่าวสาร” ที่ไทยควรสื่อสารไปบนสนามรบที่เรียกว่า “สนามข่าว” ด้วย มิใช่นั่งหงอ รอกัมพูชารุก แล้วคอยตามแก้อย่างที่เป็นอยู่ !!
จิตกร บุษบา

สกสค.ตรึงราคาสินค้า ผนึกกำลังภาครัฐ-เอกชน ลดภาระผู้ปกครอง
เธอมาได้ทันเวลาพอดี!! คลิป จนท.กระโดดตัวปลิวกลางสายฝน ดีใจช่วยบรรเทาดับไฟป่าได้
หนุ่มซิ่ง จยย.ฝ่าไม้กั้น ล้มคารางรถไฟ พลเมืองดีช่วยทันเสี้ยววินาที
ญี่ปุ่น ยกเลิกเตือนสึนามิแล้ว แต่ยังเสี่ยง Mega-quake หลังแผ่นดินไหว 7.7
อัษฎางค์ ชำแหละช็อต ถุย นายกฯ เดิมพันแบรนด์ จริงใจ หรือ วุฒิภาวะ ถูกกัดเซาะ?

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี