ในความเป็นราชอาณาจักรมายาวนานร่วม ๘๐๐ ปีนั้นไม่อาจปฏิเสธได้ว่าชาติต้องผ่านการสู้รบมานับครั้งไม่ถ้วนภายใต้การนำของจอมทัพคือ พระมหากษัตริย์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มี
ความสำคัญที่สุด เพราะทรงเป็นผู้ปกครองชาติ ดูแลอาณาประชาราษฎร์ให้อยู่เย็นเป็นสุข และที่สำคัญยิ่งคือการปกป้องรักษาชาติ ให้มีอธิปไตย มีอิสระเสรีอย่างยั่งยืน
สงครามที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ก็เป็นสงครามที่เกิดขึ้นกับชาติที่อยู่ ใกล้เคียงที่เรียกกันว่าชาติเพื่อนบ้าน แต่บางครั้งก็ไม่ได้มีความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน เพราะเมื่อต้องการขยายอำนาจและอาณาเขตก็จะต้องสู้รบกัน เกิดศึกสงครามมาโดยตลอด
แต่ชาติที่แสดงความเป็นปฏิปักษ์กับราชอาณาจักรสยามมาโดยตลอดก็คือเขมร ซึ่งทำให้เกิดการสู้รบในอดีตที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า ๑๐ ครั้ง ไม่นับรวมการสู้รบที่กำลังเป็นอยู่ในครั้งนี้ ซึ่งอาจจะยืดเยื้อและไม่ได้เป็นหลักประกันว่า ถ้ายุติลงแล้วจะไม่เกิดการสู้รบอีกในอนาคต เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าเขมรเป็นชาติที่มีผู้นำที่พูดจากลอกกลิ้งมาโดยตลอด
สงครามระหว่างราชอาณาจักรสยามและขอมมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยขอมเป็นชนชาติที่มีอิทธิพลและครอบครองพื้นที่ในแว่นแคว้นสุวรรณภูมิที่ปัจจุบันเป็นเขมรมาก่อน ซึ่งต่อมากลุ่มชนเขมรเข้ามายึดครองแทน และก็เกิดสงครามต่อเนื่องมาตลอด เป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า ๔๐๐ ปี
สงครามระหว่างสยามกับขอมในสมัยอาณาจักรอยุธยา เริ่มขึ้นในสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ พระเจ้าอู่ทองในปีพ.ศ. ๑๘๙๕ เมื่อขอมเริ่มมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ พระองค์จึดโปรดให้สมเด็จพระราเมศวรพระราชโอรสยกทัพไปปราบแต่ยังไม่สำเร็จ จึงต้องส่งขุนหลวงพะงั่วหรือสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ยกทัพไปช่วยรบและสามารถเอาชนะได้ ยึดพระนครหลวงซึ่งคือ นครธม ได้สำเร็จ เขมรตกเป็นประเทศราชของสยาม
หลังจากสมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพในปี พ.ศ. ๒๑๒๗ อาณาจักรอยุธยาก็ได้รับการฟื้นฟูด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์จนมีความเข้มแข็ง ซึ่งก่อนช่วงเวลาดังกล่าวนี้ เขมรได้ยกทัพมารุกรานเมืองต่างๆ ที่อยู่รอบกรุงศรีอยุธยาอยู่ตลอดเวลา โดยมีเป้าหมายจะเข้ายึดกรุงศรีอยุธยาแต่ไม่สำเร็จ เป็นเหตุให้สมเด็จพระนเรศวรต้องยกทัพไปปราบเขมร เพื่อเป็นการตอบโต้การกระทำของเขมร นับเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๓๖ โดยพระองค์ทรงยกทัพมีกำลังพลถึง ๑๐๐,๐๐๐ คน ไปตีกรุงละแวกซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองหลวงของเขมร โดยยกทัพเข้าตีพร้อมกันทั้งทางบกและทางทะเล ยึดหัวเมืองรอบนอกไว้ได้ทั้งหมดเพื่อตัดกำลัง ก่อนที่จะเข้าล้อมเมืองละแวกและทำการรบจนได้ชัยชนะได้ จับตัวนักพระสัตถากษัตริย์เขมรได้ และกระทำพิธีปฐมกรรมตัดหัวเอาเลือดล้างพระบาทสมเด็จพระนเรศวร และกรุงศรีอยุธยาก็ปกครองเขมรมาโดยตลอด
เขมรกระด้างกระเดื่องอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียอิสรภาพ ครั้งที่ ๒ ซึ่งหลังจากนั้นเพียง ๗ เดือนสมเด็จพระเจ้าตากสินก็สามารถกู้ชาติคืนได้ โดยทรงยกทัพเรือประมาณ ๑๐๐ ลำ พร้อมกำลังพลประมาณ ๕,๐๐๐ คน จากเมืองจันทบุรี ล่องทะเลเข้าสู่ปากน้ำเจ้าพระยา ผ่านกรุงธนบุรีขึ้นไปจนถึงกรุงศรีอยุธยา และเข้าตีค่ายของพม่าซึ่งตั้งรักษาการอยู่ที่โพธิ์สามต้นจนเอาชนะได้ โดยสุกี้พระนายกองแม่ทัพพม่าเสียชีวิตในที่รบ
สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสถาปนาเป็นพระมหากษัตริย์ โดยมีกรุงธนบุรี เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ พระองค์ได้โปรดให้เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ยกทัพ ไปปราบเขมรที่กำเริบเสิบสานที่นครจำปาศักดิ์จนได้รับชัยชนะในปี พ.ศ. ๒๓๒๐ และยังได้เมืองอัตปือ สังขละ ขุขันธ์ และอื่นๆ มาขึ้นกับกรุงธนบุรีด้วย หลังจากศึกครั้งนั้นได้โปรดเกล้าเลื่อนเจ้าพระยาจักรี
ขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
ในปี พ.ศ. ๒๓๒๓ เกิดจลาจลขึ้นในเขมร มีขุนนางชั้นสูงผู้หนึ่งต้องการตั้งตัวเป็นกษัตริย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นแม่ทัพใหญ่พร้อมกับเจ้าพระยาสุรสีห์เป็นแม่ทัพหน้า รวมทั้งเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ยกทัพไปปราบเขมรอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากเกิดเหตุจลาจลในกรุงธนบุรี ทำให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกต้องยกทัพกลับเพื่อปราบจลาจล และในที่สุดก็ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่าสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของอาณาจักรรัตนโกสินทร์ และเป็นต้นราชวงศ์จักรี
ความขัดแย้งระหว่างไทยและเขมรยังมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยไทยพยายามผนวกเขมรเข้าเป็นรัฐในอารักขา โดยแต่งตั้งพระมหากษัตริย์ให้ด้วย แต่เขมรเริ่มฝักใฝ่กับญวน นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างไทยกับญวน แต่ก็มีการผ่อนปรน ทำให้เขมรเป็นรัฐกันชนระหว่างสยามกับญวนหรือเวียดนาม จนถึงยุคที่ฝรั่งเศสซึ่งเป็นนักล่าอาณานิคมเข้ามาครอบครองประเทศในแถบอินโดจีนรวมทั้งเขมรในปี พ.ศ. ๒๔๐๖
เขมรไม่เคยมีความเป็นมิตรแท้กับไทย ถึงแม้จะเป็นประเทศที่ได้รับการช่วยเหลือจากไทยมาโดยตลอด แม้หลังจากที่ฝรั่งเศสได้ปลดแอกเขมรแล้วก็ตาม โดยเฉพาะในยุคสงครามเขมรแดง ซึ่งมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมรนับล้านคน ชาวเขมรประมาณ ๓-๔ แสนคน ได้อพยพหนีเข้ามาอยู่ในเขตชายแดนไทย และได้รับการดูแลให้อยู่ในค่ายผู้อพยพเป็นอย่างดี แต่เมื่อสงครามสงบกลับไม่ยอมอพยพย้ายกลับถิ่นฐาน คงยึดครองพื้นที่ในประเทศไทยเป็นที่อยู่อาศัย จนเป็นประเด็นหนึ่งของสงครามชายแดนที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
สงครามระลอกใหม่ระหว่างไทยกับเขมรที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคมนั้น เป็นผลมาจากการที่เขมรไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง โดยได้ใช้อาวุธสงครามทั้งเบาและหนักกระหน่ำยิงเข้ามาในประเทศไทย จนเป็นเหตุให้ทหารไทยต้องบาดเจ็บและเสียชีวิต ทำให้ไทยจำเป็นต้องเปิดศึกกับเขมรอีกครั้งหนึ่ง
ศึกครั้งใหม่นี้ ทหารไทยในทุกกองทัพ ทั้งทัพบกทัพเรือและทัพอากาศ ได้กระทำการต่อสู้เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเข้มแข็ง ด้วยความกล้าหาญ จนสามารถยึดดินแดนที่เขมรครอบครองอย่างไม่ถูกต้องกลับคืนมาได้อีกครั้งหนึ่งเป็นจำนวนมาก แต่ทั้งนี้ก็ต้องแลกกับชีวิตและการบาดเจ็บของทหารผู้กล้าจำนวนหนึ่ง แม้ขณะนี้กองทัพไทยจะได้เปรียบในการรบ แต่ก็เชื่อว่าการสู้รบจะยังคงมีต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพราะศัตรูตัวสำคัญของไทยคือผู้นำเขมรตระกูลฮุนจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อรักษาทรัพย์สมบัติและชีวิตของตัวเองและตระกูลเอาไว้ให้ได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงทหารของตัวเองและประชาชนชาวเขมรที่ต้องเสียชีวิต บาดเจ็บ และเดือดร้อนในการสู้รบแต่อย่างใด
สำหรับไทยเรานั้น ในขณะที่ศึกนอกก็กำลังติดพัน ศึกภายในก็คุกรุ่นอยู่ไม่น้อย จากความพยายามทั้งในเรื่องการแย่งชิงอำนาจที่จะเข้ามาบริหารประเทศ และความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อจะลดบทบาทและพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ตลอดจนการแก้ไขบทบัญญัติในการลงโทษนักการเมืองที่กระทำผิดกฎหมายอย่างรุนแรง ซึ่งในการประชุมรัฐสภาครั้งสุดท้ายพรรคฝ่ายค้านที่เป็นผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้พ่ายแพ้ในการลงมติในบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ขบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ความพ่ายแพ้ของพรรคฝ่ายค้านดังกล่าว ที่ชอบอ้างความชอบธรรมว่าได้เสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ของประชาชน จนถึงขนาดส่งสัญญาณว่าจะขอเปิดอภิปราย ไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามมาตรา ๑๕๑ ซึ่งเมื่ออภิปรายเสร็จจะมีการลงมติรับรองการปฏิบัติหน้าที่ของนายกฯซึ่งหมายความว่า หากฝ่ายค้านชนะเสียงโหวต นายกรัฐมนตรีก็จะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่โดยทันที อันจะนำไปสู่การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่
การกระทำดังกล่าวทำให้นายกรัฐมนตรีต้องประกาศยุบสภา ซึ่งเชื่อว่าไม่ใช่เป็นการกระทำเพื่อหนีการถูกซักฟอก แต่เป็นการกระทำเพื่อให้ยังคงสามารถบริหารบ้านเมืองที่อยู่ในภาวะสงครามไปได้อีกระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการที่จะรักษาอธิปไตยของชาติร่วมกับกองทัพไทยที่มีความเข้มแข็งเป็นอย่างยิ่งเอาไว้ได้
เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดว่าในขณะที่บ้านเมืองกำลังมีภัยรุกรานที่เป็นอันตรายต่อชาติ กลับมีนักการเมืองจำนวนหนึ่งมีความปรารถนาเพียงต้องการจะมีอำนาจ กลับคืนมา รวมทั้งความปรารถนาที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาและความเดือดร้อนจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย จึงน่าจะมีคำถามได้ว่า สิ่งที่นักการเมืองฝ่ายค้านกระทำอยู่นั้น เป็นการกระทำโดยเห็นแก่อธิปไตยและประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง หรือเห็นแก่อำนาจที่ตัวเองและพวกพ้องต้องการจะได้กลับคืนมา โดยมีวัตถุประสงค์แอบแฝงอย่างไรหรือไม่ ไม่อาจจะทราบได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่พึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง
ขอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลรักษาการรวมทั้งกองทัพ จงร่วมกันอย่างเข้มแข็งในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติไทย ชาติอันเป็นที่รักของพวกเรา ที่พระมหากษัตริย์ในอดีตและบรรพบุรุษของชาวไทยได้ร่วมกันสร้างเอาไว้ให้ได้ขอให้ทราบว่า ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าส่วนใหญ่นั้น จะร่วมกันให้กำลังใจ สนับสนุนและร่วมปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติไว้ด้วยชีวิตเช่นเดียวกัน
ปิยะ เนตรวิเชียร

อนุทิน บอกเจอ ทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ แค่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ครั้งแรกของประเทศ! สธ.เตรียมจัดใหญ่ มหกรรมนวดไทยและเวลเนสแห่งชาติ 2569
กลุ่มผึ้งหลวง เคาะส่ง นฤพนธ์ เย็นประเสริฐ หลานชาย พ.ต.อ.ธงชัย ลงชิงเก้าอี้ นายก อบจ.นนทบุรี
อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถกลับบ้าน อิ๊งค์ ชวน อาหนู ปิดห้องกินข้าวกับพ่อ หลังงานสวดพระอภิธรรม เกรียง กัลป์ตินันท์
ศาลแขวงสงขลาประทับฟ้อง ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว คดีเว็บพนัน นัดสอบคำให้การ 29 ก.ย.

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี