วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ใกล้วันเลือกตั้ง ภาพรวมการเมืองชัดเจนว่า มี 3 พรรค ที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
คือ พรรคสีน้ำเงิน พรรคสีส้ม หรือพรรคสีแดง
หากส้มเป็นแกนนำ อาจจับมือกับแดง ร่วมเป็นรัฐบาล
หากน้ำเงินเป็นแกนนำ อาจดึงใครมาร่วมรัฐบาล ที่ยอมรับเงื่อนไขของน้ำเงิน ฯลฯ
ขณะที่ส้มแชมป์เก่า ประกาศเดินหน้าจะนิรโทษกรรมความผิด 112 (แอบแฝงเจตนาต้องการแก้มาตรา112 และมีนโยบายแก้กฎหมายกลาโหมที่จะให้การเมืองแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายพล ขณะที่พฤติกรรมเซาะกร่อนกองทัพ ด้อยค่าทหารมีไว้ทำไมรบไปก็ไม่ชนะ ตัดงบทหาร ก็ยังคงเป็นที่จดจำของสังคม ฯลฯ
วิธีคิดในการตัดสินใจเลือกตั้งครั้งนี้ จึงน่าสนใจ
1. เลือกพรรคฝ่ายอนุรักษ์ที่มีโอกาสชนะฝ่ายโน้นมากที่สุด
คุณนิด บุญหวาน ท่าซอม ให้ข้อคิดความเห็นน่าสนใจ ระบุว่า
“...เหตุผลที่ผมเลือกแบบยุทธศาสตร์ ครับ
..
ผมบอกพี่น้องไปแล้วว่า สำหรับผม การเลือกตั้งครั้งนี้ ผมเลือกแบบกลยุทธ์ หรือว่ายุทธศาสตร์
คือ เลือกพรรคฝ่ายอนุรักษ์ที่มีโอกาสชนะฝ่ายโน่นมากที่สุด
โดยฝ่ายอนุรักษ์มีพรรคหลักๆ อยู่ 2 พรรค
ส่วนพรรคอื่นๆ เช่น พรรคไทยภักดี พรรครวมไทยสร้างชาติ ผมมองว่าโอกาสที่จะได้ สส.เป็นพรรคแกนนำยากมาก ผมจึงตัดออกจากการเลือกของผมครั้งนี้ แม้ว่าทั้งสองพรรคจะมีข้อดีอยู่มากก็ตาม
จึงเหลือพรรคที่จะเลือกอยู่แค่ 2 พรรค คือ พรรคน้ำเงินและพรรคฟ้า
แต่เมื่อพิจารณาอีกทีอย่างละเอียด ผมจึงตัดสินใจเลือกพรรคสีน้ำเงิน
ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ
1.เป็นพรรคที่มีโอกาสชนะฝ่ายโน่นมากกว่าพรรคสีฟ้า
2. มีอดีต สส.จากหลายค่ายมารวมกัน โดยที่หลายคนมองว่าเป็นการรวมกันเฉพาะกิจหรือรวมกันแบบไหนผมก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ คือ มารวมกันแล้ว โอกาสชนะฝ่ายโน่นมีสูง
ใครจะครหาว่าไปดูด สส.พรรคอื่นมา แต่ผมไม่สนใจตรงนั้น ผมมองว่า ในยุคสมัยนี้ หรือสมัยหน้า เหตุการณ์แบบนี้ก็จะยังมี หากการเมืองยังต้องใช้เสียงข้างมากในสภาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ เพื่อให้ชนะอีกฝ่าย ถ้าไม่รวมกันแบบนี้ ก็คงแพ้ฝ่ายโน่นแน่ๆ เพราะฝ่ายโน่น เสียงเขาไม่ไปไหนเลย เขามีสองพรรค คือ แดงกับส้ม
แต่ฝ่ายนี้มีหลายพรรคเกินไป เสียงกระจายไปหมด
ถ้าไม่รวมกันแบบนี้ ก็แพ้เขาแน่นอน
3.ผมมองว่าการมารวมกันของ สส. ที่มาพรรคสีน้ำเงินครั้งนี้ มีเบื้องหลังที่มารวมกัน โดยจุดประสงค์มาทำงานให้ลุล่วงตามเป้าหมาย และเพื่อให้ฝ่ายอนุรักษ์ชนะเบ็ดเสร็จในครั้งนี้
อาจมีการตกลงกันไว้(อันนี้ผมคิดเอาเอง) ว่า สมัยหน้าเมื่อเป้าหมายครั้งสำเร็จ และพรรคฝ่ายส้มฝ่ายแดงอ่อนแรงลง
อาจมี สส.กลับสู่ที่เดิมพรรคเดิมของตน ก็อาจจะเป็นได้ เช่น สส.จากที่พรรคชาติไทยพัฒนาของลูกบรรหาร เขาอาจจะมาแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว
สมัยหน้าคงกลับพรรคเดิม เพราะพรรคเดิมเขาก็ยังมีคนรักษาสถานภาพพรรคเอาไว้อยู่
4. การเลือกของผมครั้งนี้ ผมเลือกเพราะทีมเศรษฐกิจของพรรคน้ำเงินที่ทำงานเข้าตาแทบทุกคน ไม่ว่าจะเป็น ศุภจี สีหศักดิ์ เอกนิติ
และตัวนายกฯเองก็เป็นคนที่มีคุณสมบัติหลายอย่างที่ดี
และที่สำคัญ คือ ตัวนายกฯอนุทิน เป็นนายกฯที่ยกย่องอดีตนายกฯที่ผมรักมากๆ คือนายกฯลุงตู่
การเลือกพรรคนายกฯอนุทิน ผมจึงมองว่าเหมือนการเลือกลุงตู่มาทำงานอีกครั้ง ผมมองแบบนี้จริงๆ โดยบริสุทธิ์ใจ
....
เอาแค่ 4 ข้อนี้ ผมก็ตัดสินใจได้แล้วครับ
ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่ใครหลายคนกระแหนะกระแหนกัน ไม่ว่าเรื่องเขากระโดงหรือเรื่องเทา ผมมองว่า แทบทุกพรรคมีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น
แต่ผมมองข้อดีที่มีมากกว่า และมองภาพรวมเรื่องรักชาติ รักสถาบัน เป็นหลัก
ส่วนเรื่องข้อเสีย ทุกพรรคก็มีทั้งนั้น หรือใครจะเถียงว่า พรรคไหนไม่มีเทา ก็อาจจะมีครับ พรรคที่ไม่มีเทา แต่เป็นพรรคที่จะเอาชนะเขาได้หรือเปล่าล่ะ
ข้อนี้แหละที่สำคัญต่อการเลือกของผมครับ
สุดท้ายท้ายสุด ผมจึงตัดสินใจเลือก พรรคสีน้ำเงินครับ...” นิด ท่าซอม
2. อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่เลือกส้ม เพราะส้มส่อเจตนาไม่สุจริต
คุณสันติ กีระนันทน์ แบ่งปันมุมคิดที่น่าสนใจเช่นกัน ท่านผู้อ่านหลายคนอาจจะเจอสถานการณ์คล้ายกัน ระบุว่า
“...เพิ่ง leave group Suankularb alumni สดๆ ร้อนๆ
เพราะเบื่อการเอาความไม่เข้าใจการเมือง มาติดป้ายว่า baby boomer ทนต่อการเห็นความล้าหลังของประเทศได้อย่างไร
และยังไม่เข้าใจระหว่างการแก้รัฐธรรมนูญกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าต่างกันอย่างไร
เมื่อไม่สบายใจ ก็ leave group เท่านั้นเอง
เหมือนกับไม่สบายใจกับทัศนคติของเพื่อนคนไหน ก็ห่างออกมา หรือ unfriend ไปก็เท่านั้นเอง
พื้นที่ของเรา เราก็ควรจะรักษาทัศนียภาพของเราได้
นี่คือตัวอย่างของคนที่มั่นใจว่า woke ตัวอย่างหนึ่ง แต่เป็น uninforned woke เพราะรับ incomplete information
ผมเป็น baby boomer ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ผมเบื่อและไม่ต้องการทนกับการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองและข้าราชการ รวมไปถึงภาคเอกชน ทุนใหญ่ ทุนเทา ฯลฯ ที่ร่วมกันทำร้ายประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แย่งชิงผลประโยชน์สาธารณะไปเป็นผลประโยชน์ตน
แล้วทำไมผมถึงไม่กาส้ม
เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องทำทันทีโดยกลุ่มคนที่มีเจตนาสุจริตเป็นพื้นฐาน
ผมเชื่อว่าคนในกลุ่มส้มจำนวนมากที่มีเจตนาสุจริต แต่เมื่อผมมองไปในกลุ่มชนชั้นนำของส้ม ผมเห็นสิ่งตรงกันข้ามกับความสุจริต
ความสุจริตต้องเริ่มต้นด้วยความสะอาด เริ่มต้นด้วยเจตจำนงที่สุจริตและเป็นสาธารณะต้องไม่เริ่มต้นด้วยความกระหายอำนาจและยอมทำทุกอย่างที่สกปรกเพื่อเข้าถึงอำนาจ
การยุยงปลุกปั่นสร้างความแตกแยก การโกหกบิดเบือนความจริง ปากว่าตาขยิบและพฤติกรรมเชิงประจักษ์หลากหลาย ล้วนแต่ชี้ให้เห็นถึงวาระซ่อนเร้นที่ฉาบด้วยความหวังที่หลอกลวงผู้คนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ...
นี่คือเหตุผลหลักของผมที่ไม่กาส้ม
ผมรักชาติด้วยเหตุผลและไม่คลั่งชาติ ผมเคารพสถาบันกษัตริย์โดยไม่แอบอ้างและไม่โหน
ชนแถวสองของส้ม มีความทะเยอทะยานที่หลากหลาย ซึ่งไม่ใช่สิ่งผิด แต่ความไร้ประสบการณ์ในการทำงานจริง ความรีบร้อนชิงสุกก่อนห่าม นำมาสู่ความเห็นของตนที่เชื่อว่าตัวเองเก่งและฉลาดกว่าทุกคนที่เห็นต่างจากตน เห็นคนอื่นโง่หมด เห็นคนรุ่นก่อนตัวเองไร้ค่าไร้ความสามารถ ... ความจริงในโลกนี้เป็นเช่นนั้นจริงหรือ
การเลือกตั้งครั้งนี้ ผมลำบากใจมากในการตัดสินใจ
คนเก่าๆ ก็ไม่น่าไว้ใจ เพราะเห็นประวัติด้านมืด แม้หลายคนจะมีฝีมือในการทำงานเป็นที่ประจักษ์ แต่ก็อยู่ในเข่งขยะ
คนใหม่ก็เห็นชัดๆ ว่ามีวาระซ่อนเร้น และไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะนำการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น ซึ่งผมมั่นใจว่าคนใหม่จะนำการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง แต่ไปในทิศทางเลวร้ายกว่าเดิม
ความหวังคือ อยากเห็นคนกลุ่มคนที่มือสะอาด ใจสะอาด มีความสามารถมีศักยภาพ มีความพร้อมทุกด้าน ไม่มีวาระซ่อนเร้นส่วนตน รวมกลุ่มแล้วลุกขึ้นมาเสนอตัวนำการเปลี่ยนแปลง
แต่ในระบอบประชาธิปไตยที่เราเป็นแบบนี้ ด้วยข้อจำกัดของความไม่พร้อมในสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ
ทำให้ความหวังของผมในประเด็นนี้เป็นความหวังที่เกิดขึ้นได้ยากมากถึงมากที่สุด
เมื่อชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป การทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง ก็จำเป็นต้องเลือกทางเลือกที่เลวน้อยกว่า เพราะไม่มีทางเลือกที่ดีให้เลือก
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเป็นทั้งวันสำคัญส่วนตัวของผม (คนที่รู้จักผมดีถึงจะทราบ) และเป็นวันที่ต้องทำหน้าที่พลเมืองไทยอย่างรอบคอบอีกครั้ง
#ไม่เลือกส้ม #ไม่เห็นชอบกับการออกเสียงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ #ต้องการการเปลี่ยนแปลง #รังเกียจทุจริตคอร์รัปชันและวาระซ่อนเร้น #รัฐธรรมนูญต้องมีการแก้ไขบางประเด็น”
3. “ผมกลัว มีรัฐบาลที่เขมรมันไม่กลัว”
คุณพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ให้มุมมองว่า
“๘ กุมภา ผมไม่ได้เลือก สส. ผมเลือกรัฐบาล
ผมกลัว มีรัฐบาลที่เขมรมันไม่กลัว
ผมกลัว รัฐบาลที่พอเขมรยิงโป้ง
รัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีบอกว่า “รอรับรายงานก่อน”
..
ผมกลัว เพราะผมคิดเอาเองว่า
เขมร มันก็รอดูรัฐบาลใหม่ของเรา
ถ้าหน่อมแน้ม มันก็เปิดเกมเร็วขึ้น
ผมจึงต้องเลือกรัฐบาล ที่ผมคิดว่า ถูกที่ ถูกเวลา ที่สุด
..
ผมตัดสินใจ เลือกพรรค และตัวบุคคลแล้ว
(ส่วนประชามติ) ผมตัดสินใจ กากบาท “ไม่เห็นชอบ” แล้วครับ ผมเป็นคนคลั่งชาติ”
4. น่าสนใจว่า ช่วง 50 เมตรสุดท้าย จะมีอะไรทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้คนอีกหรือไม่?
สิ่งที่ควรถอดบทเรียน คือ การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว หลายพื้นที่ แนวคิดแบบส้มไม่ได้มีคนชอบเยอะสุด แต่กลับได้ สส. เยอะสุด เช่น ที่ภูเก็ต
ที่ภูเก็ต เลือกตั้งปี’66 ส้มได้ สส. 3 เขต ยกเกาะ แต่คนภูเก็ตค่อนเกาะไม่เอาส้ม !!!!
นั่นเพราะเสียงที่ไม่เอาส้ม แตกกระจายไปลงคะแนนให้พรรคการเมืองต่างๆ แยกกันออกไป จนแพ้ส้มทุกเขต
ครั้งนี้ ถ้าคนไทยหลายพื้นที่ยังคิดไม่ตก หรือไม่สนใจผลลัพธ์ ก็ต้องพร้อมรับผลลัพธ์ที่ตามมา
สารส้ม

ส่งใจจากสวิตฯ พี่เบิร์ด ชวนแฟนคลับเข้าคูหา 8 กพ นี้
สายมูฟังทางนี้! หมอช้างเตือน 2 ราศีช่วงเดือนแห่งความรัก มีเรื่องต้องยั้งปาก อย่าเผลอพูดผิดชีวิตเปลี่ยน
พลังโซเชียลฮีลใจ แห่อุดหนุนคุณยายขนผัก หลังคลิปไวรัลทำคนดูน้ำตาซึม
กรมอุตุฯ พยากรณ์วันพรุ่งนี้ ไทยตอนบนอุณหภูมิพุ่ง กทม.ฝุ่นปานกลาง-หนาแน่น
สวยตะลึง ปู่ไพวงษ์ เปิดอาณาจักรโบนันซ่า จัดพิธีบวงสรวงพระพิฆเนศปางราชาธิวาส

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี