วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569
...การสู้รบตบมือกับเขมรสันดานอสรพิษอย่าง“ฮุน เซน”นั้น..ต้องสุขุมรอบคอบ..เราเป็นประเทศที่ใหญ่กว่า..ขืนผลีผลามทำอะไรลงไปตามเสียงเชียร์ของ“ไทยมุง”..เราก็จะเสียเปรียบ..ไม่พ้นที่จะถูกกล่าวหาว่ารังแกประเทศเล็กที่เป็นเพื่อนบ้านได้
...ด้วยเหตุนี้..การสู้กับอรสพิษอย่าง“ฮุน เซน”จึงต้องระวังเป็นพิเศษ..เปรียบเหมือนเรามีปัญหากับเด็กเกเรข้างบ้านที่มาหาเรื่องกับเราก่อน..ซึ่งยังไม่ทันอะไร..มันเอามือเขกกะโหลกตัวเองแล้วก็ตะโกนร้องว่า“เรารังแกมัน”
...ทุกวันนี้กัมพูชาก็เป็นอย่างนั้น..เอะอะอะไรก็ส่งเสียงร้อง..ชี้หน้าใส่ร้ายป้ายสีไทย..แล้วฟ้องประชาคมโลก..ทั้งที่กัมพูชาก่อสงครามรุกรานไทย..อันเนื่องมาจากผลประโยชน์ทับซ้อนที่ไม่ลงตัว..ระหว่าง 2 ตระกูลไทยกับกับเขมร..คือ“ตระกูลชิน” กับ “ตระกูลฮุน”
...ด้วยเดชะบุญของประเทศไทย..ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยภายใต้การครอบงำของนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตร..ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีที่อ่อนหัดและไร้สติปัญญาชื่อ“แพทองธาร ชินวัตร”เป็นผู้นำ..มีอันต้องพ้นจากอำนาจ..เพราะพลาดท่าเสียทีให้กับ“ฮุน เซน”ทรราชของเขมรจากกรณี“คลิปอัปยศ”..จึงทำให้ประเทศไทยเริ่มมีเสียงในเวทีโลก..เพื่อรักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศ
...ในทางการทูตนั้น..“รัฐบาลหนูชั่วคราว”ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล..เป็นนายกรัฐมนตรี..ไม่เห็นจะต้องมีนโยบายหรือวิธีการอะไรที่วิเศษพิสดาร..เพียงแค่ทำในเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศควรทำ..ด้วยการพูดจากข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานเป็นประจักษ์พยานให้นานาอารยะประเทศรับรู้..นั่นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว..สำหรับการพิทักษ์ปกป้องอธิปไตยและรักษาเกียรติภูมิของชาติบ้านเมืองเรา
...เรื่องอย่างนี้“แพทองธาร ชินวัตร”ทำไม่ได้..นอกจากจะไร้สติปัญญาและขาดภาวะผู้นำ..ก็ยังมีผลประโยชน์ทับซ้อนอันคลุมเครือระหว่าง 2 ตระกูลไทยกับเขมร..ตามข้อกล่าวหาของ 36 สว. ที่ทำให้“แพทองธาร”ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..คือ..“เพราะเหตุแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัวในลักษณะเป็นฝั่งเดียวกันกับกัมพูชา”
...และประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัย..สั่งให้“แพทองธาร ชินวัตร”พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า..พฤติการณ์และการกระทำของ“แพทองธาร”จากการเจรจาทางโทรศัพท์กับ“ฮุน เซน”..เนื่องเพราะ“ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ..ด้วยเหตุว่าผู้ถูกร้อง (แพทองธาร)รู้จักกับสมเด็จฮุน เซน..เป็นการส่วนตัว..และกระทำการเอื้อประโยชน์กับกัมพูชา”
...นอกจากตัวผู้นำรัฐบาล..คือ“แพทองธาร ชินวัตร” ที่ทั้งอ่อนด้อยสติปัญญาและมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวแล้ว..รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ชื่อ“มาริษ เสงี่ยมพงษ์”..ก็เป็นเพียงแค่“เสมียนท้ายแถว”..ที่ต้องรอรับคำสั่งจาก“นายใหญ่”แห่งบ้านจันทร์ส่องหล้า..จึงทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายตั้งรับกัมพูชาในเวทีโลกมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568..ที่กัมพูชาเปิดฉากก่อสงครามรุกรานไทย
...จะเห็นได้ว่า..แค่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว..รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ของไทย..ลุกขึ้นมาชี้แจงข้อเท็จจริงตอบโต้กัมพูชา..กลางที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ..ครั้งที่ 80..ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ..นครนิวยอร์ก..ประเทศสหรัฐอเมริกา..เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568..ก็ทำให้ไทยมีแต้มต่อเหนือกัมพูชาขึ้นมาทันที
...จากถ้อยแถลงของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว..กลางที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่ว่า..“เป็นที่น่าเสียใจว่า..กัมพูชายังคงสร้างภาพให้ตนเป็นผู้ถูกกระทำ..กัมพูชาได้ให้ข้อเท็จจริงในแบบฉบับของตน..ที่ไม่สามารถยืนยันได้เมื่อถูกตรวจสอบครั้งแล้วครั้งเล่า..ซึ่งก็เป็นเพราะว่า สิ่งที่กล่าวเป็นการบิดเบือนความจริง”
...และล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา..ก็เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์..ที่ทำให้กัมพูชา“แพ้ทาง”ทางด้านการทูตในเวทีโลก..เมื่อนางสาวปรารถนา ดิษยทัต..อัครราชทูต..รองผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ..ณ นครเจนีวา..สวิตเซอร์แลนด์..ได้มีถ้อยแถลงกลางเวทีการประชุมคณะกรรมการบริหารของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR ExCom) สมัยที่ 76
...เรียกว่าตัดจบครบทุกประเด็น..โดยเฉพาะกรณีบ้านหนองจาน..และบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว..ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในเวลานี้..ซึ่งอัครราชทูต..รองผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ..กล่าวเปิดประเด็นว่า..“ด้วยความเสียใจอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องขอใช้สิทธิ์ในการพูด..เพื่อตอบต่อถ้อยแถลงของเพื่อนร่วมภูมิภาคจากกัมพูชา..เวทีพหุภาคีเช่นนี้ไม่ควรถูกใช้เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเท็จ..และข้อกล่าวหาที่ปราศจากมูล..เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง”
...ทั้งนี้..อัครราชทูต..รองผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ..ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่า..บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว..เป็นหมู่บ้านที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างถึงนั้น..ตั้งอยู่ในดินแดนไทย..และเกิดขึ้นจากการที่ไทย “เปิดพรมแดนด้วยมนุษยธรรม”..ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 (พ.ศ. 2513)..เพื่อให้ผู้ลี้ภัยกัมพูชาหลายแสนคนหลบหนีสงครามกลางเมืองเข้ามาพักพิง..ภายใต้การดูแลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)..ซึ่งต่อมาหลังสงครามสิ้นสุดลง..ได้มีชาวกัมพูชาบางส่วนรุกล้ำกลับเข้ามาอยู่อาศัยโดยไม่ได้รับอนุญาต
...อย่างไรก็ตาม..ดังที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า..การสู้รบตบมือกับเขมรสันดานอสรพิษอย่าง“ฮุน เซน”นั้น..ต้องสุขุมรอบคอบ..เพราะฉะนั้น..กรณีบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว..ที่ฝ่ายกองทัพกำลังดำเนิน“ยุทธวิธี”อยู่ในเวลานี้นั้น..“ไทยมุง”ทั้งหลายอย่าเพิ่งใจร้อน
...โดยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคมเมื่อวานนี้..ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสระแก้ว..ได้แก่..ตาพระยา, โคกสูง, วัฒนานคร..และคลองหาด..หน่วยงานทุกภาคส่วน..ทั้งฝ่ายทหาร, ฝ่ายปกครอง, ตำรวจ, อปพร., ผู้นำชุมชน, หน่วยกู้ภัย..และอาสาสมัคร..ก็ได้มีการซ้อมแผนอพยพประชาชนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว..ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
...จากนี้ไปก็ต้องอดใจรอดู“วัน ว.เวลา น.”ของ“วันดีเดย์”..ในการยกพลยึด“บ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว”กลับคืนมาจากกัมพูชา!
รุ่งเรือง ปรีชากุล

ปธ.กมธ.ที่ดินฯ ชู 3 ทางรอดคน-ช้าง ดันเข้าเกณฑ์ภัยพิบัติ ถกอุทยานฯ 25 ส.ค.
ส่งออกไทยพุ่ง! รัฐบาลเผยครึ่งปีแรก 2569 โต 17.6% มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์
ยกระดับอาชีวะไทย! รัฐตั้งเป้าเพิ่มนักเรียนสายอาชีพ 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
วงการลูกหนังสุดอาลัย! 'ฮอร์เก้ เมสซี่' คุณพ่อ 'ลิโอเนล เมสซี่' เสียชีวิตในวัย 68 ปี
หมอตุลย์ จ่อร้องนายกฯ 11 ส.ค.นี้ จี้ลุยสอบเพิ่มปมทุจริตสอบ กสถ. ชี้คนผิดยังลอยนวลเพียบ

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี